"A nation's diet can be more revealing than its art or literature" - Eric Schlosser
ฟาสต์ฟู้ดเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมอเมริกันที่แพร่หลายไปกว้างขวางที่สุด วัฒนธรรมกินด่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี เป็นการเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่ระบบการผลิตจากฟาร์มจนมาถึงปากท้องของผู้บริโภค หนังสือเล่มนี้มุ่งถ่ายทอดผลกระทบของฟาสต์ฟู้ดต่อชีวิตคนอเมริกัน ทั้งที่เป็นผู้ผลิตและผู้บริโภค เพราะผลกระทบนี้ใหญ่หลวงจนผู้คนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าจะกินฟาสต์ฟู้ดหรือไม่ก็ตาม และเมื่อแฟรนไชส์ของธุรกิจฟาสต์ฟู้ตเช่น แมคโดนัลด์ ได้แผ่ขยายเกรียงไกรไปทั่วโลก หนังสือเล่มนี้จึงบอกหลายแง่มุมที่น่าสนใจยิ่งต่อผู้บริโภคที่เป็นคนไทยด้วยเช่นกัน
"ถ้าเรากินแฮมเบอร์เกอร์กับมันฝรั่งแมคโดนัลด์เป็นเวลาพันปี เราจะสูงขึ้น สีผิวจะกลายเป็นสีขาว และผมของเราจะเป็นสีบลอนด์"
-- Den Fujita มหาเศรษฐีที่เป็นผู้นำแมคโดนัลด์เข้าไปในประเทศญี่ปุ่น บอกลูกค้าญี่ปุ่น
ชลอสเซอร์ ผู้เขียนเริ่มบทแรกด้วยการเล่าความเป็นมาของฟาสต์ฟู้ด ซึ่งพี่น้องตระกูลแมคโดนัลด์เป็นผู้ปฏิวัติรูปแบบการขายอาหารแบบ ทำด่วนและกินด่วน เป็นรายแรก ชลอสเซอร์เล่าที่มาได้สนุกมาก และมีรายละเอียดน่าสนใจมากมาย ซึ่งเป็นข้อดีที่มีอยู่ตลอดเล่มในหนังสือ ผู้เขียนเล่าสภาพสังคมเศรษฐกิจของอเมริกาในยุคสมัยก่อนมีฟาสต์ฟู้ดโดยละเอียด แล้วเล่าว่าเหตุใดร้านอาหารไดร์ฟอิน (ขับรถเข้าไปสั่งซื้ออาหารแล้วรับประทาน) จึงเกิดขึ้นและเป็นที่นิยม ร้านแมคโดนัลด์ก็เคยเป็นไดร์ฟอินมาก่อน แต่ด้วยความเบื่อที่ต้องจ้างคนครัวใหม่บ่อยๆ เพราะคนครัวมีค่าจ้างทำงานสูงมาก และเปลี่ยนงานได้บ่อยทันทีที่มีข้อเสนอที่ดีกว่า อีกทั้งยังเบื่อที่ต้องจ้างสาวเสิร์ฟต้อนรับที่เปลี่ยนงานบ่อยเช่นกัน และยังระอาลูกค้าวัยรุ่นที่ทำจานช้อนแก้ว แตกหักเสียหายบ่อยๆ ร้านแมคโดนัลด์จึงไล่พนักงานออกทั้งหมดในปี 1948 ปิดร้านอาหารไปสามเดือน และเปิดใหม่ด้วยการเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง โดยยึดนโยบาย "รวดเร็ว ถูก ขายได้มาก" เป็นหลัก
รายการอาหารที่ต้องใช้อุปกรณ์การกินจึงถูกตัดทิ้งไปหมด เหลือแต่แฮมเบอร์เกอร์กับชีสเบอร์เกอร์ที่เสิร์ฟในจานกระดาษ เครื่องดื่มใส่ในแก้วกระดาษ และที่สำคัญคือได้เปลี่ยนรูปแบบการทำอาหาร แทนที่จะต้องอาศัยคนครัวฝีมือดี ก็กลายเป็นการทำอาหารแบบโรงงานอุตสาหกรรม ที่ลูกจ้างแต่ละคนรับผิดชอบงานเดียว (เช่น คนทอดเนื้อ ก็มีหน้าที่ทอดเนื้ออย่างเดียว) งานทำอาหารจึงกลายเป็นงานเล็กๆ หลายงาน โดยแต่ละงานไม่ต้องอาศัยทักษะความสามารถเฉพาะอะไร ร้านแมคโดนัลด์ใหม่ติดตั้งสัญลักษณ์ตัว M เป็นรูปโค้งสีทองที่ต่อมาเป็นโลโก้ที่รู้จักกันมากที่สุดในโลก ต่อมามีเซลล์แมนความคิดไกลขอซื้อลิขสิทธิ์ทำแฟรนไชส์จากแมคโดนัลด์ ซึ่งทำให้แมคโดนัลด์สร้างสาขาไปทั่วอเมริกา และทั่วโลกในที่สุด
