*home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปอ่าน
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | คนไม่รู้หนังสือ
 
bookคนไม่รู้หนังสือ : Ivar Lo-Johansson
แปลโดย บุญส่ง ชเลธร
คนมีบ้านของตัวเอง

ก่อนหน้าการซื้อที่ทำกินและปลูกบ้านเป็นของตัวเองเล็กน้อย เพื่อนบ้านเก่าแก่ทำงานรับจ้างมาด้วยกันที่ไร่ใหญ่ แวะมาหาเราที่บ้านกับลูกชายวัยหนุ่ม ทั้งคู่นั่งอยู่นานในครัวโดยไม่เปิดปากพูด

"เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมานาน" คนสูงอายุกล่าวลอยๆ

การสนทนาดูเหมือนไม่มีจุดเริ่ม ลักษณะแบบนี้มักไม่ใช่เรื่องดี แล้ววนไปกล่าวถึงท่านบารอนเจ้าของไร่ใหญ่ว่าเป็นคนใจดี อนุญาตให้คนงานใช้เส้นทางเดินผ่านสวนในปราสาทของท่านได้ปีละครั้งตอนวันกลางฤดูร้อน

"ท่านมีน้ำใจทีเดียว" คนสูงวัยยังคงกล่าว "ท่านเปิดสวนให้คนเดินผ่านปีละครั้ง"

ผู้เป็นลูกชายเอาแต่นั่งผงกหน้า

แม่ของผมต้มซุปเนื้อเลี้ยงผู้มาเยือน อันเป็นอาหารดีที่สุดเท่าที่มี และเราก็ทำกันแค่นานๆ หนในวันอาทิตย์ ท่อนกระดูกวัวแก่ยื่นพ้นปากหม้อราวกับจะประท้วง

"คนเราใช่ว่าจะมีนิสัยดีเหมือนๆ กันหมดทุกคน" เพื่อนบ้านเก่าแก่พูด "ท่านเป็นคนดีจริงๆ นะ แต่พวกเราก็ทำตัวดีเหมือนกัน เราเดินกันอย่างระวังมาก"

หลังอาหาร ผู้มาเยือนทั้งสองนั่งจ่อมอยู่อีกพักใหญ่ คนเป็นลูกท่าทางโง่เง่านั่งทื่อ

"เราคิดจะถามอะไรสักอย่าง" กล่าวเหมือนตัดสินใจ "เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมาตลอดชีวิต เป็นเพื่อนบ้านกันมานาน"

ลางแห่งความโชคร้ายเหมือนผ้าคลุมห้อยย้อยมาจากเพดาน แม่ยืนอยู่ข้างเตาเบือนหน้าไปทางอื่น พ่อนั่งบนเก้าอี้ตัวเก่า วางอุ้งมือใหญ่หนาอย่างคนงานลงบนโต๊ะ พ่อมองดูมือตัวเอง ไม่กล่าวอะไรแม้แต่คำเดียว

"ลูกชายฉันจะได้เช่าที่ดินในหน้าใบไม้ผลินี้" ทำมือไปทางลูกชาย "ที่ดินดีมาก ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้"

ไม่มีใครในครัวพูดอะไร

"ที่นั้นจะหลุดมือไป ถ้าเราไม่สามารถหาเงินมาให้เขาได้ทัน ลูกชายฉันต้องการเงินเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น เพราะเราได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะได้เงินกู้แน่นอน แต่ต้องสองเดือนข้างหน้า ซึ่งมันหลุดมือไปแน่ถ้าเราหาเงินมาไม่ได้เดี๋ยวนี้"

ความเงียบภายในดูน่ากลัว แต่เพื่อนบ้านเก่าแก่ไม่ปล่อยให้มันมามีอำนาจ

"ฉันเป็นคนค้ำประกันให้เขาเอง" กล่าวอีก "ลูกชายฉันต้องการเงินสองพันโครนในช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น เขาจะคืนเงินให้ทันทีหลังจากสองเดือน เวลาเดือดร้อนอย่างนี้ฉันก็ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร เราเองก็รู้จักกันมานาน"

