| FACTOTUM : Charles Bukowski |
บิวโควสกีเขียนเรื่องยาวที่มีตัวเอกเป็นเฮนรี่ ชินาสกี อันเป็นกึ่งตัวตนเสมือนของเขาในหนังสือ 4 เล่ม ได้แก่ Ham on Rye (1982) ที่เล่าชีวิตวัยเยาว์ Factotum (1975) เล่าช่วงชีวิตที่เขาเร่ร่อนหางานทำ Post Office (1971) เป็นช่วงชีวิตต่อมาที่เขาทำงานที่ไปรษณีย์ได้ยาวนานถึงเกือบ 12 ปี และ Women (1978) ถึงช่วงที่เขาเริ่มมีชื่อเสียงและมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงจำนวนมาก
Factotum แปลว่าลูกจ้างทำงานรับจ้างทั่วไป ชื่อเรื่องนี้จึงรวมแก่นของเรื่องที่เป็นชีวิตที่ชินาสกีหางานทำเรื่อยไป โดยไม่คงอยู่กับงานใดนานนัก ช่วงเวลาตอนนั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาไม่ได้อยากทำงานอะไรเลยสักอย่างเดียว อยากแต่จะเขียนหนังสือ แต่ก็จำใจต้องหางานทำเพื่อซื้อเหล้าเลี้ยงชีพ เขาใช้ชีวิตอย่างยากจน เช่าห้องพักถูกๆ ดื่มเหล้าในเวลาที่พอมีสติ ไม่ว่าจะเช้าสายบ่ายค่ำ ดังนั้นทำงานใดได้ไม่นานก็ต้องถูกไล่ออก หรือไม่เขาก็พาลชิงลาออกเสียเอง "ผมเริ่มงานใหม่ด้วยความรู้สึกว่าประเดี๋ยวก็ต้องเลิกทำหรือถูกไล่ออกอยู่เสมอ ซึ่งส่งผลให้ผมผ่อนคลาย แต่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นความฉลาดเฉลียวหรืออำนาจลับๆ อะไรสักอย่าง" ชินาสกีทำงานหลากหลายสุดแต่จะหาได้ เช่นบรรจุของ งานที่โรงงานอะไหล่รถ โรงงานทำบิสกิตอาหารหมา ภารโรง คนขับรถ พนักงานโรงแรม งานเหล่านี้ไม่ต้องใช้ความสามารถพิเศษใดๆ และชินาสกียังเดินทางไปทั่ว เช่น นิวออร์ลีนส์ นิวยอร์ก ฟิลลาเดลเฟีย คุก แต่ไปไหนไม่ได้นานก็จะกลับแอลเอ อันเป็นบ้านเกิดเสมอ "จริงที่ว่าผมไม่มีความทะเยอทะยาน แต่ควรมีที่ทางให้คนอย่างผมที่ไม่มีความทะเยอทะยานบ้าง ควรมีที่ทางที่ดีกว่านี้ให้ผม ใครมันจะไปชอบตื่นหกโมงครึ่งจากนาฬิกาปลุก โดดจากเตียง แต่งตัว กิน ขี้ เยี่ยว แปรงฟัน หวีผม ฝ่าการจราจรไปที่ๆ เราทำเงินมากๆ ให้กับคนอื่น แล้วยังต้องรู้สึกสำนึกบุญคุณกับโอกาสเช่นนี้อีกด้วย" ชินาสกีอยากเขียนหนังสือ และได้เคยลองพยายามแล้วด้วยการอดข้าวเพื่อเก็บเงินไว้ใช้นานๆ โดยไม่ต้องหางานทำ เขากินขนมราคาถูกวันละสองอันอยู่หลายอาทิตย์ แต่ก็พบว่าความหิวโหยไม่ช่วยงานศิลปะ ดังนั้นศิลปินไส้แห้งจึงเป็นคำพูดหลอกลวง เขารำพึงกับตนเองว่า "พูดตรงๆ ผมสยองขวัญกับชีวิต กับสิ่งที่คนเราต้องทำเพียงเพื่อจะกิน นอน มีเสื้อผ้าใส่ ผมจึงอยู่บนเตียงและดื่ม เวลาเราดื่ม โลกก็ยังอยู่ข้างนอก แต่ ณ เวลานั้น มันไม่ได้บีบคอเราอยู่" ระหว่างนี้ ชินาสกียังเขียนหนังสือด้วยมือ และส่งต้นฉบับเรื่องสั้นไปยังนิตยสารต่างๆ อาทิตย์ละ 4-5 เรื่อง เขาถอดใจกับการมีเครื่องพิมพ์ดีด เพราะยามหมดเงินซื้อเหล้า เขาก็จะนำเครื่องพิมพ์ดีดไปจำนำอยู่เสมอ เขานึกภาพออกว่าเวลา บ.