ถึงตอนนี้ ผู้อ่านอาจสงสัยว่าทำไมฟาสต์ฟู้ดจึงต้องพูดถึงแต่แมคโดนัลด์ นั่นก็เพราะแมคโดนัลด์เป็นฟาสต์ฟู้ดรายแรกสุด ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จ้างคนมากที่สุด และอื่นๆ หลายประการที่มีความเป็นที่สุด จึงย่อมมีผลกระทบต่ออเมริกาและทั่วโลกได้มากที่สุด แต่ทั้งนี้เนื้อหาในเล่มพูดถึงฟาสต์ฟู้ดโดยรวม ทว่าประเด็นต่างๆ มักจะยกจากกรณีแมคโดนัลด์เป็นการเปรียบเทียบจากเหตุผลข้างต้นนั่นเอง
การเปลี่ยนแปลงของพี่น้องแมคโดนัลด์ ไม่เพียงจะเปลี่ยนรูปแบบบริการและอาหาร แต่ยังส่งผลทางด้านสังคม ที่ราคาอาหารถูกทำให้ "ในที่สุด ครอบครัวชนชั้นแรงงานก็มีเงินพอสามารถจะให้ลูกๆ ได้กินอาหารของร้านอาหารได้" ซึ่งแมคโดนัลด์ก็ได้ใช้กลยุทธต่างๆ ในการโฆษณาล่อใจเด็ก ด้วยต้องการให้ผู้คนเริ่มบริโภคแฮปปีมีลตั้งแต่เล็ก เพื่อให้ฝังใจโหยหารสชาติเก่าๆ ได้ในตอนโต และกลับมาเยี่ยมร้านแมคโดนัลด์อีกครั้งแล้วครั้งเล่า
การปรับเปลี่ยนวิธีปรุงอาหารทำให้ตลาดแรงงานเปลี่ยนไป งานฟาสต์ฟู้ดกลายเป็นงานจ่ายค่าแรงต่ำที่สุดงานหนึ่ง ไม่มีสวัสดิการ มุ่งจ้างวัยรุ่นหรือนักเรียนที่ทำงานพิเศษหลังเลิกเรียนเป็นหลัก เป็นงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะใดๆ และไม่สร้างทักษะใดเพิ่มเติมให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน สภาพการถูกเอาเปรียบซึ่งส่งผลให้มีการเปลี่ยนงานบ่อย ยังทำให้ร้านแมคโดนัลด์ถูกปล้นโดยพนักงานของตัวเองบ่อยที่สุดมากกว่าร้านค้าอื่นใด
รูปแบบของแฟรนไชส์ที่คุณภาพและรสชาติอาหารต้องเป็นมาตรฐาน มีผลต่อการเปลี่ยนกรรมวิธีการผลิต ตั้งแต่ปศุสัตว์และโรงงานจนถึงครัวในร้าน อาหารในฟาสต์ฟู้ดล้วนแต่ถูกแช่แข็งมาแล้ว และครัวในร้านมีหน้าที่เพียงอุ่นอาหารให้ร้อนเท่านั้น อาหารที่ผ่านกระบวนการแช่แข็งย่อมเสียรสชาติไป ทางแก้คือใช้เทคโนโลยีการแต่งกลิ่นและสีเข้าช่วย ที่ทำให้อะไรก็ได้มีรสชาติเหมือนอะไรก็ได้อีกเช่นกัน เฟรนช์ฟรายหรือมันฝรั่งทอดที่แสนอร่อยของแมคโดนัลด์เคยทอดในน้ำมันที่มีสัดส่วนของ น้ำมันเมล็ดฝ้าย 7% และไขมันวัว 93% แมคโดนัลด์เปลี่ยนมาใช้น้ำมันพืชแทนในปี 1990 หลังจากถูกวิพากษ์เรื่องปริมาณคลอเรสเตอรอลในฟราย แต่ยังรสชาติเดิมไว้ได้จากแต่งกลิ่นให้ฟรายมีรสชาติแฝงของเนื้อดังเดิม