* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน
 
book FAT GIRL : Judith Moore

Bookมีหนังสือไม่กี่เล่มนัก ที่เมื่อเราเห็นในร้านหนังสือและลองอ่านหน้าแรกดู ก็รู้ว่าเราอยากอ่านทั้งเล่ม อยากอ่านเดี๋ยวนั้นจนทำให้ต้องซื้อ   Fat Girl คือหนังสือล่าสุดที่เป็นเช่นนั้น

Fat Girl เป็นเรื่องจริง เล่าเรื่องการเป็นคนอ้วนของผู้เขียน ฟังดูอย่างนี้อาจไม่เห็นว่าน่าอ่านตรงไหนเลย ด้วยมีเรื่องชีวิตเช่นนี้ออกมาจำนวนมากแล้ว ทั้งเรื่องของคนอ้วน เรื่องคนผอม คนมีอันจะกิน คนยากไร้ คนซึมเศร้า คนติดเหล้า ติดบุหรี่ ทุกชีวิตต่างมีความเจ็บปวดและบาดแผล คนอ่านที่นึกว่าเล่มนี้เป็นนิยาย เมื่อเห็นกำกับคำว่าเรื่องจริงก็เกือบวางกลับไปบนชั้นหนังสือในทันใด แต่เป็นโชคดีที่ไม่ได้ทำเช่นนั้น การลองอ่านเพียงหน้าแรกทำให้คนอ่านเชื่องลง และรักภาษาของเธอแต่แรก นี่คือรักแรกพบ

จูดิท มัวร์ ผู้เขียนเอาใจคนอ่านไปได้แต่แรก ด้วยเธอบอกตั้งแต่ต้นว่าหนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับอะไร เธอบอกว่าเธอเป็นคนอ้วน ไม่ได้อ้วนมากมายขนาดนั่งเครื่องบินแล้วรัดเข็มขัดไม่ได้ แต่เธอก็อ้วน หนังสือเล่มนี้บอกถึงว่าการเป็นคนอ้วนนั้นเป็นอย่างไร

มัวร์บอกว่านี่ไม่ใช่หนังสือที่พูดถึงความผิดปกติในการกิน หรือการเอาชนะความผิดปกติในการกินได้อย่างไร เธอไม่ได้เป็นนักต่อสู้เรียกร้องให้คนเรายอมรับคนอ้วน เธอไม่ได้เขียนถึงคนอ้วนที่เธอรู้จัก ไม่ได้สัมภาษณ์คนอ้วน เธอเพียงเล่าเรื่องของตัวเอง โดยไม่ได้แนบความคิดมาด้วยว่าเธอผิดปกติตรงไหนอย่างไร เพราะคนอ่านจะตัดสินได้เอง เธอจะบอกแค่เรื่องที่เธอรู้เกี่ยวกับตัวเอง ซึ่งไม่ได้มากมายอะไร

เธอบอกว่าเรื่องเล่าจากตัวเองเช่นนี้ มักจะต้อนรับคนอ่านแต่แรกด้วยอ้อมกอดชื้นแฉะ แต่เธอจะไม่ทำอย่างนั้น เธอจะไม่ทำตัวให้เป็นที่รัก เธอไม่ใช่คนน่ารักอะไรนัก ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งน่ารักน้อยลง

เธอไม่เชื่อในเรื่องเล่าชีวิตที่จบลงอย่างโอฬาร ด้วยชัยชนะอลังการ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้จบลงอย่างนั้น เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องของเด็กหญิงอ้วนผู้ไร้ความสุข ที่กลายเป็นผู้หญิงอ้วนที่มีความสุขบ้าง ไม่มีความสุขบ้าง

(เมื่อผู้เขียนขึ้นชั้นประถมสอง) "ฉันเป็นเด็กผู้หญิงอ้วนคนเดียวในห้อง ไม่มีใครเจ้าเนื้อเลยด้วยซ้ำไป เด็กผู้หญิงคนหนึ่งในชั้นกลับเร็วบางวันเพราะเธอเป็นนางแบบ เธอเป็นนางแบบให้เสื้อผ้าเด็กผู้หญิง และเธอบอกว่ายังเป็นนางแบบให้ของเล่น อาหาร และร้านอาหาร"

