* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปอ่าน
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | Dress Your Family in Corduroy and Denim
 
book DRESS YOUR FAMILY IN CORDUROY AND DENIM : David Sedaris
เราและเขา

ตอนครอบครัวผมย้ายไปนอร์ธแคโรไลน่าเป็นครั้งแรก เราพักในบ้านเช่าที่อยู่ห่างโรงเรียนที่ผมจะเข้าเรียนชั้นปอสามไปสามบล็อค แม่ทำความรู้จักกับเพื่อนบ้านคนหนึ่ง ซึ่งคนเดียวก็เพียงพอแล้วสำหรับแม่ แม่อธิบายว่าเราจะต้องย้ายบ้านอีกหนภายในปีนี้ ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะสนิทสนมเกินเหตุกับผู้คนที่เราจะต้องบอกลาด้วย อันที่จริงแล้ว บ้านในอนาคตของเราอยู่ห่างไปเพียงไม่ถึงกิโล ระยะทางสั้นๆ แค่นี้ไม่ได้ควรค่ากับน้ำตาหรือแม้แต่คำเอ่ยลา แต่น่าจะเป็นการ "ไว้พบกันใหม่" มากกว่า แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็นำทัศนคติของแม่มาใช้ เพราะแนวคิดนี้ทำให้ผมเสแสร้งได้ว่าการไม่คบเพื่อนเป็นทางเลือกที่ไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว ผมจะมีเพื่อนก็ได้ถ้าอยากจะมี แต่ยังไม่ถึงเวลาก็เท่านั้น

ตอนเราอยู่ที่รัฐนิวยอร์ก เราอยู่ในชนบทที่ไม่มีทางเท้าหรือกระทั่งไฟถนน เวลาออกจากบ้านแล้วก็ยังเหมือนอยู่ตามลำพัง แต่ว่าที่นี่ แค่มองจากหน้าต่างเราก็เห็นบ้านหลังอื่น และเห็นผู้คนในบ้านเหล่านั้น ผมหวังว่าการเดินออกไปรอบๆ ในตอนกลางคืน อาจจะทำให้ผมได้พบเห็นเหตุฆาตกรรมขึ้นมาบ้างก็ได้ แต่ส่วนใหญ่แล้ว เพื่อนบ้านเราก็แค่นั่งในห้องนั่งเล่น ดูทีวี ที่ที่แปลกจริงๆ ที่เดียวเป็นของมิสเตอร์ทอมคีย์ ผู้ไม่เชื่อในโทรทัศน์ เรารับรู้เรื่องนี้จากเพื่อนของแม่ที่แวะมาในบ่ายวันหนึ่งกับบวบเต็มตะกร้า เพื่อนผู้หญิงคนนี้ไม่ได้แสดงความคิดเห็นที่แก้ไขปรับปรุงแล้ว เธอเพียงแต่แสดงข้อมูลที่ตนมี และปล่อยให้คนฟังตีความเองว่าเธอคิดเห็นอย่างไร ถ้าแม่บอกว่า "นี่เป็นเรื่องบ้าบอที่สุดที่เคยได้ยินมาในชีวิต" ผมเดาว่าเพื่อนคนนี้ก็จะเห็นด้วย แต่ถ้าแม่บอกว่า "ไชโยสามหนให้คุณทอมคีย์" เพื่อนก็คงเห็นด้วยเช่นกัน นี่เป็นเหมือนการทดสอบอย่างหนึ่ง ก็อย่างเดียวกับบวบนั่นแหละ

การบอกว่าเราไม่เชื่อในโทรทัศน์นั้นต่างจากการบอกว่าเราไม่สนใจโทรทัศน์ ความเชื่อนั้นมีนัยว่าโทรทัศน์มีแผนการใหญ่ และเราต่อต้านแผนนั้น ทั้งยังบอกด้วยว่าเราใช้ความคิดมากเกินไป เมื่อแม่รายงานให้พ่อฟังว่ามิสเตอร์ทอมคีย์ไม่เชื่อในโทรทัศน์ พ่อก็บอกว่า "ก็ดีแล้วนี่ พ่อเองยังไม่รู้เลยว่าพ่อเชื่อในทีวีหรือเปล่า"

"ฉันก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกัน" แม่บอก แล้วพ่อแม่ผมก็จะดูข่าว และดูอะไรก็ตามที่มาหลังข่าว

* * *

เรื่องที่มิสเตอร์ทอมคีย์ไม่มีโทรทัศน์นั้นแพร่ออกไป และเราก็เริ่มได้ยินว่าถึงเรื่องนี้จะดีงามมากอย่างไร แต่ก็ไม่เป็นการยุติธรรมที่เขาจะยัดเยียดความเชื่อนี้ไปให้คนอื่นด้วย โดยเฉพาะกับภรรยาและลูกผู้บริสุทธิ์ เป็นที่คาดเดากันไปว่าคงเหมือนอย่างที่คนตาบอดมีประสาทสัมผัสการได้ยินที่สูงกว่าปกติ ครอบครัวนี้ก็คงมีบางอย่างชดเชยกับสิ่งที่พวกเขาสูญเสียไป "พวกเขาอาจจะอ่านหนังสือ" เพื่อนแม่บอกอย่างนั้น "พวกเขาอาจจะฟังวิทยุ แต่พนันได้ว่าพวกเขาต้องทำอะไร บางอย่าง แน่ๆ"

ผมอยากรู้ว่าบางอย่างนั้นคืออะไร ผมจึงเริ่มลอบมองผ่านกระจกบ้านทอมคีย์ ตอนกลางวันผมจะยืนที่ฝั่งตรงข้ามถนนของบ้านนี้ ทำท่าเหมือนกำลังรอใครอยู่ ส่วนตอนกลางคืนซึ่งเห็นวิวได้ชัดกว่า และโอกาสถูกจับได้มีน้อยกว่า ผมจะคืบคลานไปตามลานบ้านและซ่อนตัวในพุ่มไม้ข้างรั้ว

เนื่องจากพวกเขาไม่มีทีวี บ้านทอมคีย์จึงจำต้องพูดคุยกันยามกินอาหารเย็น พวกเขาช่างไม่รู้ว่าชีวิตเขาต่ำต้อยแค่ไหน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ละอายใจที่กล้องจะเห็นว่าพวกเขาไม่น่าสนใจ พวกเขาไม่รู้ว่าสิ่งสวยงามคืออะไร และไม่รู้ว่าอาหารเย็นควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร และยังไม่รู้กระทั่งเวลาว่าคนเราสมควรจะกินข้าวเย็นกันเมื่อไหร่ บางครั้งบ้านนี้ก็ไม่ได้เริ่มกินจนปาเข้าไปสองทุ่ม ซึ่งเป็นเวลาที่บ้านอื่นล้างจานชามเสร็จสรรพกันไปนานแล้ว ระหว่างกินอาหาร มิสเตอร์ทอมคีย์จะตบโต๊ะเป็นครั้งคราว แล้วชี้ส้อมไปยังลูกๆ แต่พอเขาพูดจบทุกคนก็จะหัวเราะ ผมคิดว่าเขาคงเลียนแบบใครบางคน แล้วก็พลอยสงสัยว่าเขามาแอบดูพวกเราตอนกินข้าวหรือเปล่า

