* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปอ่าน
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | I Thought My Father was God
 
book I THOUGHT MY FATHER WAS GOD : Paul Auster (Editor)
ไก่

ฉันเดินไปตามถนนสแตนตันในเช้าวันอาทิตย์ มีไก่อยู่ข้างหน้าฉันห่างไปไม่กี่หลา ฉันเดินเร็วกว่าไก่จึงค่อยๆ ตามมันทัน พอเราใกล้ถึงอเวนิวที่แปด ฉันก็เข้าใกล้ไก่ตัวนั้น ไก่เลี้ยวไปทางใต้ที่ถนนสิบแปด พอถึงบ้านหลังที่สี่ มันเลี้ยวเข้าไปตามทางเดิน กระโดดขึ้นบันไดหน้า แล้วเอาปากเคาะประตูเหล็กแรงๆ สักประเดี๋ยวประตูก็เปิด และไก่ก็เดินเข้าบ้านไป

ลินดา เอลีแกนท์
พอร์ตแลนด์ โอเรกอน
 

จากความทรงจำ

ตอนนั้นฉันเป็นเด็กหญิงอายุสิบเอ็ด พักที่บรูคลิน พ่อเพิ่งเสียกะทันหันในหน้าร้อนปีนั้น ช่วงนั้นทั้งแม่ พี่ชาย และฉัน ลำบากกันมาก พี่ชายคนที่อายุสิบแปดไปเป็นทหารได้หนึ่งปีแล้ว พี่อีกคนอายุสิบสามทำงานเป็นเด็กส่งของหลังเลิกเรียนเพื่อหารายได้พิเศษที่จำเป็นแสนสาหัสกับเรา แม่ทำงานช่วงพ่อเพิ่งเสียใหม่ๆ แต่ทำได้พักเดียวก็ต้องเลิกเมื่อสุขภาพทรุดโทรมลง

พ่อเห็นคริสต์มาสเป็นเรื่องสำคัญเสมอ ตั้งแต่ฉันจำความได้ ต้นคริสต์มาสก็เป็นศูนย์รวมของการฉลองเทศกาล ที่มีพร้อมทั้งรางหญ้าและซานตาคลอส มีตุ๊กตาคิวพีเล็กๆ ตัวพิเศษที่มีกำมะหยี่สีแดงรอบๆ ซึ่งพ่อเก็บมันไว้ในกล่องต่างหาก ทุกคริสต์มาสพอเราเริ่มตกแต่งต้นไม้ พ่อจะมีพิธีการเล็กๆ ในการเอาตุ๊กตาตัวนี้ออกจากกล่องแล้วถือไว้ตรงหน้าฉัน พูดว่า "มาเรีย ตุ๊กตาตัวนี้อายุเท่าลูกเลย" แล้วพ่อจะแขวนคิวพีจิ๋วนี้กับต้นไม้

พ่อซื้อตุ๊กตาตัวนี้มาในปีที่ฉันเกิด และได้กลายเป็นธรรมเนียมอันไม่ตั้งใจ ที่พ่อจะแขวนคิวพีไว้บนต้นไม้เป็นเครื่องประดับอันแรกสุด ก่อนของตกแต่งอื่นใด

แต่คริสต์มาสปีนี้ เราไม่มีต้นไม้

แม่เป็นผู้หญิงที่มีเหตุผล แม่จึงตกลงใจว่าต้นคริสต์มาสเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยที่เราละได้ ตอนนั้นฉันคิดอยู่เงียบๆ ด้วยความเกลียดชังว่าต้นคริสต์มาสไม่มีความหมายกับแม่เท่าที่มีกับพ่อหรอก พี่ชายฉันอาจจะไม่พอใจ แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เขาก็ไม่ได้แสดงอาการใดออกมา

เราแวะไปโบสถ์ในคืนคริสต์มาสและเดินกลับบ้านในความเงียบ คืนหน้าหนาวนั้นกระจ่างงดงาม ทว่าฉันเห็นแต่หน้าต่างที่มีต้นคริสต์มาสประดับไฟตามทางที่เราเดินผ่านไป แสงอันร่าเริงทำให้ความขมขื่นของฉันรุนแรงขึ้น เพราะฉันเห็นภาพครอบครัวพร้อมหน้าที่เป็นสุขอยู่ในบ้าน กำลังหัวเราะกัน แลกเปลี่ยนของขวัญ นั่งในโต๊ะที่จัดวางจนเพียบ คุยกัน ตลกกัน หากปราศจากสิ่งเหล่านี้แล้ว คริสต์มาสคืนนั้นก็ไม่มีความหมายอะไรกับฉัน ฉันรู้ว่าเมื่อถึงบ้าน เราจะพบหน้าต่างมืดๆ คอยต้อนรับ เมื่อเราเข้าบ้าน เราจะได้อยู่ด้วยกัน แต่กลับโดดเดี่ยวมากขึ้นไปอีก แต่ละคนจะถูกทับถมด้วยความว่างเปล่าอันจับต้องได้ที่อยู่ในตัวเรา

ตอนเราผ่านบ้านเพื่อนฉันที่อยู่ห่างไปไม่กี่หลัง ฉันเห็นไฟในห้องรับแขกบ้านเพื่อนยังสว่างอยู่ จึงขอแม่แวะไปหาเพื่อนสักหน่อยก่อนกลับบ้าน แม่อนุญาต

แต่คืนนั้นฉันไม่ได้ไปบ้านเพื่อน

ฉันรอให้แม่กับพี่ชายเข้าบ้านแล้วมุ่งหน้าไปร้านพ่อที่อยู่ห่างไปห้าบล็อคใหญ่ๆ ร้านพ่อเป็นร้านขายของสดเล็กๆ อยู่หัวมุมถนนสี่สิบห้าตัดอเวนิวสิบเอ็ด อะไรบางอย่างทำให้ฉันอยากไปหน้าร้านที่มีความหมายกับพ่อมาก ถึงแม้ตอนนี้จะว่างทิ้งไว้รอให้คนมาเช่าก็ตาม ฉันรู้สึกว่าจะได้อยู่ใกล้พ่อมากขึ้น

ไม่มีผู้คนอยู่ในบริเวณนั้นเลย ในความมืดสนิท ฉันสังเกตเห็นเป็นครั้งแรกว่าค่ำคืนนั้นสวยมาก ทั้งหนาวเย็นและสดชื่น บนท้องฟ้าเต็มไปด้วยดาว ต้นคริสต์มาสตามหน้าต่างยังคงส่องแสงสว่าง แต่ดูจะไม่ส่งผลอย่างเดิมกับฉัน ผลที่ต่างไปนี้อาจเป็นเพราะความกล้าที่ออกมาอยู่ท่ามกลางความมืดคนเดียวเป็นครั้งแรก หรือความรู้สึกว่าจะได้อยู่ใกล้พ่อก็ได้ แต่จะเป็นอะไรก็ตามแต่ สิ่งนั้นทำให้ความรู้สึกเกลียดชังและเสียใจของฉันสงบลง

พอใกล้ถึงร้าน ฉันเห็นก้อนรูปร่างประหลาดก้อนใหญ่อยู่ริมทางเท้า ฉันชะงักหยุดนิ่ง จินตนาการเริ่มสั่งการจนฉันเกือบหันหลังกลับบ้าน แต่อะไรบางอย่างทำให้ฉันเดินต่อ พอเข้าใกล้ขึ้นจึงรู้ว่าก้อนนั้นไม่ใช่ปีศาจเลย แต่เป็นต้นคริสต์มาสที่เหลือทิ้งจากร้านข้างๆ ร้านพ่อ เป็นต้นไม้ที่ขายไม่ได้ ถูกทิ้งไว้ให้คนเก็บขยะหรือคนดูแลมาเก็บเอาไป

ฉันจำได้ว่าวิ่งไปที่กองต้นไม้นั้นทันที พยายามเลือกเอาต้นดีที่สุดเท่าที่จะเลือกได้ในความมืด ฉันเลือกต้นใหญ่มาก อาจจะสิบหรือสิบสองฟุต แต่จริงๆ คงไม่ใหญ่ถึงเพียงนั้น ฉันจับต้นไม้และดีใจที่สวมถุงมือผ้าสักหลาดหนาๆ มาด้วย ฉันกึ่งยกกึ่งลากของมีค่านี้กลับบ้าน