มัวร์บอกว่าตลอดชีวิตของเธอดูจะเป็นเรื่องของความอ้วน เธอไม่ได้บอกว่าตอนที่อ้วนนั้นเธอมีน้ำหนักเท่าใด เธอว่ายอมถูกงัดฟันออกยังจะดีกว่าต้องบอกเรื่องนี้ เธอเป็นคนที่น้ำหนักขึ้นๆ ลงๆ มาตลอด เช่น น้ำหนักขึ้น 9 กิโลกรัมแล้วลดได้ 7 กิโล น้ำหนักขึ้นมา 18 กิโล และลดไป 22 กิโล เธอเล่าเรื่องพ่อแม่และวัยเด็กของเธอ เนื้อหาส่วนใหญ่ในเล่มเป็นวัยเยาว์ของผู้เขียน มัวร์มีน้ำหนักมากตั้งแต่เด็ก ตอนอยู่ ป. 2 เธอหนัก 50 กิโลกรัม และแม้จะลดน้ำหนักและควบคุมอาหารมาเกือบตลอดชีวิต แต่เธอก็ยังเป็นคนอ้วน อาหารเป็นกำเนิดของความสุขใหญ่หลวง และความทุกข์ทนแสนสาหัสของมัวร์

มัวร์เขียนถึงอาหารได้น่าทึ่งนัก ผู้ที่ครอบงำหลงใหลต่อสิ่งใดก็ตามย่อมรู้ว่าความรู้สึกที่เรามีต่อสิ่งนั้นเข้มข้นหลอนหลอกเกินปกติ ดังที่ไม่มีใครจะบรรยายรายละเอียดการดื่มได้สวยงามลึกซึ้งและทำลายใจได้อย่างคนติดเหล้า คำบรรยายเรื่องอาหารของมัวร์เป็นความรักหลงใหลที่ทั้งสวยงามและปวดร้าว เธอบรรยายถึงอาหารได้งดงามศักดิ์สิทธิ์น่าสะเทือนใจ อย่างที่เธอเล่าว่าเมื่อเปิดตู้เย็นในบ่ายวันที่ร้อนจัดวันหนึ่ง "ไอเย็นลอยมาสู่มือและแขน แสงเรืองรองที่ส่องชั้นตู้เย็นนั้นไม่ต่างกับแสงเหนือภาพศิลปินเอกในพิพิธภัณฑ์" ยามที่เธอกินไอสครีม เธออยากบอกไอสครีมว่า ฉันรักเธอ... เธอคือแม่ของฉัน มัวร์จดจำ คิดฝัน และวาดภาพอาหารเมื่อเธอนอนไม่หลับ อาหารต่างร้องเพลงรักเรียกเธอ พายจากร้านค้าที่อยู่ห่างจากบ้านไปสามบล็อคพากันร้องเรียกชื่อเธอว่า "จูดิท จูดิท" อาหารเป็นคนรักและศัตรูของเธอ

เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นแต่เรื่องของอาหารและน้ำหนักตัว แต่ยังผูกพันแน่นแฟ้นกับเรื่องครอบครัวของผู้เขียน พ่อที่ทอดทิ้ง แม่ที่ไม่รัก แม่ของผู้เขียนใจร้ายหลายประการ แต่ที่ใจร้ายที่สุดคือคำพูดที่บอกลูกสาวว่า "ไม่ละอายใจบ้างเลยหรือไง ? แกมีหน้าตาที่แม้แต่แม่ก็ยังรักไม่ลง" ชีวิตนอกบ้านของมัวร์ไม่ได้ดีไปกว่านัก ด้วยเธอถูกล้อเลียน กลั่นแกล้ง ถูกมองด้วยสายตาเชิงสมเพช หรือชิงชัง วัยเด็กของเธอเป็นฝันร้ายอันยาวนาน และที่ทำให้หัวใจสลายที่สุดคือเด็กหญิงคนนี้ยอมรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นโดยดุษฎี โดยเห็นว่าเหล่านี้ล้วนเกิดจากความอ้วนของเธอ เธอเป็นเด็กอ้วนที่เกิดขึ้นด้วยน้ำมือของตนเอง ดังคำบรรยายว่า "a self-made fat girl"

"แม่บอกว่าพอกันทีกับการอ้วนฉิบหายอย่างกับหมู แม่บอกว่าไม่อยากพาฉันไปไหน แม่ว่าไม่อยากให้ใครมาเห็นแม่กับฉันในที่สาธารณะ แม่บอกว่าฉันจะไม่มีวันมีเพื่อน แม่บอกว่าไม่มีใครจะอยากมาสนใจไยดีอะไรกับฉัน ทั้งหมดนี้กลายเป็นจริง"

