| THE CITY OF FALLEN ANGELS : John Berendt
read by O |
![]() "BEWARE OF FALLING ANGELS" ปี 1994 จอห์น เบเรนดต์ เขียนหนังสือสารคดีเล่มหนึ่งมีชื่อว่า Midnight in the Garden of Good and Evil หนังสือเล่มนี้ทำให้เขามีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก โดยมียอดขายฉบับปกแข็งพุ่งสูงถึง 2.5 ล้านฉบับ ติดอันดับขายดีของนิวยอร์กไทมส์ 4 ปีซ้อน ความงดงามของมิดไนท์อยู่ที่มนต์เสน่ห์ในเมืองเล็กๆ อย่างซาวานน่า เรื่องราวของตัวละครที่เฉิดฉายในจินตนาการผู้อ่านที่จวบจนปิดหน้าสุดท้ายแล้วหลายคนคงลืมไม่ลง กล่าวกันว่าหากจะถ่ายทอดตัวหนังสือได้เช่นนี้ ถ้าไม่มีพรสวรรค์เป็นตัวกำหนด ผู้เขียนคงต้องซาบซึ้งหลงใหลอย่างแรงกล้าในสิ่งที่ตนเองพูดถึง ตัวอักษรของจอห์น เบเรนดต์ ตรึงใจเราอย่างนั้น The City of Falling Angels เล่าถึงเมืองเวนิสที่ผู้เขียนหลงรักตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนในอิตาลี เวนิสของผู้เขียนเป็นความรักอย่างผู้อยู่อาศัยที่เขาใฝ่ฝันถึง หาใช่เวนิสที่มีแต่ความโรแมนติคในสายตานักท่องเที่ยว ที่เวนิสล่อหลอกให้ผู้คนมาเดินเท้าก้าวเหยียบ มาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ถึงเวลาจากไปพร้อมสัมผัสในความทรงจำใหม่ๆ ที่บางทีเขาผู้นั้นอาจไม่ได้รู้จักเมืองที่จากมาเลยแม้แต่น้อย เวนิสของผู้เขียนจึงเป็นเมืองในฤดูที่ปราศจากนักท่องเที่ยว ผู้เขียนเปิดเรื่องที่ท่านเคานท์ชาวเมืองผู้หนึ่ง บอกลักษณะของชาวเวนิสไว้ว่า "ทุกคนในเวนิสเป็นนักแสดง ต่างคนต่างเล่นบทบาทและบทบาทเปลี่ยนไป การจะเข้าใจชาวเวนิสต้องอาศัยจังหวะท่วงทำนอง ท่วงทำนองของท้องน้ำ ของคลื่น หรือของทะเลสาบ..." ก่อนจะจบว่า "ชาวเวนิสไม่เคยบอกความจริง เรามักจะหมายความตรงข้ามกับที่เราพูดเสมอ" ผู้เขียนหย่อนก้อนมนต์ขลังของเมืองไว้แต่เริ่ม เขาบอกว่าการที่คนเราจะรู้จักเมืองๆ หนึ่งได้ เราต้องรู้จักลมหายใจที่อาศัยอยู่ภายใต้เมืองนั้น ต้องรู้จักวิถีชีวิต บุคลิกลักษณะของเมือง และดำเนินชีวิตไปพร้อมกับพวกเขา เวนิสเป็นเมืองลึกลับมีเสน่ห์ มีเล่ห์กลแฝงอยู่ภายใต้การขับเคลื่อนแห่งท้องน้ำ ของโบราณสถานที่ตั้งตระหง่าน ของชีวิตที่ลึกลับซับซ้อน ก่อนที่ผู้เขียนจะไปปักหลักอยู่ในเมืองนี้ เขาเดินทางไปเยือนโดยไปถึงเมื่อสามวันให้หลังเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในเวนิสพอดี นั่นคือการมอดไหม้จนเหลือแต่เถ้าถ่านของโรงอุปรากรใหญ่เฟนีเชย์ (Fenice) เป็นความบังเอิญที่ทำให้เรื่องราวที่ขับขานอยู่รอบตัวดังในหัวใจ ผู้เขียนตัดสินใจเช่าห้องพักเพื่อติดตามความเป็นมาในคดีไฟไหม้โรงละคร และติดตามความเป็นเวนิสที่จับหัวใจเขา เบเรนดต์ เล่าชีวิตของเซกูโร ศิลปินวัยแปดสิบปี นักปั้นแก้วที่มีชื่อเสียงที่สุดในเวนิส ในวันที่เซกูโรยืนอยู่บนบ้านดูโรงอุปรากรเฟนีเชย์ฝั่งตรงข้ามไฟไหม้ เมื่อตำรวจมาถึงก็พยายามชักชวนให้ครอบครัวเซกูโรอพยพออกจากบ้าน แต่ตัวเซกูโรเองไม่ไป เขายืนชมเพลิงเวนิสพิศวาสตลอดคืนและบอกว่าเราจะไม่เป็นไร ก่อนเช้าวันรุ่งขึ้นเซกูโรข้ามเรือไปปั้นแก้วในโรงงานของเขา โดยเครื่องแก้วกว่าร้อยใบชุดนี้มีชื่อว่าสีแห่งเพลิงเฟนีเชย์ เพลิงไหม้ครั้งนี้สร้างความเศร้าใจใหญ่หลวงให้ชาวเวนิส เบเรนดต์ผูกพันเราด้วยเรื่องของแต่ละคน เขาเล่าเก่งมากสามารถทำให้อ่านและจดจำชื่อคนต่างๆ ได้โดยไม่ชวนสับสน แม้บางเรื่องอาจเหมือนเรื่องส่วนตัวจนกลายเป็นเสมือนเสียงนินทา แต่มันคือความเป็นเวนิส ใครพูดมาอย่างไรเขาก็เล่าเช่นนั้น นักอ่านจะถูกทิ้งไว้ให้คิดเอาเองว่าควรจะตัดสินใครอย่างไรหรือไม่ หรือเป็นเพียงภาพๆ หนึ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต คนเวนิสมีวัฒนธรรมที่ชวนพิศวง ผู้เขียนเล่าเกร็ดชีวิตและวัฒนธรรมที่หล่อหลอมความเป็นเมืองได้เพลิดเพลินดี เช่นมีบทหนึ่งเขียนถึงองค์กรควบคุมเผ่าพันธุ์นกพิราบ เพราะนกพิราบเป็นศัตรูร้าย (ในแง่นำโรคร้ายมาให้) และมิตรแท้ (ในแง่ผลิตเงิน) แก่ชาวเวนิส ทางองค์กรแอบจับนกพิราบตอนเช้าตรู่ที่ชาวเวนิสยังไม่ออกเดิน (เกรงว่าชาวเมืองจะต่อต้าน) พวกเขาจับนกไปตรวจสุขภาพ ตัวไหนสุขภาพดีก็ปล่อย ตัวไหนสุขภาพเสียก็กำจัด ทั้งนี้เพื่อควบคุมปริมาณนกพิราบให้น้อยลง ผู้เขียนไปคุยกับผู้อำนวยการองค์กรเพื่อสอบถามความเป็นมา สุดท้ายแนะนำว่าทำไมไม่ยกเลิกเครื่องขายข้าวโพด 8 ตู้ที่ลานหินในเซนต์มาร์กสแควร์ซึ่งมีไว้ให้นักท่องเที่ยวเสีย นกพิราบจะได้ไม่มา ผู้อำนวยการตอบว่า เพราะหนึ่ง เวนิสอยากให้นักท่องเที่ยวรู้สึกสนุกมีอะไรทำ ซึ่งนกพิราบทำให้นักท่องเที่ยวตื่นเต้นมาก และสองกิจการขายข้าวโพดถุงทำเงินมหาศาลให้เมืองนี้ เราเลยต้องออกกฎห้ามให้ข้าวโพดนอกลานหินนั้น หากจับได้นักท่องเที่ยวจะโดนปรับหนึ่งแสนลีร์ทีเดียว ผู้เขียนบอกว่าแปลกดี ผู้อำนวยการเลยตอบชวนฮาว่า "It's worse than absurd... It's contradictory, hypocritical, irresponsible, dangerous, dishonest, corrupt, unfair,and completely mad." He leand back in his chair. "Welcome to Venice." ผู้เขียนยังเล่าประวัติน่าสนใจอีกหลายชีวิต โดยเฉพาะเอซร่า พาวนด์ (กวีเอกชาวอเมริกัน) และออก้าภรรยา ที่อาศัยอยู่ในเวนิสกว่าห้าสิบปีจนเอซร่าเสียชีวิต เหลือแต่ออก้าที่มีอายุกว่าหนึ่งร้อยหนึ่งปีก่อนสิ้นชีวิตลง เบเรนดต์พาเราไปเช่าบ้านพาวนด์กับเขา เราจึงได้ฟังเรื่องน่าทึ่งกับการแย่งสมบัติที่เป็นงานเขียนของกวีเอกผู้นี้ และยังมีชีวิตและคฤหาสน์พิพิธภัณฑ์ศิลปะของ เพ็กกี้ กุกเกนไฮม์ ทายาทเจ้าของพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงในนิวยอร์ก ห้องในพาลาซโซ บาร์บาโรที่เฮนรี่ เจมส์ เขียนเป็นฉากใน The Wings of the Dove และช่วงชีวิตสุดท้ายของกวี โรเบิร์ต บราวนิ่งที่คฤหาสน์ของลูกชายในเมืองเวนิสเมื่อสองศตวรรษที่แล้ว รวมถึงคนเดินถนน ศิลปินท้องถิ่น ช่างไฟ พ่อครัวหรือทุกคนที่ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ในเมืองเวนิส ด้านในปกหนังสือมีแผนที่วาดมือสวยสดงดงาม ฝีมือของโรดิก้า ปราโต คนอ่านสนุกกับการเปิดดูแผนที่รูปปลาของเมืองเวนิสตลอดการเล่าขานของผู้เขียน มันเหมือนเราเดินเข้าไปในเมืองพร้อมเขา จะเดินข้ามสะพานริอาลโต ไปยืนหน้าลานกว้างในเซนต์มาร์กสแควร์ หรือข้ามเรือไปโรงงานผลิตแก้วสีในเกาะมูราโน สิ่งที่ทำให้บรรเจิดในห้วงคำนึงแห่งการอ่าน คือเรื่องราวของชีวิตและประวัติศาสตร์ในสถานที่ต่างๆ ซึ่งแม้จะมีทั้งน่ารัก น่าชัง อิจฉาริษยา หรือเต็มไปด้วยความลุ่มหลง อันเป็นลักษณะปกติของเมืองๆ หนึ่ง แต่สิ่งเหล่านั้นบ่งบอกถึงคุณค่าและความหมายของชีวิตอื่น ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งคงไม่ต่างไปจากชีวิตเรา ณ สถานที่ที่เรายืน เพราะทุกแห่งเคยมีลมหายใจของมนุษย์ และจะมีต่อไปแม้วันเวลาจะเปลี่ยนไป เกี่ยวกับผู้เขียน John Berendt จอห์น เบเรนดต์ จบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เคยเป็นนักข่าวได้ร่วมงานกับนักเขียนชื่อดังอย่างทรูแมน คาโพที, นอร์แมน เมเลอร์, ทอม วูลฟ์ จนได้เป็นบรรณาธิการของเอสไควร์ และนิวยอร์กแมกกาซีนในเวลาต่อมา Midnight in the Garden of Good and Evil เป็นหนังสือเล่มแรกของเขาที่โด่งดังจนคลินต์ อีสท์วูดนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ปัจจุบันพำนักที่นิวยอร์ก The City of Falling Angels : John Berendt
"To be Venetian," Marcello went on, "and to know how to live in Venice is an art. It is our way of living, so different from the rest of the world. Venice is not built only of stone but of a very thin web of words, spoken and rememberd, of stories and legends, of eyewitness accounts and heresay. To work and operate in Venice means first of all to understand its differences and its fragile equilibrium. In Venice we move delicately and in silence. And with great subtlety. We are a very Byzantine people, and that is certainly not easy to understand." Copyright © 2005 faylicity.com |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ |