พ่อผมไม่เคยฆ่าใคร (Il a jamais tué personne, mon papa) เป็นหนังสือสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างลูกกับพ่อที่เขียนดีและลึกซึ้งกินใจมาก เรื่องเล่าจากชีวิตจริงของผู้เขียนนี้เริ่มต้นประโยคแรกว่า
"บ่อยครั้ง ผมวิงวอนพระกุมารเยซู โปรดดลบันดาลให้พ่อของผมเลิกดื่ม"
พ่อของผู้เขียนติดสุราและดื่มหนัก พ่อของเขาเป็นหมอมีฝีมือ เป็นที่รักของคนไข้เพราะรักษาให้แม้แต่คนไม่มีเงิน นอกจากนั้นยังเพราะบุคลิกร่าเริงที่ทำให้คนไข้หัวเราะได้ แต่ยามที่พ่อดื่มหนักก็กลับกลายเป็นผู้ที่คาดเดาอารมณ์ได้ยาก บางครั้งใจร้ายกับคนในครอบครัว สำหรับผู้เขียนแล้ว เสมือนว่ามีคนสองคนอยู่ในตัวพ่อของเขา ดังเช่นเรื่อง Dr. Jekyll and Mr. Hyde
เรื่องเล่าเหล่านี้เป็นเรื่องสั้นๆ เล่าส่วนเสี้ยวต่างๆ จากความทรงจำ เช่นเรื่องคนไข้ของพ่อ อารมณ์ขันและอารมณ์โมโหของพ่อ รองเท้าของพ่อ ฯลฯ ซึ่งถ่ายทอดมุมมองจากจากสมัยที่ผู้เขียนยังเยาว์วัย จากเด็กคนหนึ่งที่เล่าถึงพ่อและครอบครัว จากลูกชายที่รักพ่อและรู้ว่าพ่อไม่ได้รักอะไรตนนัก
"เวลาที่พ่อร้ายต่อผม เขาร้ายด้วยคำพูด"
เรื่องราวต่างๆ ที่ดูจิปาถะ เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ กลับเล่าเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่และซับซ้อนได้อย่างน่าทึ่ง หนังสือเล่มนี้อาจลวงคนอ่านว่าเป็นเรื่องน่ารักเบาๆ สำหรับเยาวชน จากบทตอนแต่ละตอนที่สั้นมาก (ส่วนใหญ่ยาวไม่เกินหนึ่งหน้ากระดาษ) จากภาษาเขียนอันเรียบง่ายจากสายตาเด็ก แต่ที่จริงแล้ว เรื่องนี้เล่าความที่ลึกซึ้งและรุ่มรวย เปี่ยมความรู้สึก เรื่องราวในนี้เป็นเรื่องที่แสนหวานและขื่นขมที่สุดไปได้พร้อมๆ กัน เป็นเรื่องที่ทั้งตลกและโศกศัลย์ เป็นเรื่องที่น่ารักและน่าใจหาย โดยที่ผู้เขียนมิได้ฟูมฟาย
"พ่อรักเรามาก โดยเฉพาะตอนที่เรานอนหลับ พ่ออยากให้ลูก ๆ ของพ่อเข้านอนเสมอ"
ดูอย่างตอนนี้เป็นไร ช่างเป็นบทที่ทั้งตลกและแสนเศร้า พ่อผู้สบายใจที่สุดเวลาที่ลูก ๆ นอนหลับ แม้ยังไม่ถึงเวลานอนก็อยากให้ลูกไปนอน หลายบทตอนเป็นคำถามที่ผู้เขียนสงสัย ทำไมพ่อดูดีกับคนอื่น ใส่ใจคนไข้ เป็นที่รักของเพื่อนฝูง แต่ใจร้ายกับคนที่บ้าน
ความรู้สึกหวานปนขื่นที่แสนอ่อนโยนนี้เป็นความรู้สึกยากจะอธิบาย ความรู้สึกเช่นนี้ชวนให้นึกถึงบทจบของหนัง City Lights ของชาลี แชปลิน เมื่อยามที่เขาสบตาหญิงสาว แววตาของแชปลินในขณะนั้นรวมเอาความรัก ดีใจ เสียใจ อับอาย เป็นความรู้สึกอันซับซ้อนทั้งหมดทั้งมวลที่รวมอยู่ในสายตาคู่นั้นในเวลาเดียวกัน ช่างเป็นจังหวะที่น่าจดจำ หนังสือเล่มนี้เล่าความได้อย่างนั้น และทำได้ด้วยประโยคสั้นๆ เพียงประโยคเดียวหรือสองประโยค
เราจะรู้ได้ทันทีว่าชอบหนังสือเล่มนี้หรือไม่ หากชอบแล้วคุณจะชอบตั้งแต่แรกๆ และประทับใจเรื่อยไปจนถึงตอนจบที่จะเอาหัวใจคนอ่านไปเลย
ในเล่มนี้ เราจะได้เห็นความรักและการใฝ่หาความรักที่เข้มข้นจนเจ็บ ผู้เขียนบันทึกเรื่องนี้เมื่อเขาอายุ 60 ปี "พ่อของผมเสียชีวิตเมื่ออายุสี่สิบสาม ตอนนั้นผมอายุสิบห้าปี วันนี้ผมแก่กว่าพ่อแล้ว"
ความทรงจำของคนเราช่างเป็นเรื่องน่าทึ่ง ภาพความทรงจำเล็กๆ เหล่านี้บอกเรื่องที่จะติดตรึงในใจเรา
หนังสือบางเล่มทำให้รู้สึกแสนเป็นสุขใจและยินดีที่ได้อ่าน ด้วยไม่นึกว่าจะบังเอิญได้เจอหนังสือดีอย่างนี้โดยไม่คาดฝัน เรื่องนี้คือหนังสือล่าสุดเช่นนั้น เราไม่อยากให้คุณพลาดหนังสือดีเล่มนี้
เกี่ยวกับผู้เขียน Jean-Louis Fournier เกิดปี 1938 ที่ฝรั่งเศส เป็นนักเขียนและผู้กำกับ/เขียนบทภาพยนตร์ชุดโทรทัศน์ มีผลงานเขียนเช่น Grammaire française et impertinente (1992), Le curriculum vitae de Dieu
(1998), J'irai pas en enfer (2001), Mon dernier cheveu noir (2006)
พ่อผมไม่เคยฆ่าใคร : ฌ็อง-หลุยส์ ฟูร์นิเยร์
แปลจากภาษาฝรั่งเศสโดย วัลยา วิวัฒน์ศร
ISBN 974-14-0315-1 ผีเสื้อ 128 หน้า ราคา 97 บาท ปกอ่อน ปีที่พิมพ์ ๒๕๔๙
Copyright © 2006 faylicity.com
ในอัลบั้มภาพถ่ายครอบครัว มีภาพหนึ่งซึ่งผมชอบมาก ภาพผมกับพ่อ พ่อนอนอ่านหนังสือบนเก้าอี้ยาว ผมนั่งข้างๆ พ่อ ผมอายุราวหนึ่งขวบ ท่าทางมีความสุข สิ่งเลวร้ายใดๆ ย่อมไม่เกิดแก่ผม ก็ผมอยู่กับพ่อของผมนี่ครับ
-- ฌ็อง-หลุยส์ ฟูร์นิเย่ร์ พ่อผมไม่เคยฆ่าใคร
|