ผู้บริหารแมคโดนัลด์ยอมรับในปี 1998 ว่าเฟรนช์ฟรายแมคโดนัลด์ได้รสชาติเช่นนั้นจากการใช้ "ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสัตว์" ข้อเท็จจริงเรื่องนี้จากหนังสือทำให้ทนายฮินดูในซีแอตเทิลฟ้องแมคโดนัลด์ และหลายร้านแมคโดนัลด์ในอินเดียถูกทำลายเสียหายจากความโกรธแค้น แมคโดนัลด์แย้งว่าทางร้านไม่เคยบอกว่าฟรายเป็นอาหารมังสวิรัต แต่ภายหลังก็ได้ปรับสูตรโดยตัดเนื้อออกจากส่วนประกอบของรสชาติในประเทศที่มีข้อห้ามเรื่องเนื้อ แต่บางประเทศเช่นญี่ปุ่น ก็ยังใช้ไขมันเนื้อทอดฟรายต่อไป
การเปลี่ยนแปลงที่มาสู่ผู้เลี้ยงสัตว์และผู้ที่ทำงานในโรงงานฆ่าและบรรจุเนื้อสัตว์ นับเป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจที่สุดในเล่ม ชาวไร่อเมริกันตกในฐานะลำบากและถูกกดขี่อย่างไม่มีทางเลือก โรงงานฆ่าสัตว์ที่ให้ค่าแรงน้อยและดำเนินด้วยความละโมบ ทำให้คนงานไร้สวัสดิภาพความปลอดภัยโดยสิ้นเชิง ผู้เขียนได้ชมโรงงานและเล่าภาพที่แม้แต่การฟัง ก็ยังต้องใจแข็งพอควร ชีวิตแรงงานต่างๆ แม้จะเป็นความจริงที่เกิดขึ้นได้ทั่วไป แต่เมื่อได้รับรู้ก็น่าใจหาย สภาพของโรงงานที่ไม่ถูกอนามัยยังมีส่วนอำนวยการปนเปื้อนของแบคทีเรียร้ายแรงต่างๆ ในเนื้อ เช่น อีโคไล 0157:H7 ที่เป็นชื่อที่อเมริกันชนคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วในข่าว จากกรณีการตายของเด็กและผู้ใหญ่หลายครั้ง และจากการเรียกเนื้อที่สงสัยจะปนเปื้อนคืนโรงงานนับครั้งไม่ถ้วน หากพิจารณาจากเนื้อหาในส่วนโรงงานทำเนื้อแล้ว ผู้บริโภคก็น่าจะมั่นใจได้ว่าปัญหานี้จะต้องเกิดขึ้นต่อไป ตราบใดที่ปัญหาในโรงฆ่าสัตว์ยังไม่ได้รับการแก้ไข
ฟาสต์ฟู้ดยังส่งผลต่อปัญหาโรคอ้วน โดยเฉพาะเด็กที่เป็นเป้าหมายของฟาสต์ฟู้ด ที่อ้วนขึ้นและอาจเติบโตเป็นผู้ใหญ่อ้วน ส่งผลเสียหายในด้านการรักษาโรคต่างๆ ที่เกิดจากน้ำหนักเกินมาตรฐาน เด็กอเมริกันปัจจุบันมีอัตราเป็นโรคอ้วนมากกว่าเด็กเมื่อสี่สิบปีที่แล้วเป็นสองเท่า และในประเทศต่างๆ ทั้งในเอเซียก็มีเด็กอ้วนเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงบทแนะนำเนื้อหาอย่างคร่าวๆ ชลอสเซอร์เขียนเรื่องและเสนอข้อมูลได้น่าอ่าน น่าสนใจ และบางกรณีก็อาจจะน่าตกใจไม่น้อย เรื่องราวนี้อ่านได้สนุกและคงมีบางส่วนที่จะกระทบใจผู้อ่านแรงๆ บ้าง ชลอสเซอร์นำเสนอข้อมูลเด็ดขาดและยกวาทะนับไม่ถ้วนที่กระจ่างใจได้โดยไม่ต้องอธิบายเพิ่ม ข้อมูลที่นำเสนอได้ดีอาจชักจูงโน้มน้าวใจผู้อ่านไปในทางใดก็ได้ แต่ถึงอย่างไร ข้อมูลหลายอย่างในนี้คงจะทิ้งให้ผู้อ่านได้ตั้งคำถามหรือคิดอะไรต่อไปได้มาก
