*home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปอ่าน
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | Naked
 
bookNAKED : David Sedaris

แปลโดย Fay

เอายาย่าของเธอออกไป!

หลายปีทีเดียว ที่ครอบครัวผมจะขับรถจากนอร์ธแคโรไลนาไปฝั่งตะวันตกของรัฐนิวยอร์กเป็นประจำ เพื่อไปเยี่ยมญาติๆ ที่เราจากมา พออยู่กับครอบครัวแม่ในบิงแฮมตันได้สิบวัน เราก็จะขับไปอีกครึ่งชั่วโมงไปคอร์ตแลนด์ เพื่อไปหาย่าและอยู่กับย่าในตอนบ่าย ย่าที่เราเรียกกันว่ายาย่า

ยาย่าเป็นเจ้าของร้านแผงหนังสือและขนม ตัวร้านเป็นห้องยาวแคบๆ เต็มไปด้วยชั้นวางนิตยสารกับเก้าอี้สูงติดกำแพงสำหรับให้คนนั่งเวลามาขัดรองเท้า ยาย่าพักอยู่ชั้นบนของร้าน ในอพาร์ตเมนท์ที่พ่อโตมา

"รูส้วมน่ะสิ" แม่ว่า และตอนที่ผมอายุได้เจ็ดขวบ ผมก็คิดว่า แม่พูดถูก ที่นี่เป็นรูส้วมจริงๆ

ตากับยายก็พักในอพาร์ตเมนท์เหมือนกัน แต่เป็นแบบที่จัดแต่งให้สะดวกสบายกับสายตา และมีพร้อมด้วยประตูห้องน้ำกับทีวีสองเครื่อง เวลาผมอยู่ที่บ้านยาย่าก็ให้สงสัยว่าที่ตรงนี้เคยเป็นอะไรมาก่อน ก่อนที่จะมีใครได้ความคิดเหี้ยมโหดให้เอามาเช่าเป็นอพาร์ตเมนท์ ทางเดินที่มืดทึมชวนอึดอัดได้กลายเป็นห้องครัวไป และห้องน้ำก็ดูคล้ายตู้เสื้อผ้าอย่างน่าสงสัย ผ้าปูที่นอนกั้นห้องนอนกับห้องนั่งเล่นออกจากกัน ในห้องนั่งเล่น โต๊ะกินข้าวก็อัดแน่นระหว่างโซฟากับตู้เย็น ที่พักอาศัยอย่างอื่นที่อาจเป็นเตนท์หรือร้านซ่อมท่อไอเสียรถที่ถูกทิ้งแล้ว หรือ อะไรก็ตาม ก็ย่อมจะดูสดใสกว่าที่นี่

ผมจำได้ว่าตอนไปเยี่ยมย่าครั้งหนึ่ง ย่าเล่าเรื่องสัตว์เลี้ยงที่เพิ่งตายไป สัตว์เลี้ยงนี้คือปลาทองที่ย่าเก็บในเหยือกขุ่นๆ บนขอบหน้าต่างบานเดียวในอพาร์ตเมนท์ ยาย่ากลับมาจากงานแล้วก็เจอแต่เหยือกเปล่าๆ จึงคิดว่าปลาทองคงตั้งใจกระโดดออกหน้าต่างไปแล้ว

"มันไม่สุขแล้ว และคิดมีฆ่าตัวตาย" ยาย่าบอก

"กระทำ" แม่บอก "มันกระทำการฆ่าตัวตาย" แม่ดีดก้นบุหรี่ออกนอกหน้าต่างแล้วจ้องที่ทางเดินสกปรกข้างล่าง "เราไม่ได้ มี ฆ่าตัวตาย แต่มันต่างหากจะได้เรา"

"โอเค" ย่าบอก "แต่มันจะมีฆ่าตัวตายทำไมล่ะ? น่ารักนะปลา มันจะอยากเอาชีวิตตัวเองไปทำไม?"

"อยากรู้ว่าทำไมเหรอ?" แม่ขยับแว่นกันแดดให้ต่ำลง "ลืมตาแล้วลองเดาดูสิ" แม่เทน้ำในเหยือกลงอ่าง "ที่นี่มันโสมม"

"ชารอนหมายความว่า" พ่อบอก "ปลาไม่สามารถคิดอะไรอย่างนั้นได้ ปลามี kaphali เล็กๆ และเครียดไม่เป็น"

เวลาพูดกับย่าพ่อจะทำเสียงดังที่สุดแล้วหยอดภาษากรีกง่ายๆ เป็นระยะๆ "psari ไม่รู้เรื่องอะไรหรอก ไม่ใช่ความผิดของแม่หรอก matera มันเป็น lathos น่ะ"

"มันมีฆ่าตัวตายแล้วฉันก็เศร้าบางที" ยาย่าเหม่อมองแล้วถอนใจ ผมคิดว่าย่าคงพูดกับปลา รักมันเท่าที่จะรักได้ แต่ความเสน่หาของย่าก็เหมือนกับการทำอาหารของย่าที่ไม่อาจเรียกว่าปกติธรรมดาได้ ย่ามองหลานๆ เหมือนเราเป็นพันธบัตรที่จะเพิ่มมูลค่าขึ้นด้วยเกียรติทางคณิตศาสตร์ ยาย่ากับปู่มีลูกคนเดียว ซึ่งลูกโทนนี้ได้ให้ลูกมาอีกห้า เป็นมืออนันต์ที่น่าชื่นใจที่จะกลับไปหมู่บ้านที่เราอาจจะไปบีบมะกอกหรือฉาบผนังโรงสี หรืออะไรก็ตามที่ทำกันในบ้านเกิดเมืองนอนของย่า ย่าคอยเลิกแขนเสื้อพวกเราเพื่อตรวจดูกล้ามเนื้อเสมอ และจะย่นหน้าเมื่อเห็นมือที่ไม่หยาบกร้านและดูเหมือนมือเด็กผู้หญิงของพวกเรา ตายายจะถามว่าเราเรียนชั้นอะไร หรือที่เขี่ยบุหรี่อันโปรดของเราคืออันไหน แต่ยาย่าไม่เคยสนใจเรื่องพวกนั้น ย่ายอมรีดธนบัตรดีกว่าจะยอมเปิดนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ที่เรียงรายตามกำแพงในร้าน ย่าไม่รู้ว่าใครคือประธานาธิบดี ยิ่งไม่ต้องสงสัยเรื่องตัวเอกในการ์ตูนที่ขายดีที่สุดในร้าน

"ย่าไม่รู้เรื่องหัวขวดนั่นหรอก" ย่าบอก แล้วขัดกุญแจแคชเชียร์ให้เงาด้วยน้ำลาย
"มันอาจจะมาร้านนี่ ย่าก็ไม่รู้หรอก"

แทบไม่น่าเชื่อว่าย่าเลี้ยงลูกมาตัวคนเดียว และยิ่งน่าสยองเมื่อรู้ว่าย่าได้ทำมาแล้วจริงๆ ตอนเด็กๆ พ่อต้องถูกกักในมุมหดหู่ของแผงหนังสือ คลานบนพรมหนังสือพิมพ์ กัดแทะเหรียญห้าเซนต์ พ่อไม่เคยมีเตียงนอนของตัวเอง เรื่องห้องส่วนตัวยิ่งไม่ต้องพูดถึง แล้วพ่อก็ต้องรู้สึกว่าบุญแล้วที่แขกมาเยี่ยมกลับไป พ่อจะได้โซฟาคืนมา หมาบ้านเรายังอยู่ดีกว่านี้เลย

"ลูอี" ย่าจะเรียกแล้วลูบข้อนิ้วพ่อ "ลูอีกับสาว"

"สาว" คือคำที่ย่าเรียกแม่ พ่อแม่แต่งงานมาสิบสองปีแล้ว แต่ยาย่าก็ยังไม่สามารถเรียกลูกสะใภ้ด้วยชื่อได้ พ่อผิดที่ไปแต่งงานกับคนนอก และแม่ก็คือคนต้องรับกรรม แม่ได้ล่อลวงพ่อด้วยอะไรสักอย่าง ฝังกรงเล็บลงแล้วลากพ่อไปจากพวกพ้อง ถ้าพ่อจะอยู่บ้านไปตลอดชีวิต นวดลูกประคำแล้วดื่มแต่กาแฟขมก็คงจะไม่เป็นไร แต่การแต่งงานกับผู้หญิงที่มีคิ้วเข้มโดดเด่นออกมานั้นเป็นเรื่องให้อภัยไม่ได้

"บอกสาวให้นั่งลงได้แล้ว" ยาย่าบอกพ่อ แล้วชี้ไปที่เก้าอี้ตัวไกลๆ ในห้อง
"บอกยายพรายว่าฉันไม่อยู่นานหรอก" แม่จะตอบ "ถ้ำนี้มันโกโรโกโสไปหน่อยนะ และฉันว่าฉันแพ้หนวดย่า"

เราจะนั่งที่โต๊ะย่าในตอนบ่าย กินเนื้อต้มเป็นเส้นที่เสิร์ฟกับพายผักขม อาหารของย่ามีรสชาติเหมือนทำมาล่วงหน้าหลายอาทิตย์แล้วทิ้งให้เก่าในถังชื้นเน่าๆ อาหารย่าหมักในอะไรที่แฉะและแปลกปลอม พออาหารมาถึง ย่าจะสวดเป็นชาติด้วยทั้งภาษากรีกและภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่น ที่มีทั้งน้ำตาและการบิดมือไม้เกินเหตุ จนออกมาเหมือนคำสาปมากกว่าคำสวด

"พอกันทีกับบทภาวนา" แม่จะบอกอย่างนี้แล้วเลื่อนจานออกไป "บอกเขาไปว่าฉันจะหายหัวไปทันทีที่ลูกฉันอิ่ม" บ่อยครั้งที่แม่จะลุกจากโต๊ะไปนั่งคอยในรถจนเรากินอาหารเสร็จ

"สาวไปแล้ว" ยาย่าจะบอกแล้วยกแก้วน้ำจิงเจอเอล "โอเค เรากินได้"

การมาเยี่ยมของเราจบลงด้วยการลุยร้าน หยิบทุกอย่างที่เอาไปได้ พ่อจะบอกว่า "เอาไปได้คนละอย่างเดียว" แต่พี่น้องและผมจะเอาถุงกับปลอกหมอนมาด้วย แล้วกวาดชั้นการ์ตูนจนเกลี้ยง เรายัดลูกกวาดกับข้าวโพดคั่วลงถุงเท้าและกระเป๋าเสื้อผ้า เพื่อเอาไว้ระหว่างการนั่งรถสิบสองชั่วโมงกลับบ้าน ในรถจะอบอวลด้วยกลิ่นหมึกพิมพ์และความรักอันหลอกหลอนของยาย่า

แม่กำลังตั้งท้องลูกคนที่หกตอนได้ข่าวว่ายาย่าถูกรถบรรทุกชน ย่ายืนเบิ่งตาโพลงกลางถนน จ้องไปที่รถสิบแปดล้อที่วิ่งมา คนขับหน้าตาคล้ายๆ แม่ ผมจินตนาการเอาเองว่าอย่างนี้ แต่ความจริงแล้วตระการตาน้อยกว่านี้มาก ดูเหมือนย่าจะถูกชนด้วยรถปิคอัพที่ถอยเข้าที่จอดรถ ผลการชนแทบไม่มีอะไรเลย แต่ย่าสะโพกคราดจากการล้ม

"แย่จริง" แม่บอกขณะชื่นชมผมที่เพิ่งทำไฮไลท์ใหม่ในกระจกห้องน้ำ "สงสัยพวกนั้นคงต้องยิงย่าทิ้งซะแล้ว"

พ่อบินไปคอร์ตแลนด์แล้วกลับมาบอกว่า พอยาย่าดีขึ้น ยาย่าจะย้ายมาอยู่กับเรา "เราจะย้ายเด็กผู้หญิงบางคนจากชั้นล่างมาชั้นใต้ดิน ยาย่าจะได้อยู่ห้องนอนตรงข้ามห้องพ่อแม่ น่าสนุกไหมล่ะ!" พ่อพยายามที่สุดที่จะทำให้เหมือนเป็นเรื่องไม่ได้คิดมาก่อนและน่าสนุกผจญภัย แต่พ่อที่น่าสงสารหลอกใครไม่สำเร็จ โดยเฉพาะกับแม่

"ทำไมไม่เอาบ้านพักคนชราล่ะ?" แม่ถาม "คนปกติธรรมดาเขาทำกันอย่างนั้นนะ แล้วจะดีกว่านะ ถ้าคุณจะเช่าให้ไปอยู่สวนสัตว์เสียเลย หรือจะลักลอบขนย่าใส่ลังแล้วส่งลงเรือกลับประเทศไป ทำไมไม่ทำงั้นล่ะ จ้างพี่เลี้ยงมาดูแลตลอดเวลา ลงชื่อย่าให้องค์กรความสงบห่าเหวอะไรก็ได้ ซื้อรถเข็นแล้วสอนให้ขับรถ -- ย่าจะไม่ย้ายมาที่นี่ เข้าใจใช่ไหม? ไม่มีทางที่ฉันจะให้ย่ามานวยนาดในบ้านฉัน เป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่มีทาง"

เราอยู่บ้านนี้มาสองปีและบ้านก็ยังมีกลิ่นใหม่อยู่ จนยาย่าย้ายเข้ามาพร้อมกับผ้าห่มและกล่องใส่ของ และเก้าอี้คลุมด้วยผ้าสีซีดจากรา ของเหล่านี้พากลิ่นห้องเก่าของย่าติดมาด้วยอย่างไม่ผิดเพี้ยน ชั่วข้ามคืนบ้านเราก็มีกลิ่นเหมือนห้องเก็บเสื้อในโบสถ์กรีกออโธดอกซ์

"ธูปน่ะ" แม่บอก "ไปบอกย่าว่าย่าจะจุดธูปเหม็นๆ ในห้องนอนไม่ได้แล้ว"
"บอกสาวให้เอาไม้ขีดฉันคืนมา" ยาย่าบอก

เมื่อเทียบกับเมืองขนาดเดียวกัน เมืองรอลีเป็นบ้านของชาวกรีกจำนวนมากอย่างไม่น่าเชื่อ คนพวกนี้มีชีวิตวนเวียนกับโบสถ์โฮลีทรินิตีออโธดอกซ์ พ่อแวะส่งเราที่นี่ทุกวันอาทิตย์ระหว่างทางไปตีกอล์ฟ แล้วมารับเราหลังโบสถ์เลิกสักชั่วโมงสองชั่วโมง "ย่าจะมีเพื่อนที่นี่" พ่อทำนายไว้ "คนที่โบสถ์จะรักย่า"

มีคนแก่อยู่ไม่กี่คน คนเป็นม่ายอย่างยาย่าใส่ชุดดำ ทรงตัวบนไม้เท้าและเครื่องช่วยเดิน แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะคิดว่าย่าจะมีเพื่อน ย่าไม่ขับรถ ไม่เขียนจดหมาย ไม่ใช้โทรศัพท์ ไม่เคยพูดถึงใครที่คอร์ตแลนด์ เมืองที่ย่ามีเวลาชั่วนาตาปีในการหาเพื่อน ทำไมพ่อถึงจะคิดว่าย่าจะเปลี่ยนปุบปับไปได้?

"ไม่รู้สิ ย่าไปดูหนังกับมิสซิสดอมบาลิสได้นี่" พ่อบอก

"ใช่สิ" แม่เห็นด้วย "แล้วก็พากันไปกินสเต็กที่เพดเดลอร์ แล้วก็ตรงไปเธค ยอมรับเถอะทูนหัวว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้หรอก"

วันอาทิตย์แรกในโบสถ์ ยาย่าก็ทำให้พิธีหยุดชะงักเมื่อย่าโยนไม้เท้าทิ้งและคลานสองมือสองเท้าไปตามทางเดิน หลวงพ่อเห็นย่าตรงไปหา แล้วเราก็เห็นหลวงพ่อคอยเหลือบตาดูอย่างหวั่นๆ แล้วค่อยๆ ก้าวถอยไป ทีละก้าวทีละก้าว จนไปจนมุมที่แท่นบูชาตอนที่ยาย่าตามไปถึงตัวหลวงพ่อในที่สุด ย่าไปเคลียคลอที่เท้าแล้วก็จูบรองเท้าหลวงพ่อ

ใครสักคนต้องลุกไปจัดการสถานการณ์อย่างนี้ แต่แม่หลับอยู่บ้าน พ่อก็อยู่สนามกอล์ฟ เหลือแต่พี่น้องกับตัวผม และเราไม่ต้องการมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรด้วย สมาชิกที่มาร่วมพิธีโบสถ์หันหัวเลิ่กลั่กมองหาญาติ ซึ่งเราก็ทำดังนั้นด้วย

"ให้ตายเหอะ" เราบอก "ผมไม่เคยเห็นคนๆ นี้มาก่อนเลยในชีวิต คุณยายอาจจะมากับบ้านสตราวิเดสก็ได้"

สักพักเราก็ได้รู้ว่าจะต้องเจอพฤติกรรมแบบนี้ เมื่อแม่พายาย่าไปห้างสรรพสินค้าไปซื้อกางเกงชั้นใน เราก็สามารถมองผ่านราวแขวนเสื้อไปเห็นย่าเดินออกมาจากห้องลองเสื้อ ด้วยยกทรงกับกางเกงในยาวถึงเข่า มีอยู่หนหนึ่งในที่จอดรถ ย่าก้มเก็บกระป๋องเปล่ากับแก้วน้ำโฟม ลังทิ้งๆ กับพวกเศษกระดาษ แล้วก็โยนทั้งหมดนี้ออกนอกหน้าต่างรถ ตอนที่รถวิ่งไปถนนละแวกที่มีบ้านเรือนสะอาดสะอ้าน ย่าไม่ได้หลงลืมหรือมาดร้าย ย่าเพียงแต่ทำอะไรตามแบบของตัวเอง และไม่เข้าใจว่าเป็นเรื่องน่าบ่นอะไรตรงไหน การนวดแป้งขนมปังบนพื้นครัวไม่ดีตรงไหน? ใครบอกว่าทารกเกิดใหม่ไม่ควรนอนกับไม้กางเขนทำด้วยไม้ที่ซุกในเปล? ทำไมไม่บำรุงผมที่ยาวถึงเข่าด้วยน้ำมันมะกอก? รอยเปื้อนอะไรบนโซฟา? ชั้นไม่รู้ว่าพูดเรื่องอะไรอยู่?