ภาษาดีและความจริงใจ ตรงไปตรงมาในการบอกเล่าของมัวร์นั้นน่าทึ่งนัก ภาษาของผู้เขียนดีมาก งดงามและทำให้ผู้อ่านยอมจำนน เธอใช้ประโยคเรียบง่าย สั้นๆ ตรงๆ เธอใช้ถ้อยคำสวยราวกับกวี เรื่องเล่าของเธอออกมาจากหัวใจเธอตรงสู่ใจคนอ่าน จริงใจอย่างทำให้เราหัวใจสลาย เธอเล่าเรื่องโดยไม่ตีโพยตีพาย ไม่เรียกร้องความเข้าใจหรือความเห็นใจ เธอไม่ต้องการความรักความเห็นใจจากคนอ่านแปลกหน้า เธอเพียงแต่เล่าเรื่องของเธอด้วยความเรียบง่าย เรื่องนี้อาจเต็มไปด้วยความเศร้า แต่เราไม่ได้อยู่ในภาวะที่จะสงสารเธอ คนอ่านไม่ได้อยู่สูงกว่าเธอจนจะเกิดความสงสารได้ แต่เราเจ็บปวดไปกับเธอ เราเจ็บเมื่อได้รับรู้ถ้อยคำโหดร้ายที่มีต่อเธอ เราเจ็บเหมือนกับเวลาที่เห็นความอยุติธรรมเกิดกับเพื่อนของเรา หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เศร้าสร้อย หากจะมีจังหวะให้น้ำตารื้นอย่างจัง นั่นก็ไม่ได้เกิดจากความเสียใจ แต่เพราะความอ่อนหวานตื้นตันที่กระทบใจอย่างไม่ทันตั้งตัว

เรื่องของผู้เขียนไม่ใช่เรื่องของน้ำหนักตัว แต่เป็นเรื่องชีวิตที่จับใจ เป็นเรื่องของครอบครัว เรื่องความรักและการขาดความรัก และไม่สำคัญเลยว่าเราจะพอใจน้ำหนักตัวของเราหรือไม่ เรื่องนี้ผูกใจด้วยการเขียนที่ดีและงาม น่าติดตามและไร้ตำหนิตั้งแต่ต้นจนจบ

เรื่องนี้เป็นบันทึกชีวิตที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งที่ได้อ่าน ฉันอยากจะเขียนอย่างนี้แต่เมื่อนึกไปแล้วก็รู้ว่าไม่ใช่เช่นนั้น เรื่องนี้เป็นบันทึกชีวิตที่ดีที่สุดที่ได้อ่าน เรื่องราวของเธอเป็นดังวาทะของ วอนเนกัต ที่ยกมาไว้ตั้งแต่เปิดเล่ม และเป็นเรื่องที่เราจะจดจำ เพราะเราต่างจดจำเรื่องที่ทำให้หัวใจสลายได้อย่างราบคาบ

"All this happened, more or less"
-- Kurt Vonnegut Jr.
Slaughterhouse Fire


เกี่ยวกับผู้เขียน Judith Moore (1940 - 2006) จูดิท มัวร์ เกิดต้นทศวรรษของค.ศ. 1940 ที่โอกลาโฮมา สหรัฐอเมริกา ใช้ชีวิตวัยเด็กที่อาคันซอ นิวยอร์ก และฟลอริดา สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยแห่งรัฐเอเวอร์กรีน จากวอชิงตัน เธอย้ายไปอยู่ที่เบิร์กลีย์ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980 มีผลงานเขียนรวมบทความเรื่อง The Left Coast of Paradise (1987), Never Eat Your Heart Out (1997) เธอเคยได้รับรางวัลจากกองทุนเพื่อศิลปะแห่งชาติ 2 ครั้ง และได้รับทุนกุกเกนไฮม์ มัวร์เป็นบรรณาธิการหนังสือของ San Diago Reader พำนักที่เบิร์กลีย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่

Fat Girl : Judith Moore
ISBN 1-59463-009-7 Hudson Street Press 208 หน้า ราคา $21.95 ปกแข็ง ปีที่พิมพ์ 2005

Copyright © 2005 faylicity.com

"คนอ้วน 90% ที่ลดน้ำหนักได้ จะคืนน้ำหนักที่ลดไปได้กลับมาภายใน 2 ปี"
--Judith Moore Fat Girl
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๘