พอถึงฤดูใบไม้ร่วงและเปิดภาคเรียน ผมเห็นเด็กๆ บ้านทอมคีย์เดินขึ้นเนิน หิ้วถุงกระดาษในมือ ลูกชายเรียนชั้นเล็กกว่าผมชั้นหนึ่ง ส่วนลูกสาวเรียนในชั้นที่โตกว่าผมชั้นหนึ่ง เราไม่เคยคุยกัน ผมเจอพวกเขาบ้างบางครั้งตรงทางเดิน และพยายามมองโลกผ่านสายตาของเด็กบ้านนี้ จะเป็นอย่างไรที่เราจะไม่รู้เดียงสาและโดดเดี่ยว? คนธรรมดาจะจินตนาการสิ่งนี้ได้หรือ? ขณะที่จ้องไปที่กล่องอาหารกลางวัน เอลเมอร์ ฟัดด์ ผมพยายามหย่าขาดตัวเองจากทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้รู้มาแล้ว ถึงเอลเมอร์ที่ไม่สามารถออกเสียงตัว อาร์ ได้ ถึงการติดตามหาไม่ลดละถึงกระต่ายฉลาดที่มีชื่อเสียงกว่ามาก ผมพยายามนึกถึงเขาว่าเป็นเพียงรูปวาด แต่ก็ไม่สามารถจะแยกเขาออกจากความเป็นคนดังของเขาได้

วันหนึ่งในชั้นเรียน เด็กผู้ชายชื่อวิลเลียมเขียนคำตอบผิดๆ บนกระดาน ครูจึงทำแขนอ่อนแล้วบอกว่า "คำเตือน วิล อันตราย อันตราย" เสียงครูเป็นเสียงสังเคราะห์ที่ปราศจากอารมณ์ใดๆ เราหัวเราะกัน รู้ว่าครูเลียนแบบหุ่นยนต์จากรายการทีวีสุดสัปดาห์เกี่ยวกับครอบครัวที่อยู่นอกโลก แต่เด็กบ้านทอมคีย์คงจะคิดไปว่าครูเกิดอาการหัวใจกำเริบเป็นแน่แท้ ผมจึงคิดได้ว่าคนบ้านนี้ต้องการผู้ชี้ทาง ใครสักคนที่จะเป็นเพื่อนร่วมทางตลอดวันอันสามัญ และคอยชี้แนะสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาไม่อาจเข้าใจได้ ผมจะทำอย่างนี้ตอนวันหยุดก็ได้ แต่มิตรภาพจะพรากเอาความลึกลับและความรู้สึกดีที่ได้จากการสมเพชพวกเขาไป ผมจึงคอยอยู่ห่างๆ พวกเขาไว้
 

บ้านทอมคีย์ซื้อเรือตอนต้นเดือนตุลาคม ทุกคนดูจะโล่งใจเป็นหนักหนา โดยเฉพาะเพื่อนแม่ที่เสริมว่าเครื่องยนต์นี้จะต้องเป็นมือสองแน่ๆ ว่ากันว่าพ่อตาของทอมคีย์มีบ้านที่ทะเลสาบ และชวนให้ครอบครัวนี้ไปพักเมื่อใดก็ได้ตามใจชอบ ซึ่งเป็นคำตอบว่าเหตุใดครอบครัวนี้จึงหายไปทุกสุดสัปดาห์ แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้การขาดหายไปของพวกเขาเป็นเรื่องรับได้มากขึ้น ผมรู้สึกเหมือนรายการโปรดถูกยกเลิกไป

ปีนั้นเป็นปีที่วันฮัลโลวีนตรงกับวันเสาร์ เมื่อแม่พาเราไปที่ร้าน ชุดดีๆ ก็ไม่มีเหลือแล้ว พี่น้องผู้หญิงของผมแต่งตัวเป็นแม่มด ส่วนผมแต่งเป็นคนจรจัด ผมคอยวันที่จะได้ปลอมตัวเข้าไปในบ้านทอมคีย์ แต่พวกเขาไปทะเลสาบกัน บ้านนั้นก็มืดไปหมด ก่อนพวกนั้นเดินทาง เขาทิ้งกระป๋องกาแฟที่ใส่ขนมขบเคี้ยวไว้เต็มที่หน้าบ้าน กับป้ายเขียนว่า อย่าโลภ ในฐานะของลูกกวาดวันฮัลโลวีนแล้ว ขนมขบเคี้ยวพวกนี้จัดอยู่ในชั้นต่ำที่สุด ซึ่งประจักษ์แจ้งได้จากขนมพวกนี้ที่พูนในชามข้าวหมาข้างๆ น่าชังนักเมื่อนึกไปว่าขนมพวกนี้จะดูเป็นอย่างไรในท้องเรา และยังเป็นการดูถูกกันที่มาบอกมา อย่าเอาของที่เราไม่ได้อยากได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้วพวกนี้ไปมากเกินไป ลิซา พี่สาวผมบอกว่า "บ้านนี้คิดว่าตัวเองวิเศษมาจากไหนเหรอ?"

