| THE BOOK OF LAUGHTER AND FORGETTING : Milan Kundera | ||
| แปลโดย SleepyO
บทที่ 4 1 จากการคำนวณของผม มีตัวละครสองสามตัวในวรรณคดีเข้าพิธีล้างบาปได้รับการตั้งชื่อใหม่ในทุกๆหนึ่งวินาที ด้วยเหตุนี้ ผมจึงไม่แน่ใจว่าตอนไหนที่จะถึงคิวผมขณะรอเข้าแถวในพิธีจุ่มน้ำของจอห์น เดอ แบพทิส แต่ทำอย่างไรได้? ผมคงต้องเรียกชื่อตัวละครอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนใช่ไหม? เอาล่ะ... คราวนี้เพื่อเป็นการทำให้กระจ่างแจ้งแต่แรก ว่าตัวละคนเอกผู้หญิงของผมคนนี้เป็นของผมคนเดียว(และมีความสำคัญกับผมมากกว่าใครคนอื่นๆ) ผมจะตั้งชื่อเธอไม่ให้ซ้ำกับผู้หญิงคนไหน: ทามิน่า จินตนาการว่าเธอเป็นผู้หญิง รูปร่างสูง สวย อายุสามสิบสาม และชาวกรุงปรากโดยกำเนิด ผมเห็นเธอแล้วตอนนี้ เดินเลาะริมถนนในเมืองไกลๆเมืองหนึ่งในทางตะวันตกของยุโรป ใช่! คุณทายถูก กรุงปราก เมืองที่อยู่ห่างไกล ผมเรียกเมืองด้วยชื่อของมันเอง แต่เรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้นดังต่อไปนี้ เป็นอีกเมืองหนึ่งที่ผมจะละเอาไว้ซึ่งชื่อ มันเป็นการผิดกฎเรื่องมุมมองการรับรู้ทั้งหมด แต่คุณต้องคิดเอาเอง ทามิน่าทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในคาเฟ่เล็กๆแห่งหนึ่งที่มีเจ้าของเป็นสามีภรรยาคู่หนึ่ง คาเฟ่แห่งนี้มีรายได้น้อยมาก น้อยจนผู้เป็นสามีต้องไปหางานที่อื่นทำ แล้วจ้างทามิน่ามาทำหน้าที่แทนเขา ความแตกต่างของเงินเดือนที่น้อยนิดในที่ทำงานแห่งใหม่ เป็นส่วนเดียวที่ทำกำไรให้ร้านถ้าเทียบกับค่าจ้างรันทดหนักเข้าไปอีกที่ต้องจ่ายให้ทามิน่า ทามิน่าเสิร์ฟกาแฟและคาวาลโด้ให้กับลูกค้า(ซึ่งมีจำนวนไม่มาก ส่วนใหญ่มีคนไม่เคยเต็มถึงครึ่งของร้าน) หลังจากนั้นเธอก็จะเดินกลับไปประจำอยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์ และมักจะมีใครสักคนหนึ่งนั่งอยู่เสมอตรงหน้านั้น รออยู่บนเก้าอี้สตูลเพื่อจะได้พูดคุยกับเธอ ทุกคนที่นี้ชอบเธอกันหมด เพราะเธอเป็นนักฟังที่ดี แต่เธอรับฟังจริงหรือเปล่า? หรือเพียงแต่มองไป เงียบแล้วเหมือนง่วนอยู่กับอะไรสักอย่าง? ผมก็บอกไม่ได้ และมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร เรื่องที่น่าสนกลับเป็นว่า..เธอไม่เคยขัดจังหวะคนพูด คุณน่าจะนึกออกเวลามีคนนั่งคุยกันสองคน ขณะที่คนหนึ่งกำลังพูดอยู่ตลอดเวลา อีกคนหนึ่งก็จะขัดขึ้นมาว่า "คิดเหมือนฉันเลย ฉัน..." หลังจากนั้นคนนั้นก็ถือโอกาสคุยเรื่องตัวต่ออีกยาว จนอีกคนหนึ่งจึงรอจังหวะที่จะพูดกลับขึ้นบ้าง "คิดเหมือนฉันเลย ฉัน..." ประโยค "คิดเหมือนฉันเลย ฉัน..." ดูเผินๆเหมือนรูปแบบของการเห็นด้วย เป็นหนทางที่สืบเนื่องทางคำพูดเผื่อจะขยายต่อไปซึ่งความคิดของอีกคนหนึ่ง แต่นั้นเป็นเพียงสิ่งลวงตา ภาพที่มันเป็นจริงๆ คือ การกบฎที่โหดร้ายต่ออำนาจและพลังของความโหดเหี้ยมนั้นๆอย่างแท้จริง ความพยายามจะหลุดพ้นจากห่วงของการรับฟัง เป็นการโจมตีปะทะโดยซึ่งๆหน้าเพื่อให้ได้มาซึ่งใบหูของการรับฟังของศัตรูแทน และชีวิตของเราทุกคนท่ามกลางผู้คนมากมายนี้ ไม่มีอะไรมากไปกว่า การรบเพื่อให้ได้มาซึ่งใบหูในการรับฟังของคนอื่น ความลับทั้งหมดจากความนิยมในตัวทามิน่า คือ เธอไม่มีความปรารถนาจะพูดถึงตัวเธอเอง เธอไม่พยายามต่อสู้กับแรงพลังที่จะครอบครองหูของเธอ เธอไม่เคยพูดว่า.."คิดเหมือนฉันเลย ฉัน..." ***** 9 ตอนนี้คุณจะถูกขอตัวออกมาจากการบทสนทนาของโซคราตีสสองคนที่เล็คเชอร์ให้ผู้หญิงคนหนึ่งฟังเรื่อง... ศิลปะของการเขียน ผมต้องการจะคุยถึงเรื่องอื่นแทน เมื่อไม่นานมานี้ผมนั่งแท็กซี่จากสุดปลายของกรุงปารีสด้านหนึ่ง เพื่อโดยสารไปอีกฟากหนึ่งซึ่งคนขับพูดเก่งเหลือเกิน เขาเล่าว่า เขานอนไม่ค่อยหลับในตอนกลางคืน เป็นโรคนอนไม่หลับที่ร้ายแรงมาก ซึ่งเกิดมาจากผลพวงหลังสงคราม เขาเป็นทหารเรือ เรือของเขาถูกจม ทำให้ต้องว่ายน้ำสามวันสามคืน จนในที่สุดก็ได้รับการช่วยเหลือชีวิต หลังจากนั้นหลายเดือนเขาถูกซัดไปมาระหว่างบ่วงชีวิตกับความตาย โดยถึงแม้ว่าเขาจะหายดีแล้ว เขาก็ยังคงสูญเสียความสามารถในการหลับไป "ผมมีเวลาในชีวิตมากกว่าคุณอยู่ส่วนหนึ่ง"
เขาพูดขณะยิ้ม การสนทนาของผมกับคนขับทำให้ผมนึกอะไรขึ้นได้เกี่ยวกับธรรมชาติของนักเขียน เหตุผลเดียวที่เราเขียนหนังสือ คือ ลูกๆของเราไม่สนใจไยดี และที่เราหันไปยุ่งเกี่ยวกับโลกไร้นาม เป็นเพราะภรรยาของเราปฎิเสธที่จะฟังเรื่องราวของเราที่อยากจะพูดกับเธอ คุณอาจจะถามว่าคนขับแท็กซี่เป็น กราโฟมานิแอค (graphomaniac)หรือเปล่า? เราคงจะต้องมาขยายความถึงคำคำนี้ ผู้หญิงคนหนึ่งเขียนจดหมายรักหาแฟนของเธอวันละสี่ฉบับ ไม่ถือว่าเป็น กราโฟมานิแอค เพราะเธอเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังมีความรัก แต่เพื่อนผมถ่ายเอกสารจดหมายรักของเขาทั้งหมด เพื่อจะเก็บไว้พิมพ์ในวันข้างหน้า เพื่อนผมคนนี้ถือเป็น กราโฟมานิแอค กราโฟมานิค ไม่ใช่ความปรารถนาจะเขียนจดหมาย ไดอารี่ หรือบันทึกครอบครัว(เขียนเพื่อตัวเองหรือเพื่อครอบครัวอ่านเท่านั้น) แต่เป็นความปรารถนาจะเขียนหนังสือเป็นเล่มๆ (เพื่อให้ได้มาซึ่งนักอ่านที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก) ในความหมายเช่นนี้คนขับรถแท็กซี่และเกอเธ่ จึงแชร์ความปรารถนาและตัณหาอย่างเดียวกัน สิ่งที่ทำให้เกอเธ่แตกต่างจากคนขับรถคือ ผล ของ ตัณหา นั้น แต่ไม่ใช่ตัวตัณหาเอง กราโฟมาเนีย (Graphomania: ความลุ่มหลงในการเขียนหนังสือ) จะเกิดขึ้นเมื่อสัดส่วนของการแพร่ระบาดมีจำนวนมากขึ้นจากสังคมที่ตกอยู่ในสภาวะที่กำลังพัฒนาไปถึงจุดดังต่อไปนี้ 1.สภาวะความเป็นอยู่ที่สบายดีของมนุษย์
จนทำให้อุทิศตัว ใช้พลังงานไปกับกิจกรรมไร้สาระ คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | The Book of Laughter and Forgetting Copyright © 2001 faylicity.com |