ทุกคนรู้ได้ทันทีว่าพ่อกำลังจะเดินไปติดกับ

"พวกเธอทำงานมามากกว่าคนอื่น รู้ดีว่าจะพูดอย่างไร" เพื่อนบ้านเก่าแก่กล่าวต่อ "พวกเธอไม่ใช่คนสิ้นไร้ไม้ตอก เงินเก็บก็พอมี อีกอย่างคือได้ช่วยคนที่ทุกข์ยากเป็นการชั่วคราว"

เบื้องแรกพ่อไม่กล่าวอะไรเลย นอกจากมองตรงไปข้างหน้า เราทุกคนที่ดูอยู่เข้าใจได้ทันทีว่าภาพท้องไร่พลิกไปมาอยู่ในแววตาพ่อ คำป้อยอรินหายไปเหมือนหยาดน้ำ มีแต่ถ้อยคำที่ว่าเราสามารถช่วยคนในยามยากลำบากได้เท่านั้นตกค้างอยู่

"เราตั้งใจจะเก็บเงินไว้ซื้อที่ทำกินและปลูกบ้านกัน" พ่อเริ่ม "ได้ยื่นเรื่องของซื้อตรงที่ไปดูมาแล้ว ซึ่งต้องจ่ายเงินงวดแรกตามสัญญาในหน้าใบไม้ผลินี้"

"กว่าจะถึงวันนั้นพวกเธอก็ได้เงินคืนแล้ว" เพื่อนบ้านรีบกล่าว "เงินเพียงสองพัน แล้วก็ยืมแค่ช่วงสั้นๆ"

"เงินก้อนนี้เราเก็บกันมาตลอดชีวิต" พ่อสารภาพอย่างคนโกหกไม่เป็น "เรามีเงินสดอยู่จริง โชคดีที่สะสมไว้ได้ ทั้งชีวิตที่ผ่านมาก็สองพันโครนนี่แหละ ฉันอายุจะห้าสิบแล้ว และเราก็จะใช้เงินก้อนนี้จ่ายเงินค่าบ้านงวดแรก"

"ก่อนถึงวันที่เธอต้องจ่าย เงินก็กลับคืนมาแล้ว" คนสูงวัยกล่าวอย่างมั่นคง ลูกชายพยักหน้างึกๆ "กว่าจะถึงวันนั้นเงินก็วางอยู่เฉยๆ โดยไม่ได้ใช่ประโยชน์ แล้วก็ไม่ใช่ว่าทาง 'บริษัท' ที่ขายจะให้ดอกเบี้ยอะไรกับเงินก้อนนี้ แต่พวกเธอสามารถใช้มันช่วยเพื่อนบ้านเก่าแก่ ช่วยคนเป็นเพื่อนได้ และความช่วยเหลือครั้งนี้จะไม่มีวันลืมเลือนไปจากความทรงจำของเราเลย ว่าคนที่เคยลำบากยากแค้นมาก่อนเป็นคนช่วยเหลือ เราจะระลึกถึงมันตลอดไป"

ทุกอย่างฟังดูมีเหตุผล จนเห็นได้ว่าพ่อกำลังปล่อยตัวให้ถูกกล่อมได้สำเร็จแน่ ถ้าไม่มีแรงหนุนให้ต้านไว้

"แล้วแกล่ะแม่ ว่ายังไง"

เงาร่างของความโชคร้ายสยายลงคลุมทุกคนในครัวจนแทบหายใจไม่ออก แม่ยืนล้างจานหลังอาหารโดยไม่ตอบคำพ่อ มีแต่เสียงท่อนกระดูกหงิกงอของวัวผอมแก่ที่ตายเพราะเป็นโรคกระทบจานเปล่า

"เราคงไม่ปฏิเสธ ถ้าแน่ใจว่าจะได้เงินคืนก่อนวันที่หนึ่งมีนาคม" พ่อพูดเหมือนกระตุ้นให้แม่ออกความเห็น

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | คนไม่รู้หนังสือ