| FAHRENHEIT 451 : Ray Bradbury |
งานเขียนเล่มนี้จัดเป็นงานคลาสสิกที่มีชื่อเสียง ทั้งยังเป็นหนังสืออ่านประกอบของนักเรียนมัธยมจำนวนมากในอเมริกา รายชื่อหนังสือน่าอ่านสำหรับเด็กในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนจะต้องมีชื่อหนังสือเล่มนี้รวมอยู่ด้วยเสมอ ถึงจะไม่ติดอันดับใน 100 หนังสือดีของโมเดิร์นไลบรารีที่คัดเลือกจากคณะกรรมการ แต่ก็เป็นหนังสือที่ผู้อ่านลงคะแนนเลือกให้มากอยู่ในลำดับที่ 77 แม้แต่ผู้ที่ไม่ได้สนใจในหนังสือเล่มนี้จากเหตุผลใดๆ ที่กล่าวมาข้างต้นเลย ก็น่าจะต้องเคยได้ยินชื่อจากการถูกอ้างอิงถึงอยู่บ่อยครั้งในวงวรรณกรรม อันเนื่องมาจากเนื้อหาที่เกี่ยวกับการเซนเซอร์สิ่งตีพิมพ์ 451 ฟาเรนไฮต์ (ประมาณ 233 เซลเซียส) เป็นอุณหภูมิที่หนังสือจะติดไฟมอดไหม้ จะเป็นอย่างไรหากเราอยู่ในยุคสมัยที่การมีหนังสือในครอบครองเป็นเรื่องต้องห้าม หนังสือทุกเล่มต้องถูกนำไปเผากำจัด เพียงแค่ประเด็นหลักเท่านี้ก็ทำให้หนังสือน่าสนใจน่าอ่านได้อักโข โดยไม่ต้องใช้ชื่อเสียงอื่นใดเข้าช่วย
มอนแท็กเป็นพนักงานดับเพลิง แต่บ้านเรือนในยุคสมัยนั้นได้รับการป้องกันอัคคีภัยไว้แล้ว การดับเพลิงจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป ทว่าหน้าที่ของคนทำงานอย่างมอนแท็กคือการวางเพลิง เมื่อเขาได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัยดัง นั่นแปลว่าให้รีบตรงไปยังบ้านที่ได้รับเบาะแสแจ้งว่าพบหนังสือ แล้วจงเผาบ้านหลังนั้นไปพร้อมกับหนังสือ มอนแท็กทำอาชีพนี้มาสิบปีแล้ว เขารักงานและมีความสุขกับการได้เผาทำลาย จนวันหนึ่งที่มอนแท็กได้คุยกับเด็กสาววัยสิบเจ็ดที่ได้เปลี่ยนมุมมองด้านชีวิตและงานของเขาไป ข้อมูลข้างต้นได้ระบุไว้ที่หลังปกหนังสือด้วย และอาจกล่าวได้ว่าสิ่งที่น่าสนใจที่สุดจากเนื้อเรื่องก็มีอยู่เพียงเท่านี้จริงๆ หากไม่ใช่เพราะความโด่งดังของหนังสือแล้ว ก็เห็นจะอ่านไปได้ไม่เกิน 5 หน้า เพราะภาษาและการเล่าเรื่องได้เปิดเผยคุณภาพออกมาชัดเจนตั้งแต่หน้าแรกๆ ซึ่งคุณภาพนี้คงไว้ได้เสมอปลายจวบจนหน้าสุดท้าย การอ่านในช่วงแรกทำให้สะดุดใจกับภาษาการบรรยายที่ค่อนไปทางด้อย การอ่านต่อไปอีกเล็กน้อยทำให้เห็นบุคลิกตัวละครแบนราบกับบทคำพูดที่ดาษดื่น และเมื่อไม่มีสิ่งใดจะดึงดูดความน่าสนใจให้ร่วมไปกับเนื้อหาได้ การอ่านที่เหลือจึงเป็นการอ่านชนิดที่เวอร์จิเนีย วูลฟ์กล่าวไว้ ว่ามีปีศาจในตัวที่เราห้ามไม่ฟังคอยกระซิบบอกตลอดเวลาว่า "ฉันไม่ชอบ ..." เป็นการอ่านที่ทำให้นึกเปรียบเทียบกับหนังสือทำนองเดียวกันเล่มอื่นไปด้วย ทั้งที่ไม่สมควรทำเพราะการอ่านอย่างตัดสินคุณค่าแต่ทีแรก ย่อมทำให้ไม่ได้รับอรรถรสจากเนื้อเรื่องอย่างเต็มที่ แต่จิตใจนั้นก็อดล่องลอยไปไม่ได้แม้จะห้ามปรามไว้แล้วสุดแรง เป็นเหมือนดังการไปดูหนังที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ เราจึงเริ่มมองนาฬิกาข้อมือแล้วเริ่มมองไปที่อาการผู้เข้าชมคนอื่น แต่เราทนดูต่อไปเพราะได้ยินมาว่าดีหนักหนา อาจจะมีอะไรซ่อนอยู่ฉากต่อไปก็ได้ และเมื่อยังไม่มีอะไรให้ดู เราก็เลยอดนึกเปรียบเทียบกับหนังแนวเดียวกันเรื่องอื่นๆ ไม่ได้ ยิ่งเปรียบเทียบไป หนังที่เราดูอยู่ก็ยิ่งด้อยลงไปทุกที เริ่มตั้งแต่การใช้ภาษาเล่าเรื่อง ภาษาของแบรดบิวรีในเล่มนี้ยืดเยื้อซ้ำซ้อนมาก เป็นการบรรยายยาวๆ ถึงสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องบรรยายยืดยาว โดยไม่สามารถใช้ถ้อยคำส่วนเกินเพื่อสื่อความหรืออารมณ์ หรือเพื่อสร้างคุณค่าใดๆ เพิ่มขึ้นได้ ไม่ว่าในเชิงภาษาหรือการเล่าเรื่อง การเขียนบรรยายยาวๆ เป็นเรื่องสามัญ นาโบคอฟใช้ลูกเล่นแพรวพราวในภาษา แต่อ่านแล้วได้ความงาม ความน่าขบขัน หรืออารมณ์ที่ประสานไปกับเนื้อเรื่องได้น่าประทับใจ Ondaatje ผู้เขียน The English Patient เป็นกวีที่บรรยายละเอียดลออเชื่องช้าด้วยถ้อยคำกวีมากๆ แต่ก็สื่อถึงอารมณ์และความงามในเรื่องได้จับใจ แต่ตัวอย่างของวิธีบรรยายในเรื่องฟาเรนไฮต์คือเช่นนี้ (ซึ่งไม่ใช่ตัวอย่างที่พิเศษอะไร เพราะมีทั่วไปตลอดเล่ม) As he stood there the sky was over the house screamed. There was a tremendous ripping sound as if two giant hands had torn ten thousand miles of black lines down the seam. Montag was cut in half. He felt his chest chopped down and split apart. The jet bombers going over; going over, going over, one two, one two, one two, six of them, nine of them, twelve of them, one and one and one and another and another and another, did all the screaming for him. He opened his own mouth and let their shriek come down and out between his bared teeth. The house shook. The flare went out in his hand. The moonstones vanished. He felt his hand plunge toward the telephone. นี่คือการบรรยายอาการตกใจสุดขีดของมอนแท็ก จะเห็นได้ว่ามีเอฟเฟคมากมาย ทั้งท้องฟ้าเหนือบ้านกรีดร้อง