"นี่อาจจะเป็นเรื่องเก่าตั้งแต่สมัยเขาโอลิมปัสนะ" แม่ว่า "แต่ในบ้านฉัน เราไม่ซักถุงน่องในห้องน้ำ"

ยาย่ายอมรับพวกผู้หญิงในบ้านเหมือนเป็นสิ่งน่าผิดหวังเล็กน้อยในชีวิต พวกเด็กผู้หญิงคือสิ่งที่ต้องอดทนด้วย แต่เด็กผู้ชายทุกคนเป็นพระราชา จะต้องประคบประหงมและขุนด้วยลูกอม ยาย่าปลาบปลื้มมากตอนแม่คลอดลูกคนเล็กเป็นเด็กผู้ชาย ที่ยาย่าอยากให้ชื่อว่าเฮอคิวลิส

"Poulaki mu" ย่าบอก ยัดเหรียญห้าสิบเซนต์ใส่มือผม "Poulaki mu krisom" นี่เป็นชื่อที่ย่าเรียกเล่นๆ แปลคร่าวๆ ได้ว่า "เจ้านกน้อยสีทองในรังที่รักยิ่งของฉัน" "ไปเอาเด็กทารกมานี่ แล้วเราจะป้อนขนมให้น้อง"

น้องชายกับผมมองยาย่าว่าเป็นตู้เอทีเอ็มรุ่นบุกเบิก ย่าให้เงินเหรียญสองเหรียญสบายๆ เสมอ ด้วยความที่เราเป็นเด็กผู้ชาย เราก็แค่เปิดประตูรถให้ย่า หรือคอยบอกว่าธูปไหม้ที่นั่งผ้าปักของย่าแล้ว ผมเรียนรู้ว่าจะไม่ไปไหนกับย่าในที่สาธารณะ แต่นอกจากนั้นแล้ว ยาย่ากับผมก็ไม่มีปัญหาต่อกัน ผมมองย่าเหมือนเป็นผีที่ไม่มีอันตราย เงียบกริบและมองไม่เห็นตัวจนกว่าเราจะต้องการใช้เงิน เราเปลี่ยนช่องได้เสมอเวลายาย่าดูทีวีโดยไม่จำเป็นต้องถาม ยาย่าเปลี่ยนจากสุนทรพจน์ขององค์กรแห่งรัฐไปเป็นการ์ตูนบูลวิงเกิลได้โดยไม่เห็นความแตกต่าง เรานั่งกับยาย่าได้ในห้องนั่งเล่นโดยไม่ต้องถูกบังคับให้คอยส่งขนมให้ย่าหรือตอบสนองอะไรสักอย่างกับย่า นั่นเป็นงานของแม่ ไม่ใช่ของเรา เดี๋ยวๆ ย่าก็จะออกไปที่สนามแล้วเพื่อนบ้านจะโทรบอกว่า "รู้หรือเปล่าว่าย่าหนูมาเก็บอะไรไปจากสวนหน้าบ้านเรา?"

เราส่งโทรศัพท์ให้แม่ "อาจจะเป็นดอกแดนดิเลียนก็ได้" แม่ถอนหายใจ เช็ดมือกับกระโปรงให้แห้ง "ไม่เป็นไรนะคะ เราไม่คิดค่าแรงค่ะ"

"คุณคงคิดว่าเราไม่เคยให้อาหารย่าน่ะสิ" แม่บ่นหนหนึ่งตอนพ่อกลับจากงาน "ย่าออกไปเก็บถั่วแล้วกินเมล็ดดอกทานตะวันจากอาหารนกบ้านเชิร์ก น่าขายหน้าจริง"

ยาย่าจะเตร็ดเตร่ไปแล้วกลับมาด้วยอะไรเขียวๆ เต็มผ้ากันเปื้อน ซึ่งย่าจะเอากลับมาต้มซุป "ไม่เป็นไร" เราจะพูดแล้วเอามือปิดจานเอาไว้ตอนเห็นหม้อต้มของย่าเข้ามาใกล้ "ผมมั่นใจว่ามันต้องอร่อย แต่ผมจะเก็บท้องไว้กินเห็ดพิษที่ย่าเจอตรงใต้กรงหมาบ้านสไตเกอร์วาลด์"

ย่ายิ่งอยู่นานเท่าไหร่ แม่ก็ยิ่งห่างเหินขึ้นไปเรื่อยๆ พวกเราตอนเด็กๆ เทิดทูนว่าแม่สวยมาก แต่ความเครียดจากลูกหกคนและแม่ผัวก็เริ่มแสดงผลให้เห็น แก้วไวน์ที่เคยมีพร้อมกับอาหาร มาบัดนี้มีทั้งก่อนอาหารและตามด้วยค็อกเทลจำนวนมากที่ดูจะทำให้แม่ฉุนเฉียวมากขึ้น แทนที่แม่จะกินอาหารกับเราที่โต๊ะ แม่ก็ไปนั่งกินที่โต๊ะอาหารเช้าโดยสวมแว่นดำแล้วบดบุหรี่กับขอบจาน ยาย่าเป็นเบาหวาน จึงเป็นหน้าที่ที่ไม่ได้รับการขอบคุณของแม่ที่จะต้องเตรียมอาหารพิเศษ แล้วเข็นย่าไปรอบเมืองไปหานัดต่างๆ ของหมอ แม่เป็นคนฝึกฉีดอินซูลินเข้าส้ม แล้วเจียดยาให้ย่า แม่ต้องเป็นคนซ่อนขวดพีนัทบัตเตอร์แล้วริบลูกกวาดที่ซ่อนในลิ้นชักยาย่า และทั้งหมดนี้ทำเพื่อผู้หญิงที่ไม่ยอมเรียกแม่ด้วยชื่อ พ่อจะกลับมาบ้านตอนเย็นมาฟังคำบ่นขมขื่นแรงๆ ที่มาจากทั้งสองภาษา แม่เสนอขายทารกจะได้ไปหางานพิเศษทำโดยไปเก็บยาสูบ หรืออะไรก็ได้ที่จะหาเงินมาพอสำหรับบ้านพักคนชรา แต่ขนาดแมวก็รู้ว่าพ่อไม่ยอมส่งย่าไปที่อย่างนั้น

