* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปอ่าน
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | พระจันทร์กระดาษ
 
book พระจันทร์กระดาษ : Joe David Brown
แปลโดย เทศภักดิ์ นิยมเหตุ
1

มีคนเขาพูดกันว่า เอสซี่ เม ลอกกินส์ แม่ของฉันเป็นผู้หญิงที่เปรียวที่สุดในเขตเคาน์ตี้มาเรงโก อลาบามา ฉันไม่รู้ว่ามันจริงหรือไม่จริง เพราะจำอะไรไม่ได้มากเกี่ยวกับแม่ เท่าที่ฉันพอจะจำได้ก็เพียงแค่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เกือบจะไม่มีความหมาย อย่างเช่นเวลาแม่ทาเล็บ ฉันจำได้ว่าแม่ชอบกางนิ้วมือออกและเหยียดแขนไปข้างหน้า แล้วก็หมุนตัวเต้นรำไปรอบๆ ห้องจนกระทั่งยาทาเล็บแห้ง ฉันเคยพยายามทำตามอย่างแม่ และเราก็จะหัวเราะชอบอกชอบใจกันเมื่อฉันหมุนตัวจนเวียนหัวและหกล้มก้นจ้ำเบ้า อีกอย่างที่ฉันจำได้ก็คือ เมื่อตอนที่มีคนที่แม่ไม่ชอบมาหาที่บ้าน และแม่ถอดเกือกออกมาไล่แพ่นหัวเขาออกไปนอกประตู

ฉันได้ยินเขาพูดกันว่าเด็กมักจะจำได้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไร้สาระ มันอาจจะจริงอย่างนั้นก็ได้ แต่ฉันดีใจที่ตัวเองมีความทรงจำเกี่ยวกับแม่อีกอย่างหนึ่ง ที่ฉันถือว่าสำคัญและจะต้องไม่ลืม นั่นคือตอนที่ฉันเห็นแม่ครั้งสุดท้าย สองวันก่อนที่ฉันจะอายุครบหกขวบ ฉันเล่นอยู่ที่ลานหลังบ้านกับผู้หญิงนิโกรชื่อคอลลี่ เมื่อตอนที่แม่ออกมาจูบฉันและพูดสั่งเสีย ฉันคิดว่าฉันจำคำที่แม่พูดในตอนนั้นได้อย่างไม่ผิดพลาด แม่บอกกับฉันว่า "เป็นเด็กดีนะลูก และอย่าดื้อกับคอลลี่ แล้วแม่จะเอาลูกกระต่ายมาให้เป็นของขวัญวันเกิด" ฉันจำได้ด้วยว่าในวันนั้นแม่แต่งตัวชุดสีเขียวและใส่น้ำหอมกลิ่นจัสมิน จนถึงทุกวันนี้ฉันยังคิดถึงแม่ทุกครั้งที่ได้กลิ่นน้ำหอมชนิดนี้

แม่ตายในอุบัติเหตุรถชนในคืนต่อมา ระหว่างทางกลับมาบ้านจากงานปาร์ตี้นอกเมือง ผู้ชายคนที่ขับรถซึ่งชื่อ โจ เพาเวลส์ ก็ตายไปด้วยเช่นกัน และเนื่องจากที่เขาเป็นคนที่แต่งงานแล้ว ก็เลยมีเสียงพูดนินทากันไปต่างๆ นั่นคือสิ่งที่ทำให้ฉันเริ่มเดินทางตระเวนไปไหนต่อไหนกับลองบอย เพรย์ และช่วยเขาทำธุรกิจ แต่ว่านั่นเป็นเรื่องยาว เอาไว้ทีหลังฉันถึงค่อยเล่าให้คุณฟัง

ช่วงเวลาที่ฉันกำลังพูดถึงอยู่นี้เป็นตอนสองสามปีก่อน และหลังจากที่แฟรงคลิน ดี. โรสเวลต์ ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก ฉันรู้ว่าคุณต่างได้ยินได้ฟังมาแล้วเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจทรุดโทรมในตอนนั้น แต่ฉันไม่คิดว่าทุกอย่างมันเลวร้ายขนาดหนักอย่างที่คนชอบพูดกัน อย่างหนึ่งก็คือว่าในสมัยนั้น ผู้คนส่วนใหญ่ต่างก็ชินกับความยากจนและไม่ได้หวังจะร่ำรวยเหมือนอย่างที่คนในสมัยนี้ชอบคาดหวัง และอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า เวลาที่คนเราก้มหน้าก้มตาทำงานกันจนตัวเป็นเกลียวเพื่อสิ่งที่จำเป็นจริงๆ อย่างเช่นอาหารที่จะเอามายาไส้ เสื้อผ้าให้ลูกหลานนุ่ง และหลังคาที่ทนแดดทนฝนได้ พวกเขามักจะเข้าอกเข้าใจและมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน ตอนที่คนเราเริ่มกอบโกยเพื่อให้ได้สิ่งที่ไม่จำเป็นจริงๆ อย่างเช่นรถเก๋งคันโตๆ เครื่องแต่งตัวสวยหรู และบ้านที่ต้องใหญ่กว่าของคนอื่นๆ นั่นซี ที่เขาถึงจะแสดงความเหี้ยมเกรียมและพยายามเอารัดเอาเปรียบกัน มันจะจริงอย่างที่ฉันว่านี่หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่อย่างน้อยฉันก็รู้สึกว่ามันเป็นอย่างนั้น

นอกเหนือจากนี้แล้ว ผู้คนในสมัยนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเงินเสียเลย ฉันไม่คิดว่ามีที่ไหนที่ลองบอยกับฉันผ่านเข้าไปโดยที่เราหาคนทำธุรกิจด้วยไม่ได้ ใครก็แล้วแต่ที่มีงานทำในสมัยนั้นมักจะต้องมีเงินสดสำรองอยู่บ้างเสมอ ซึ่งนั่นไม่เป็นความจริงสำหรับคนในสมัยนี้

ลองบอยกับฉันไม่เคยจมอยู่ที่ไหนนานเกินกว่าแค่สองสามวัน เราเดินทางตระเวนอยู่ในอลาบามาเป็นส่วนใหญ่ แต่ลองบอยอาจปล่อยให้ลมเพลมพัดไปทางไหนก็ได้ทุกสารทิศ อย่างเดียวที่ฉันพอจะแน่ใจได้ก็เพียงแค่ว่าอย่างน้อยเดือนละครั้งที่เราจะมุ่งหน้าไปทางเมืองดีเคเตอร์ ฉันไม่ชอบไปที่นั่นเลย แต่ไอ้ที่จะพูดอะไรมากไปนักก็เห็นจะไม่ได้ ในฐานะที่เป็นเพียงเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | พระจันทร์กระดาษ