ด้วยเสียงกัมปนาทของมือยักษ์ที่ฉีกฟ้าเป็นทางยาวหมื่นไมล์ ตัวมอนแท็กเหมือนดังถูกสับให้ขาดตรงอกให้แยกเป็นสองท่อน และยังมีเครื่องบินเจ็ตบินมา บินมา บินมา หนึ่งสอง หนึ่งสอง หนึ่งสอง หกลำ เก้าลำ บินมาเพิ่มอีกสามเป็นสิบสอง มาช่วยกันกรีดร้องอีก สุดท้ายมอนแท็กก็กรีดร้องออกมาได้เอง และบ้านก็สั่นไหว มอนแท็กก็รีบไปโทรศัพท์ บทบรรยายนี้ค่อนข้างเกินความเหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อเนื้อเรื่องไม่มีเหตุผลให้น่าออกอาการถึงขนาดนี้ ซึ่งหากจะพิจารณาในเรื่อง "เหตุผล" แล้ว เนื้อหาในเล่มขาดเหตุผลจนกระทั่งไม่น่าเชื่อถือ น่าเสียดายที่พล็อตเรื่องหลักน่าสนใจแล้ว แต่ผู้เขียนไม่อาจแสดงได้ว่า อะไรทำให้มีความจำเป็นต้องเผาหนังสือ ทำไปเพื่อใคร เพื่อจุดประสงค์ใด แม้ในเล่มจะได้บอกเอาไว้บ้าง แต่เป็นการบอกที่อ่อนเหตุผลจนไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นเหตุผล การให้ภาพโลกน่าตระหนกไม่ทำให้เราแปลกใจได้มาก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นต่างๆ ไม่ชวนให้เชื่อ เช่นสถาปนิกไม่ให้บ้านมีชานบ้านอีกต่อไป เพราะว่าดูไม่ดี พวกนั้น (ที่คนอ่านไม่มีวันได้รู้ว่าคือพวกไหน) ไม่อยากให้คนนั่งกันโดยไม่ทำอะไร โยกเก้าอี้ไปมา คุยกัน ซึ่งเป็นการใช้ชีวิตที่ผิด คนพูดมากเกินไป ผู้คนมีเวลาคิด ดังนั้นจึงเอาชานบ้านกับสวนออกและกำจัดเก้าอี้โยกเสีย แต่สิ่งที่ผู้เขียนไม่ได้บอกให้กระจ่างก็คือผู้คนไปนั่งเฉยๆ คุยกันในบ้านแทนไม่ได้หรือ ถ้าไม่อยากให้คนอยู่เฉยกันจริงๆ แล้ว น่าจะบังคับให้ต้องเล่นฮูลาฮูปตลอดเวลาจะดีกว่า การมองอนาคตในแง่ร้ายด้วยการตั้งประเด็นให้ผู้อ่านตระหนกเรื่องหนังสือถูกทำลาย ไม่ต่างจากแนวเนื้อหาสังคมเผด็จการสุดขีดใน 1984 ที่ยอดเยี่ยมของออร์เวลล์ ซึ่ง ฟาเรนไฮต์ 451 ไม่อาจเปรียบเทียบกับหนังสือ 1984 ได้เลยไม่ว่าจะในทางใด ออร์เวลล์ระบุชัดเจนว่ากฎเกณฑ์ต่างๆ มีขึ้นเพื่ออะไร และมีจุดประสงค์ใด แต่การกระทำในเรื่องฟาเรนไฮต์ขาดแรงจูงใจ ขาดน้ำหนัก จนผู้อ่านไม่จำเป็นต้องสนใจอีกต่อไปว่าข้อกำหนดแปลกๆ นั้นมีขึ้นเพื่ออะไร เพราะสิ่งเหล่านี้ไร้เหตุผลจนไม่น่าใส่ใจ บุคลิกของตัวละครในเล่มนี้ราบเรียบมาก ส่วนใหญ่แล้วจะมีบุคลิกเดียว ยกเว้นแต่มอนแท็ก ตัวเอกของเรื่องที่มีพัฒนาการทางบุคลิกภาพในทางตกต่ำลงเรื่อยๆ เป็นลำดับ ผู้เขียนสื่อสิ่งที่ตัวละครคิดออกมาผ่านทางคำพูด ดังนั้นจึงมีคำพูดที่ไม่มีเหตุผลจะพูดออกมาดังๆ อยู่เต็มไปหมด ทั้งที่ผู้เขียนน่าจะมีวิธีเล่าเรื่องได้แนบเนียนกว่านี้ มอนแท็กถูกลดทอนระดับความคิดสติปัญญาลงเรื่อยๆ เมื่อเขาต้องพูดจาประโยคเช่น "ผมจะต้องทำอะไรสักอย่าง ผมยังไม่รู้แน่ว่ามันคืออะไร แต่ผมจะทำอะไรสักอย่างที่ยิ่งใหญ่" ความอ่อนเหตุผลยังส่งให้การกระทำต่างๆ ของมอนแท็กและบุคลิกที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ไม่น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังมีตัวละครอื่นที่ปรากฏตัวและหายไปได้สะดวกตามความต้องการของเนื้อเรื่อง ตัวละครในเล่มจึงมีบุคลิกชวนให้น่านึกถึงละครขายสบู่ที่ฉายในทีวีตอนกลางวัน ที่ตัวละครดูเสแสร้งและเราทราบว่าที่เป็นเช่นนั้นไม่ใช่เพราะตัวละครโง่งม แต่เพราะผู้สร้างได้จงใจจัดการให้ตัวละครเป็นอย่างนั้นเอง แต่ทั้งนี้ หนังสือเล่มนี้ก็เป็นที่ชื่นชมของคนหมู่มาก ดังนั้นความคิดเห็นในที่นี้จึงอาจเกิดจากรสนิยมทรามส่วนตัวเท่านั้น เมื่ออ่านแล้วก็เกิดข้อสันนิษฐานว่า หากได้อ่านหนังสือเล่มนี้ขณะเป็นเยาวชนก็คงจะชื่นชอบอยู่ แต่หนังสือเล่มนี้จะใช้ไม่ได้เลยหากเราได้เคยอ่าน 1984 มาแล้ว การอ่านหนังสือ ฟาเรนไฮต์ 451 ตั้งแต่ยังเด็กอยู่จึงน่าจะเป็นผลดี เพราะเนื้อหาอ่านสบายใจ เข้าใจง่ายโดยไม่ต้องคิด(และไม่ควรคิด) พอเดาเนื้อเรื่องได้ตลอดโดยต่อเนื่อง และความไม่สมเหตุผลในเรื่องคงยังไม่ปรากฏแจ่มแจ้งนัก มอนแท็กกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า "And maybe if I talk long enough, it'll make sense." ("ถ้าผมพูดยาวพอ มันอาจจะดูมีเหตุผลขึ้นมาก็ได้") ฉันอยากจะบอกมอนแท็กว่าไม่ใช่เช่นนั้นเลย "No, it's not. Sorry Montag, but it's certainly not." ดังคำของ อเล็กซานเดอร์ โปป ว่า Words are like leaves and where they most abound เกี่ยวกับผู้เขียน Ray Bradbury เรย์ แบรดบิวรี เกิดปี 1920 ที่อิลลินอยส์ มีผลงานทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย บทละคร และบทกวี เขาเขียนหนังสือเป็นอาชีพตั้งแต่อายุ 23 ปี และได้รางวัลทางงานเขียนมากมาย รวมทั้ง O. Henry Memorial Award, the Benjamin Franklin Award, the World Fantasy Award for Lifetime Achievement หนังสือ Fahrenheit 451 คืองานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา FAHRENHEIT 451 : Ray Bradbury
ฟาเรนไฮต์ 451 อุณหภูมิเผาหนังสือ : เรย์ แบรดบิวรี แปลโดย ชาญ คำไพรัช ทศวรรษ ๒๕๒๙
Copyright © 2002 faylicity.com |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑ เมษายน ๒๕๔๕ |