ก. นิตยสารพวกนั้นเห็นต้นฉบับลายมือเขา ก็คงคิดว่าไอ้บ้านี่มาอีกแล้ว บิวโควสกีเขียนหนังสือมีเสน่ห์เฉพาะตัวน่าอ่าน มีอารมณ์ขันสูง เล่าด้วยความจริงใจไม่อ้อมค้อม ไม่มีท่า ไม่พูดมาก เขาดิบๆ เถื่อนๆ อย่างเป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่ว่าทุกคนจะชอบงานของเขา ย่อมมีหลายคนนึกชิงชังรังเกียจ (หนังสือของเขาคงไม่ได้แปลเป็นไทยแน่นอน เพราะจะถูกกระทรวงวัฒนธรรมแบนโดยทันที) แต่ใครที่ชอบความเป็นตัวเขาก็น่าจะชอบเรื่องนี้ได้มากเช่นเคย บิวโควสกีเขียนหนังสือดีขนาดนี้ ยังต้องลำบากลำบนกับชีวิตมามาก โดยเฉพาะเมื่อมีชีวิตฝักใฝ่กับเหล้า เขาเลิกทำงานประจำเมื่ออายุ 50 ปี เนื่องจากในปี 1970 จอห์น มาร์ติน จากสำนักพิมพ์สแปโรว์ให้ข้อเสนอมอบเงินเดือนแก่เขาเดือนละ $100 ไปจนตลอดชีวิตเพื่อให้เขาเขียนหนังสือได้เต็มที่ (ซึ่งงานของเขาทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์นี้) ชีวิตในบั้นปลายของเขาสุขสบายดี มีบ้านที่มีสระว่ายน้ำในลอสแองเจลิส มีรถบีเอ็มดับเบิลยูขับ ใช้คอมพิวเตอร์เขียนงาน และมีเหล้าราคาแพงดื่ม หลายคนคาดว่าเขาต้องจบชีวิตด้วยโรคภัยเกี่ยวกับเหล้า หรือไม่ก็ต้องไปตายข้างถนน แต่บิวโควสกีเสียชีวิตจากโรคลิวคีเมียเมื่ออายุ 74 ปี ชีวิตรับจ้างในเล่มนี้อ่านได้สนุกมีเสน่ห์เช่นเคย ซึ่งลอว์เรนซ์ รัสเซล สรุปความตามเนื้อหาในเล่มได้เหมาะเจาะว่าเป็น A Portrait of the Artist as a Young Asshole
หมายเหตุ : Bent Hamer ผู้กำกับชาวนอร์เวย์จะดัดแปลง Factotum เป็นฉบับหนังภาษาอังกฤษ โดยเริ่มถ่ายทำเดือนหน้า แม้ฉากในหนังสือจะเป็นแอลเอในอดีต แต่ผู้กำกับจะถ่ายทำที่เมืองมินนิอาโพลิสในปัจจุบัน โปรดิวเซอร์ของหนังเรื่องนี้คือ จิม สตาร์ก ชาวอเมริกัน หนังได้รับทุนร่วมจากอิตาลีและเยอรมัน
เกี่ยวกับผู้เขียน Charles Bukowski Factotum : Charles Bukowski
Copyright © 2004 faylicity.com นี่เป็นครั้งแรกที่ผมอยู่คนเดียวในช่วงห้าวันมานี้ ผมเป็นคนที่ใฝ่หาความโดดเดี่ยว ไม่มีมันแล้วผมก็เหมือนอย่างคนขาดข้าวขาดน้ำ วันที่ไม่มีความโดดเดี่ยวจะทำให้ผมอ่อนแอลง ผมไม่ได้ภูมิใจกับมัน แต่ผมขาดมันไม่ได้ |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑๖ มีนาคม ๒๕๔๗ |