นั่นขัดกับศาสนาของพ่อ คนกรีกไม่ทำอะไรอย่างนั้น มันต่ำเกินไป--- และนี่เป็นสิ่งที่ทำให้ครอบครัวอยู่ด้วยกัน ความคิดเรื่องสถานคนชราจะเกิดขึ้นได้ก็แต่จากคนอย่างแม่ ที่เป็นผู้หญิงอเมริกันสวมแว่นกันแดด ผู้คอยมองหาโลชั่นทาผิวเป็นสีแทนและไฟแช็กเสมอๆ พ่อไม่สามารถขับไล่ย่าได้ แต่พ่อก็ดูแลย่าไม่ได้เหมือนกัน ความขัดแย้งนี้แบ่งครอบครัวเราเป็นสองฝ่าย แม่กับเด็กผู้หญิงไปขูดเศษแป้งขนมปังออกจากส้นเท้าที่มุมหนึ่ง ส่วนน้องชาย พ่อ และผมก็มีเศษสตางค์เสียงกราวอยู่อีกมุมหนึ่ง เด็กๆ ตั้งคณะกรรมการแล้วประชุมกันตรงที่จอดรถเพื่อถกกันเรื่องการหย่าร้างที่ต้องเกิดขึ้นของพ่อแม่ มีรายงานจากลูกเสือประจำตำแหน่งหน้าห้องนอนว่าแม่โยนอะไรสักอย่างที่เสียงเหมือนที่เขี่ยบุหรี่ หน่วยสอดแนมถูกส่งตัวไปแล้วถือนาฬิกาวิทยุพังยับเยินกลับมา พร้อมด้วยหนังสือพิมพ์หน้าโฆษณาบ้านที่ดิน มีลายมือแม่เขียนด้วยดินสอตรงขอบเป็นกากบาทและเครื่องหมายถูก อพาร์ตเมนท์มีกี่ห้องนอน? แม่จะเอาใครไปด้วยบ้าง? ถ้าเราอยู่กับพ่อและยาย่า เราก็มั่นใจเรื่องความเป็นส่วนตัวของเราได้ แต่จะมีความหมายอะไร เพราะเราอยู่ได้ด้วยความสนใจจากแม่?

"บอกวัวของคุณให้เบาเสียงหน่อย" แม่ตะโกนจากเก้าอี้สูงในที่กินอาหารเช้า "เสียงเคี้ยวเอื้องได้ยินไปถึงชายแดนแล้ว"

"ชารอน" พ่อถอนใจ

"ชารอนตูดใหญ่น่ะสิ" แม่ตะโกน ร่อนจานข้ามเคาน์เตอร์ลงมาอยู่ที่พื้น แม่คิดคำพูดใหม่ครู่หนึ่งแล้วเสริมว่า "ก้นฉันอาจจะใหญ่ แต่ไม่เท่ากับของแม่วัวสาวของคุณที่คอยขุดกินหัวเผือกหัวมันสามถุงมาจากสนามบ้านคาสเมอร์แสกส์หรอกนะ พ่อลูกแหง่"

แม่มีป้ารวย ป้าเป็นผู้หญิงทะเยอทะยานคิดการณ์ไกลที่แต่งงานกับผู้ก่อตั้งห้างสรรพสินค้าสองแห่งในคลีฟแลนด์ ป้าตายอย่างจิตหลอนและไม่มีลูก จึงทิ้งสมบัติจำนวนมากให้แม่ น้องสาวป้า และหลานๆ จำนวนหนึ่ง การมีเงินเป็นของตัวเองทำให้แม่มีอำนาจใหม่ แม่เดินทั่วบ้านในผ้าคลุมไหล่ขนมิงค์สีขาว แล้วอ่านใบโฆษณาบ้านที่ดินออกมาดังๆ โฆษณาพวกนี้แม่ได้ผู้ชายคนหนึ่งเอามาให้และแนะนำตัวว่าเป็นนายหน้าของแม่

"อันนี้มีซาวน่าไม้เนื้อแดงขนาดใหญ่ ห้องนอนสำหรับลูกฉันแต่ละคน และ มีวิวภูเขาไฟไกลๆ เขียนไว้ด้วยว่า 'ต้อนรับผู้หย่าร้าง ไม่อนุญาตให้มีคนกรีก' แหม ช่างดีพร้อม ว่ามั้ยล่ะ?"

เงินทำให้แม่น่าครั่นคร้าม และภายในเดือนเดียว ก็เป็นที่ตกลงว่ายาย่าจะถูกส่งไปอยู่บ้านคนชรา พ่อเก็บข้าวของย่าใส่รถตู้ พวกเราตามไปด้วยคาดิแลคคันใหญ่ของป้าที่เสียไปแล้ว ทะเลาะกันว่าใครจะใช้ผ้าห่มขนสัตว์ปลอม

ย่าไปอยู่ศูนย์ของเอกชนก่อน ย่าอยู่ร่วมห้องกับคนบ้าผมขาวผู้คึกคักชื่อมิสซิสดีนาร์โด ที่คลานจากเตียงตอนดึกๆ ไปอึในตะกร้าผ้า แล้วซ่อนฟันปลอมยาย่าในถังชักโครกเย็นๆ

"ฉันเป็นพี่สาวบุญธรรมของพระเยซูที่ถูกส่งตัวมาที่โลกเพื่อเก็บกวาดไอ้พวกนิโกรระยำสันหลังยาว แล้วสอนพวกนั้นว่าจะต้องเอากระดูกมาทำอาหารยังไงให้ถูกวิธี ไอ้เวรเอ๊ย"

เราประทับใจแล้วคิดว่าพรสวรรค์นี้ของเธอจะต้องมีขึ้นเพื่อตัวยาย่า

"นี่อะไร เธอบอกว่าถุงอัลมอนด์เรอะ? เอามันกวาดใส่ก้นย่นๆของเธอได้ ฉันไม่ต้องการถั่ว ฉันอยากได้ผ้าม่านกับรองเท้าให้เข้ากัน"

ยาย่าบ่นแรงๆ แต่ต้องพ่ายแพ้กับพลังในตัวเพื่อนร่วมห้อง พี่น้องและผมไม่ใส่ใจ เราจัดเตรียมการแสดงต่างๆ ให้เหมาะกับรสนิยมแปลกอันวิไลของมิสซิสดีนาร์โด เราซ้อมเป็นอาทิตย์ มีตั้งแต่เพลง Getting to Know You จนถึงการจำลองโศกนาฏกรรมของการสังหารหมู่วันเซนต์วาเลนไทน์

"การแสดงของพวกแกห่วยแตกสิ้นดี" เธอตะโกน ล้อมรอบไปด้วยผู้ชมแก่เฒ่าที่ชื่นชมคนอื่นๆ "แกมันไม่รู้อะไรเลย ไอ้พวกนิโกร"

โรงพยาบาลเอกชนมีนรกเจ็ดขุม พอมิสซิสดีนาร์โดถูกส่งไปชั้นบนยังแกนกลางที่เร่าร้อนที่สุด พี่น้องและตัวผมก็หมดความสนใจจะไปเยี่ยม