หนังสือบางเล่มเกริ่นแต่ละบทด้วยวาทะที่เข้ากับเรื่อง แต่เล่มนี้เปิดนำแต่ละบทด้วยภาพ ภาพในเล่มบรรยายได้มากกว่าคำพูดนับพัน โดยเฉพาะภาพของเด็กชายใส่แว่นที่กำลังยิ้มกว้าง ภาพนี้โหดร้ายได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ ดูรูปนี้แล้วอาจคิดไปว่าจะสื่อภาพเด็กที่มีความสุขกับการบริโภคฟาสต์ฟู้ด และในหน้าภาพไม่ได้มีคำบรรยายใดๆ นอกจากจะต้องไปเปิดดูที่สารบัญภาพท้ายเล่มเท่านั้น ผู้อ่านที่ผ่านภาพนี้ไปก็อาจจะไม่ได้ทราบว่านี่เป็นภาพของอเลกซ์ เด็กชายวัยหกขวบที่ขลอสเซอร์เขียนเล่าว่าเสียชีวิตอย่างทรมานจากการกินแฮมเบอร์เกอร์ปนเปื้อนอีโคไล 0157:H7 ชลอสเซอร์ให้ภาพจริงที่อาจจะไม่น่าดูของฟาสต์ฟู้ตได้ตรงไปตรงมาอย่างเยือกเย็นเช่นนี้ และหากอ่านจบแล้ว ผู้อ่านบางคนจะเกิดความคิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง ผู้เขียนก็บอกวิธีการที่ง่ายที่สุดเอาไว้ท้ายเล่ม เป็นวิธีที่ปฏิบัติได้ทุกคนและทำได้ทันที นั่นคือ "เลิกซื้อมัน" ถึงเนื้อหาในเล่มจะไม่น่าชื่นใจนัก โดยเฉพาะกับผู้ที่ชื่นชอบฟาสต์ฟู้ด แต่ประโยคสุดท้ายของหนังสือสรุปความอย่างให้ความหวังได้ว่า "แม้แต่ในชาติฟาสต์ฟู้ด เราก็ยังเลือกทางของเราได้"
หนังสือเล่มนี้อ่านสนุกและมีคุณค่าสาระที่อยากแนะนำให้คุณเลือก
เกี่ยวกับผู้เขียน Eric Schlosser อีริก ชลอสเซอร์ เป็นผู้เขียนลงนิตยสาร The Atlantic Monthly เคยได้รับรางวัลจากการเขียนบทความที่เกี่ยวกับกฏหมายกัญชาในอเมริกา และบทความเรื่องอุตสาหกรรมสตรอเบอรี่ในแคลิฟอร์เนีย Fast Food Nation เป็นผลงานหนังสือเล่มแรกของเขา
FAST FOOD NATION : Eric Schlosser
ISBN 0060938455 HarperCollins 384 pages, $13.95
มหาอำนาจฟาสต์ฟู้ด : อีริก ชลอสเซอร์ แปลโดย สุขนิตย์ เทพอนันต์ ดอกหญ้า ๒๕๔๖
Hundreds of millions of people buy fast food every day without giving it much thought, unaware of the subtle and not so subtle ramifications of their purchases. They rarely consider where this food came from, how it was made, what it is doing to the community around them. They just grab their tray off the counter, find a table, take a seat, unwrap the paper, and dig in. The whole experience is transitory and soon forgotten. I've written this book out of a belief that people should know what lies behind the shiny, happy surface of every fast food transaction. They should know what really lurks between those sesame-seed buns.
Eric Schlosser . . . Fast Food Nation
Copyright © 2002 faylicity.com
|