คืนถัดจากฮัลโลวีน เรานั่งดูทีวีกันอยู่ตอนที่เสียงกระดิ่งดังขึ้น เนื่องจากมีแขกมาเยี่ยมเราไม่บ่อยนัก แม่ พี่สาวน้องสาว และผม จึงพากันวิ่งไปชั้นล่าง เปิดประตูพบครอบครัวทอมคีย์ที่หน้าบ้าน ตัวพ่อแม่ก็ดูปกติธรรมดา แต่ลูกชายและลูกสาวแต่งแฟนซีด้วยชุดฮัลโลวีน โดยพี่สาวแต่งเป็นนักบัลเล่ต์ ส่วนน้องชายแต่งเป็นสัตว์กัดแทะชนิดหนึ่ง ด้วยใบหูทำจากผ้าขนหนู และหางทำจากอะไรคล้ายๆ สายโทรศัพท์ พวกเขาแยกตัวไปสันโดษอยู่ที่ทะเลสาบและพลาดวันฮัลโลวีน มิสเตอร์ทอมคีย์บอกว่า "เราเลยคิดว่ามาทริกออร์ทรีท (จะให้หลอกหรือจะให้ขนม -- ผู้แปล) ตอนนี้ก็แล้วกัน ถ้าไม่ขัดข้องนะครับ"

ผมเห็นว่าพฤติกรรมเช่นนี้เกิดจากการไม่มีทีวี แต่ทีวีก็ไม่ได้สอนเราไปทุกเรื่อง การขอลูกกวาดในวันฮัลโลวีนเรียกกว่าการ ทริกออร์ทรีท แต่การขอขนมวันที่ 1 พฤศจิกายน นั้นเรียกว่าการขอทาน ซึ่งทำให้คนรู้สึกอึดอัด นี่เป็นสิ่งที่เราน่าจะเรียนรู้จากการมีชีวิตอยู่ และผมก็โกรธที่บ้านทอมคีย์ไม่เข้าใจเรื่องอย่างนี้

"ไม่ช้าเกินไปหรอกค่ะ" แม่ผมบอก "เด็กๆ รีบไปเอา...ขนมมาเร็ว"

"แต่ขนมหมดไปแล้ว" เกรเชน น้องสาวผมบอก "แม่แจกไปหมดแล้วตั้งแต่เมื่อคืน"

"ไม่ใช่ขนมพวกนั้น ขนมอีกอันน่ะ รีบวิ่งไปเอามาเร็ว"

"แม่หมายถึงขนมของพวกเราเหรอ?" ลิซาร้อง "ขนมที่พวกเราได้มางั้นเหรอ?"

แม่หมายความอย่างนั้นจริงๆ แต่แม่ไม่อยากพูดออกมาต่อหน้าบ้านทอมคีย์ เพราะไม่อยากทำร้ายความรู้สึกของพวกนั้น แม่อยากให้บ้านนั้นเชื่อว่าเรามีถังขนมพร้อมในบ้านอยู่ตลอดเวลา เพื่อรอให้ใครก็ตามที่มาเคาะประตูร้องขอ "รีบไปเร็วๆ สิลูก รีบๆ เข้า"

... (ยังมีต่อ)...

แปลโดย Fay


คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | Dress Your Family in Corduroy and Denim