พอการก่อสร้างเสร็จสิ้น ยาย่าก็ย้ายไปอยู่ตึกใหม่สดชื่นที่มีไว้สำหรับคนชราโดยเฉพาะ เป็นตึกสูงชื่อแคปปิตัลทาวเวอร์ อพาร์ตเมนท์มีกระดาษติดผนังสีโลหะ และมีห้องไม่สมมาตรอย่างมีสไตล์ มีหน้าต่างยาวตลอดผนังเห็นวิวเป็นห้างสรรพสินค้าในเมือง ไม่มีใครในเมืองรอลีเคยอยู่ตึกสูงมาก่อน เราจึงเกิดความประทับใจสั้นๆ กับความสง่างามนี้ พี่สาวน้องสาวกับผมแย่งกันจะไปนอนในที่พักของยาย่า แล้วเราก็ผลัดกันไปยืนที่หน้าต่างมืดๆ หมุนตัวไปแล้วแกล้งทำเป็นว่าตื่นตาตื่นใจกับแสงระยิบระยับของนอร์ธฮิลส์

ผมสนุกกับการคิดว่านี่เป็นอพาร์ตเมนท์ผมเอง และยาย่าแค่มาเยี่ยม

"ผมจะเอาบาร์เครื่องดื่มไว้ตรงนั้น" ผมบอก ชี้ไปที่ชุดกินข้าวโทรมๆ ของย่า "เครื่องฉายหนังอยู่ที่มุมข้างที่บูชา และเราจะทุบกำแพงนี้ออกเอาไว้สร้างหลุมคุยกัน"

"โอเค" ยาย่าบอก จ้องไปยังมือตัวเองที่ประสานกันอยู่ "จะทำหลุม"

พ่อยังหวังว่ายาย่าจะได้เพื่อน แต่พวกผู้หญิงในแคปปิตัลทาวเวอร์มักจะเป็นคุณยายรุ่นใหม่ผมสั้นที่มีรถขนาดกะทัดรัด และมีชุดสูทยีนส์เก๋ไก๋ พวกนั้นทำตัวให้ยุ่งกับงานสังคมสงเคราะห์ และจัดรถบัสไปเที่ยวเกาะโอเครอโคกและโคโลเนียลวิลเลียมสเบิร์ก

"น่ารักจัง!" พวกนั้นจะบอกอย่างนี้พลางปลาบปลื้มชื่นชมกับซานตาทำด้วยทิชชูที่ประดับล็อบบี้ "น่ารักไหมล่ะ? ฉันบอกแฮสซี ซิงเกิลตันไปวันก่อนนี้เอง บอกว่า 'เซนต์นิโคลัสเป็นอะไรที่น่ารักที่สุดที่ฉันเคยเห็นมาในชีวิต!' แล้วถ้าพูดถึงเรื่องน่ารัก เธอไปซื้อเสื้อออกกำลังกายชุดนี้จากไหนล่ะ โอ้โฮ น่ารักจัง!"

คำว่า น่ารัก แสดงช่องว่างระหว่างยาย่ากับเพื่อนบ้านใหม่ได้ดีที่สุด แม้จะขยายขอบเขตสุดแรงแล้ว แต่รหัสผ่านของชุมชนนี้ไม่มีผลใดๆ กับชีวิตย่า ย่าไม่มีเครื่องสำอางหรือเครื่องเพชร ไม่ได้ใส่เสื้อออกกำลังกายวูบวาบที่ดูลำลอง หรือกางเกงที่ตัดเย็บประณีต ประตูของย่าปลอดการประดับตามเทศกาลใดๆ และย่าก็ไม่ได้เต้นรำ อีกทั้งจะไม่ไปร่วมกับสตรีแบพติสท์ไปทัวร์โรงงานถุงน่องประวัติศาสตร์ที่วินสตัน-ซาเลม ย่าจะออกนอกห้องก็เพื่อมาคุ้ยสวนของที่พัก หรือนั่งสะอื้นเงียบๆ ในห้องโถง เช็ดน้ำตาด้วยทิชชูที่ใช้ตกแต่งเทศกาลล่าสุด ภาพนี้ไม่ใช่ภาพที่แคปปิตัลทาวเวอร์อยากนำเสนอ พวกคนชราเหล่านี้กระตือรือร้นกับความหวังจะมีเวลาหลังเกษียณที่คุ้มค่าที่สุด ภาพของยาย่าที่เป็นก้อนดำๆ โศกเศร้าทำให้จิตใจพวกนั้นห่อเหี่ยวลง จึงมีคำแนะนำจากฝ่ายบริหารว่าย่าอาจจะอยู่ที่อื่นได้สบายกว่า ย่ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายในการพักอาศัยทุกอย่าง แต่ทางจิตใจแล้วย่ามืดมนเกินไป พวกนั้นจึงคอยเฝ้าดูย่า มองหาข้อขัดข้องและก็ต้องดีใจมากเมื่อย่าหลับไปตอนบ่ายวันหนึ่ง แล้วก่อเพลิงเล็กๆ จากเตารีดที่ทิ้งไว้ ยาย่าที่ถูกขับจากแคปปิตัลทาวเวอร์จึงไปพักที่เมย์วิว อันเป็นบ้านคนชราทำด้วยอิฐ ตั้งอยู่ติดกับบ้านพักคนจนในเมือง ที่นี่เก่ากว่าและผู้คนกระฉับกระเฉงน้อยกว่าที่แคปปิตัลทาวเวอร์มาก ผู้อาศัยหลายคนอยู่แต่บนรถเข็น สะเก็ดหนังหัวเห็นได้ชัดในผมที่ไม่ได้ดูแลรักษา พวกนี้ฉี่และผายลมในล็อบบี้ หัวเราะกับเสียงปูดที่เพื่อนๆ ทำขึ้นมา และที่ต่างจากบ้านเดิมคือเมย์วิวไม่พยายามจะปกปิดสิ่งที่หลีกไม่พ้น ไม่มีการพูดคุยเรื่องปีทองที่รักษาไว้ ไม่มีรถบัสเช่าหรืองานหัตถกรรมรื่นเริง นี่คือจุดจบของทางเดิน ผู้โดยสารทุกคนโปรดตรวจสอบสัมภาระก่อนจะจบการเดินทาง

เมย์วิวเป็นสถานที่น่าเศร้า แทนที่จะต้องทนกับเสียงพล่ามแห่งความตายของเพื่อนร่วมห้องย่า พ่อจึงมักพายาย่ามาบ้าน ย่านั่งตรงที่จอดรถ จ้องไปในความว่างเปล่าจนเย็นย่ำ

ย่ามาร่วมอาหารเย็นวันหนึ่งที่สวนหลังบ้าน พ่อที่พยายามให้ย่ามีส่วนร่วมในวงสนทนาจึงพูดว่า "ยาย่าเล่าเรื่องน่าตกใจสิ พ่อเคยบอกไหมว่ายาย่าไปเจอน้องชายตัวเองตายกลางถนน? ถูกกรีดจากคางถึงหว่างขา ถูกฆ่าโดยพวกกบฏ น้องแท้ๆ น่ะ? เราเคยคิดเรื่องอย่างนี้ไหมล่ะ?"