จิตใจฉันเต็มไปด้วยความเป็นคริสต์มาส ฉันรู้ว่าพ่อต้องมีส่วนในเรื่องนี้ ฉันไม่รู้ว่าได้อยู่ใกล้พ่อมากขึ้นในคืนนั้นจริงหรือไม่ แต่ดูเหมือนพ่อจะอยู่บนดวงดาวข้างบน อยู่ในทุกๆ หน้าต่างที่ส่องสว่าง และในต้นไม้ที่ฉันลากไป ฉันจำไม่ได้ว่าเจอใครระหว่างทางหรือไม่ คงจะมีบ้าง หากเป็นเช่นนั้นจริง คงเป็นภาพที่น่าประหลาดเอาการอยู่ของเด็กผู้หญิงที่ร้องเพลงคริสต์มาสเบาๆ กับตัวเอง ขณะลากต้นไม้ขนาดใหญ่กว่าตัวเป็นเท่า แต่ฉันไม่ได้ใส่ใจเลยว่าใครจะคิดอย่างไร

พอถึงบ้าน ฉันกดกริ่ง พร้อมจะต่อสู้ถกเถียงเรื่องเอาต้นไม้เข้าบ้าน พี่เปิดประตู ทำท่าตกใจแล้วถามว่า "ไปเอามาจากไหนน่ะ?" เราเอาต้นไม้เข้าบ้านแล้วพี่ก็หาที่ตั้งต้นไม้ เราตั้งต้นไม้ขึ้น แม่เข้ามาเห็นแต่ไม่ได้พูดอะไร แม่ไม่มีส่วนร่วมแต่ไม่ได้ห้ามเรา ถึงแม่จะรู้ว่าฉันไม่ได้ไปบ้านเพื่อนจริงๆ แม่ก็ไม่ได้พูดว่าอะไรจนคำเดียว

พอฉันกับพี่จัดการเรียบร้อย เราก็ถอยออกมาดูต้นไม้ สำหรับเราแล้ว ต้นไม้ต้นนี้ดีพร้อมไม่มีที่ติ ฉันตื่นเต้นมากจนให้อดนอนทั้งคืนมาตกแต่งมันก็ยังได้ แต่แม่ยืนกรานว่าดึกมากจะเที่ยงคืนแล้ว เราควรไปนอน

วันคริสต์มาสเกือบจบลงแล้ว ฉันแน่ใจว่าแม่ไม่เห็นดีงามด้วยในสิ่งที่ฉันทำ ฉันเริ่มรู้สึกผิด ด้วยคิดได้ทันใดว่าต้นไม้จะทำให้แม่ต้องเสียใจเพียงใด ความยินดีของฉันก็เริ่มอ่อนแรง

ฉันกำลังจะไปนอน จิตใจยังสับสนระหว่างความตื่นเต้นดีใจและความเศร้า ฉันเข้าไปดูต้นไม้อีกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่วันคริสต์มาสจะหมดไป

แม่ยืนอยู่หน้าต้นคริสต์มาส ถือกล่องใบเล็กที่เราคุ้นเคย ฉันไม่รู้ว่าแม่เห็นฉันที่ทางเดินหรือเปล่า แม่กำลังร้องไห้อยู่หรือเปล่า ?

มือแม่ดูจะสั่นตอนที่เปิดฝากล่อง แม่ถือเครื่องประดับนั้นในมือ แม่ไม่ได้มองที่ฉันแต่มองที่ต้นไม้

"มาเรีย" แม่บอกด้วยเสียงเกือบเป็นกระซิบ เสียงแม่ดูจะแปลกไป "... ตุ๊กตานี้อายุเท่าหนูเลย"

แล้วแม่ก็แขวนคิวพีบนต้นคริสต์มาส

แมรี เกรส เดมเบ็ค
เวสต์พอร์ต คอนเน็คติกัท

* * *

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | I Thought My Father was God