"คิดอยู่ทุกวันในชีวิต" ลิซา พี่สาวผมบอกแล้วโยนเมล็ดมะกอกลงจานผม "ทำไมย่าถึงโชคดีอย่างนี้ล่ะ"

"มีเลือดเยอะไหม?" ผมถาม "เขาขี้ราดกางเกงหรือเปล่า? ผมได้ยินว่าเวลาคนตายจะเป็นอย่างนั้น อวัยวะเขานิ่มไปเลยไหม หรือว่าแข็งขึ้นมาจากพระอาทิตย์? เขาอายุเท่าไหร่? ชื่ออะไร? น่ารักหรือเปล่า?"

ยาย่ามองไปที่สนามบาสเพื่อนบ้าน "ในนามพระผู้เป็นเจ้า" ยาย่าบอกแล้วทำเครื่องหมายกางเขนด้วยขาไก่บาร์บีคิว

เป็นเรื่องน่าโมโหในการเค้นข้อมูลจากย่า ย่ามีคนฟังที่สนใจ และมีเรื่องน่าสยดสยองจริงๆ แต่ไม่เต็มใจจะบอกให้รู้ พ่อบอกเราหลายทีแล้วว่าการแต่งงานของย่าเป็นแบบคลุมถุงชน ย่าเป็นสาวที่ถูกส่งตัวมาจากหมู่บ้านในกรีกมายังนิวยอร์กซิตี้ ย่าต้องแต่งงานกับคนแปลกหน้าที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน

"ย่ามีแผนสองหรือเปล่า เผื่อเขาอัปลักษณ์พิกลพิการ?" เราถาม "พอเจอกันแล้วย่าจูบเขาหรือแค่จับมือ? ย่ารู้ได้ไงว่าเขาไม่ได้เป็นญาติกับย่า? ย่าเคยเดทกับชายอื่นบ้างไหม?"

แต่ละคราวที่ถาม คำถามนั้นก็ไม่ได้รับการตอบ สิ่งที่เราเห็นว่าน่าสนใจพอจะบอกได้คือรายละเอียดชีวิตสามัญของย่า สามีย่าที่เราเรียกว่าปาโปวก็บูดบึ้งเหมือนอย่างย่า เราต้องคว่ำรูปทั้งคู่กลับหัวถึงจะเห็นทั้งคู่ยิ้ม ปาโปวตายตอนผมอายุหกขวบ ปู่อยู่ที่แผงหนังสือดึกดื่นคืนหนึ่ง แล้วก็มีคนบุกรุกเข้ามาตีหัวปู่ด้วยท่อนตะกั่ว ทำให้เส้นเลือดในศีรษะแตก ปู่ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลแล้วตายในวันคริสต์มาส

"ย่ายังเปิดของขวัญหรือเปล่า?" เราถาม "พอปู่ตายแล้วปู่ขี้ราดกางเกงหรือเปล่า? พวกขโมยเอาไปแต่เงินหรือเอานิตยสารกับขนมไปด้วย? แล้วพวกนั้นได้นั่งเก้าอี้ไฟฟ้าหรือเปล่า? พอถูกไฟช็อตแล้วพวกนั้นอึราดกางเกงหรือเปล่า?"

"ปู่ไปอยู่กับพระเจ้าแล้ว" ยาย่าบอก จบเรื่อง เราถามพ่อพ่อก็บอกแต่ว่า "ปู่เป็นพ่อของพ่อ และพ่อรักปู่"

นี่ไม่ใช่ข้อมูลที่เราอยากได้ แต่จนบัดนี้ พ่อก็จะบอกแค่นี้ เป็นความซื่อสัตย์หรือเปล่าที่ทำให้พ่อเก็บความลับผู้ตายเอาไว้ หรือว่าแค่เพราะไม่มีอะไรจะเล่า? เรานอนแทบเท้าใครมาได้ยังไงตั้งหลายปีโดยจำรายละเอียดอะไรไม่ได้สักอย่างเดียว?

"ลูกรักยาย่าแน่สิ" พ่อบอก "ยาย่าเป็นย่าลูก" พ่อบอกเหมือนสิ่งนี้เป็นผลที่ตามมาเองโดยธรรมชาติ ทั้งที่ในใจเราแล้วแทบไม่ใช่เลย บางคนอาจจะร่วมสายเลือดกับเรา แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องรักเขา บทความในนิตยสารและรายการทอล์กโชว์ตอนกลางวันสอนว่าคนเราจะได้ความรักมาวันต่อวัน ครอบครัวของพ่อมีหลักการที่ใช้ไม่ได้อีกแล้ว การให้บ้านกับเศษเงินให้ลูกๆ ไม่เพียงพออีกต่อไป แต่คนที่ให้นั้นจะต้อง สนุก กับการทำอย่างนั้นด้วย สำหรับยาย่านั้นสายเกินไปแล้ว แต่ยังมีเวลาสำหรับพ่อที่ในสองสามปีต่อมาพ่อจะวิตกกังวลขึ้นมาก พ่อคอยดูแม่ที่ดึงดูดความสนใจในห้องนอนแล้วสงสัยว่าแม่ทำได้อย่างไร แม่อาจจะเหน็บแนมบ้างแต่พอควันจาง เราก็กลับไปแทบเท้าแม่ แย่งกันเรียกร้องความสนใจจากแม่อีก

ผมอยู่ปีสองตอนได้ข่าวยาย่าเสีย แม่โทรมาบอกผม ผมประคองโทรศัพท์ไว้ใต้คาง มือหนึ่งถือบุหรี่ อีกมือถือเบียร์ แล้วดูเวลา สิบเอ็ดโมงยี่สิบสอง เพื่อนร่วมห้องผมฟังอยู่ ผมอยากให้เพื่อนประทับใจว่าเป็นคนอ่อนไหวและซับซ้อน ผมจึงทิ้งตัวลงบนเตียงแล้วเสียใจให้สุดขีด "ไม่จริง" ผมครวญ "เป็นไปไม่ได้ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ" เสียงสะอื้นผมฟังเหมือนอ่านมาจากหน้าหนังสือ "อะฮา ฮา ฮา ฮา ฮา อะฮูฮาวฮาวฮาวฮาว" ผมเพิ่งอ่าน A Christmas Story ของทรูแมน คาโพทีจบ และพยายามเลียนแบบ "ผมรู้สึกเหมือนจิตวิญญาณส่วนหนึ่งของผมได้ฉีกขาดไป แล้วตอนนี้ผมก็เป็นเพียงว่าวตัวหนึ่ง" ผมพูดไปถูตาไปด้วยเพื่อพยายามเรียกน้ำตา

"ผมจะเดินไปตามมหาวิทยาลัยในบ่ายวันนี้ แล้วมองหาบนฟ้า หวังว่าจะได้เจอเมฆสองก้อนรูปร่างเหมือนหัวใจ"

"กูมีของให้มึงว่ะ เพื่อน" เพื่อนร่วมห้องบอก "เป็นของสำหรับมึงกับกูทั้งคู่ เพราะกูไม่รู้จะบอกยังไง แต่ยายกูเพิ่งตายไปไม่กี่เดือนก่อน น้องกูแวะไปซักผ้าแล้วก็เจอแกนอนตายหน้าถ้วยรางวัล เรื่องนี่ยากว่ะเพื่อน มึงกะกูมีเรื่องต้องเสียใจและกูมีของสำหรับปล่อยวิญญาณให้เป็นอิสระ"

การเยียวยาของเพื่อนคือยาสองชุด ถุงน้ำแข็ง และเข็ม เรานั่งมึนอยู่ในครัวหอพัก มีเด็กเอกอาชญากรรมคนหนึ่งเจาะหูให้เรา

ผมบินกลับบ้านวันรุ่งขึ้น พ่อก็บอกว่า "ไม่มีทางที่แกจะเข้าบ้านมากับตุ้มหู ไม่มีทาง"

ผมนั่งหลายชั่วโมงในที่จอดรถ ขู่ว่าจะนอนในรถตู้ ผมไม่ยอมทำตัวตามใจพ่อ "เวร!" ผมตะโกน "นาซี"

"นี่นะ" แม่บอก แม่เดินออกจากประตูมากับถาดมีทบอลชิ้นเท่าลูกหิน "ถอดตุ้มหูออก เราจะไปงานศพกัน แล้วก็ค่อยใส่กลับไปตอนก่อนขึ้นเครื่องบิน รูนั่นไม่หายไปเร็วนักหรอก เชื่อคำแม่เถอะ แม่อยากให้ทำอย่างนี้เพื่อพ่อ ได้ไหม?" แม่วางถาดบนกระโปรงรถแล้วหยิบมีทบอลมาลูกหนึ่ง พิจารณาดูพักหนึ่ง "แล้วอีกอย่างนะ ตุ้มหูดูงี่เง่ามากโดยเฉพาะเมื่ออยู่กับแว่นตา มันสื่อความสับสน ดูแล้วทุเรศใจ เอาตุ้มหูมาแล้วแม่จะเอาไปเก็บ แล้วแม่อยากให้เข้าบ้านแล้วมาช่วยแม่จัดแจงบ้าน พวกกรีกจะมาบ้านพรุ่งนี้แล้ว เราต้องซ่อนเหล้า"

ผมถอดต่างหูแล้วไม่ได้ใส่กลับอีกเลย เมื่อนึกกลับไปผมก็ละอายใจที่เลือกเอาเวลานั้นมาดื้อดึง พ่อเพิ่งเสียแม่คนเดียวไป และผมก็คิดเอาว่าพ่อคงเหมือนอย่างพวกเรา ที่ไม่ได้รู้สึกอะไรนอกจากโล่งหัวอก พ่อได้ถูกตัดขาดจากตะขอกรีกและสามารถจะล่องไปอย่างอิสระตามลำน้ำคึกคักของอเมริกาได้แล้ว ยาย่าไม่ได้ทิ้งเงินหรือบ้านช่องไว้ให้ ไม่มีตำราอาหารล้ำค่าหรือของเก่าเก็บมีค่า ไม่มีอะไรเลยนอกจากความรู้สึกปลดปล่อย แล้วนี่เป็นศักดิ์ศรีบทเรียนชนิดไหนกันเล่า? ผมอดคิดไม่ได้ว่ายาย่าคงเริ่มต้นด้วยจุดหมายที่สูงส่งกว่านี้ ตอนย่าเป็นสาวๆ ในกรีก ย่าคงหัวเราะกับเรื่องตลก และสุขใจกับการหลงรักนักก่อหินหนุ่มที่ชื่อเซอร์เซสหรือโพมิธีอุส พอรู้ว่าจะต้องถูกส่งตัวมาโลกใหม่ ผมหวังว่าย่าคงนึกฝันถึงชีวิตที่มีเค้กและคนรับใช้ ที่จะมีคนคอยขัดรองเท้าและรีดเงินให้ ชีวิตได้พิพากษาโทษให้ยาย่าต้องตายท่ามกลางคนแปลกหน้า ย่าใช้ช่วงปีท้ายๆ ไปกับการนั่งซึมและกระทืบเท้าภายในคอกแคบๆ กลิ่นอบอวล

"พอแม่เป็นอย่างนั้น แม่อยากให้ยิงแม่ทิ้ง ไม่ต้องถามอะไรทั้งนั้น" แม่กระซิบบอก "ถอดสายให้อาหารออก ปิดเครื่อง แต่ไม่ว่าอะไรก็ตาม อย่าได้ย้ายแม่มาอยู่ในชั้นใต้ดินบ้านลูก"

เราพยักหน้าตรงโลงศพ ทั้งน้องชาย พี่สาวน้องสาว และผม รู้ดีว่ากรณีของแม่จะไม่มีทางเป็นอย่างนั้น แต่พ่อของเราที่กำลังร้องไห้ตรงที่นั่งแถวแรก กรณีของพ่อจะเป็นเรื่องยากเย็นกว่านี้

* * *

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | Naked