| สิงห์สาโท : วัฒน์ วรรลยางกูร |
เดือนกว่าที่เธอไม่ได้ขึ้นมาที่นี่ ชั้นห้าของแฟลตที่ไม่มีลิฟต์ ห้องริมสุดซ้ายมือแดนวิเวกของชายหนุ่มที่เธอวิเคราะห์ว่า เขาอยู่ในโลกแห่งความฝัน แต่กระนั้นเธอก็ตัดใจจากเขาไม่ได้สักที ตลอดสามปีที่ผ่านมา เธอไม่เคยห่างหายจากชีวิตเขานานเป็นเดือนอย่างนี้ เธอยืนนิ่งที่หน้าประตูบานเก่าคุ้นตามาตลอดสามปี มีรูปจิตรกรเอกของโลกมีผ้าพันแผลที่หู ตามตำนานรู้กันว่าเขาตัดหูให้โสเภณีที่ตนหลงรัก ชายหนุ่มผู้ฝังกายอยู่ในห้องวิเวกนี้ ครั้งหนึ่งก็ทำท่าจะตัดใบหูให้เธอเช่นกัน. . . อะไรจะขนาดนั้น ยืนนิ่งเพื่อเงี่ยหูฟังว่าเขาอยู่กับใครในห้อง อาจจะเป็นหญิงสาวสักคนซึ่งยอมรับโลกฝันของเขา และสวมเข้ามาตรงช่องว่างที่เธอถอยหนีไประยะหนึ่ง แต่ก็เงียบกริบ หน้าห้องมีแต่รองเท้าแตะฟองน้ำชนิดคีบคู่ที่เก่าจนฟองน้ำแข็งกระด้าง และพื้นรองเท้าสึกเป็นรอยนิ้วเท้า ไม่มีรองเท้าส้นสูง หรือรองเท้าแตะหนังประดับดอกไม้สวยๆ . . . โล่งอกไปที มันเป็นความรู้สึกแท้จริงที่เธอไม่อาจหลอกตัวเอง เธอได้ยินเสียงกัดฟันของเขา จำได้แม่น เพราะบางครั้งเสียงกัดฟันดังก้องข้างหู เมื่อเธอซุกหลับซบไหล่เขา เสียงกัดฟันที่ก่อนนั้นไม่เคยทำให้รู้สึกรำคาญ ต่อมากลับทำให้ทนไม่ได้ เธอวิเคราะห์ว่าเขากดดันเคร่งเครียดกับความคิดฝันของตนเอง . . . ความคิดฝันที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง แค่แง้มประตู กลิ่นคุ้นจมูกโชยออกมา เป็นกลิ่นเหล้าข้าวเหนียวหมักเองตามสูตรปู่ของเขา - เขาเคยคุยโอ่เช่นนั้น และมันทำให้เขาได้รับสมญาจากเพื่อนๆ ที่นิยมชมชอบมาดื่มดวดสุราพิเศษที่ห้องแห่งนี้ จากชื่อสิงห์ ที่ไม่ใช่สิงห์สั่งป่า สิงห์คะนองกรุง หรือสิงห์แดนเสืออะไรทั้งสิ้น แต่เป็น 'สิงห์สาโท' ตามที่เพื่อนๆ เรียก ไม่ใช่สิงห์ผู้บึกบึนเป็นชายชาตรี ตะลุยฝ่าเหล่าร้ายร่างยักษ์ แต่เป็นสิงห์สาโทผู้ผอมซีด นัยน์ตาฉ่ำเหล้าทั้งที่อายุเพิ่งขึ้นเลขสาม มีโรคประจำตัวคือหอบหืด (เขาอ้างว่าเป็นมาแต่รุ่นปู่อีกนั่นแหละ) แถมหัวใจมักเต้นไม่เป็นจังหวะ เนื่องจากเคร่งเครียดดื่มกาแฟเกินวันละแปดแก้ว จะเครียดกับอะไร ถ้าไม่ใช่เครียดกับการยึดติดความคิดฝันของตัวเอง - เธอวิเคราะห์เขาอย่างมั่นใจ กลิ่นสาโท เหล้าข้าวเหนียวหมักใหม่ๆ ก็หอมดีอยู่หรอก เขาอ้างว่ามันเป็นกลิ่นหอมของท้องทุ่งบ้านเกิด และก็ประหยัดดี เหมาะกับสถานะของคนที่จะเป็นศิลปินใหญ่ในอนาคตอย่างเขา - ช่างเพ้อได้เป็นตุเป็นตะ ในความเป็นจริงถึงเหล้าหมักเองจะหอมแค่ไหน แต่เมื่อมันกลายเป็นกลิ่นเหงื่อไคลหมักหมม ก็เหม็นแบบไม่เหมือนใคร เป็นกลิ่นเฉพาะของสิงห์สาโท (ที่เธอคงลืมได้ยาก หากตัดขาดกันไปจริงๆ) กลิ่นหมักหมมนั้นครอบครองบรรยากาศภายในห้องแคบที่การระบายอากาศไม่ค่อยดีนัก บานมุ้งลวดมีฝุ่นจับเขรอะ ทั้งที่ว่างเว้นจากการทำความสะอาดแค่เดือนเดียว ถ้าเธอไม่ช่วยทำให้แล้วใครจะทำ รวมทั้งพัดลมจอมทรหดตัวนั้น ฝุ่นและหยากไย่จับตะแกรงครอบใบพัดและตัวใบพัดจนน่ากลัวว่า เมื่อใบพัดหมุนก็จะเป่าฝุ่นเข้าไปในโพรงจมูกให้เขาต้องหอบหืด หรือเป็นหวัดอึดอัดหายใจไม่ออก ตรงหัวนอนมีโปสเตอร์โฆษณาหม้อหุงข้าวไฟฟ้า อันเป็นฝีมือการออกแบบและคิดถ้อยคำโฆษณาทั้งหมดโดยเขาเอง เมื่อครั้งยังประจำอยู่ฝ่ายครีเอทีฟของบริษัทโฆษณาเล็กๆ โชคร้ายเหลือเกินหลังโฆษณาชิ้นนั้นเผยแพร่ออกไป ยอดขายหม้อหุงข้าวรุ่นนี้ตกวูบวาบ เพราะเหตุอื่นใดไม่ทราบได้ บวกกับความขัดแย้งสั่งสมก่อนหน้า สิงห์จึงได้ออกมาหมักเหล้ากินเป็นงานหลักอย่างเดียว โดยมีเงินชดเชยก้อนหนึ่งเก็บไว้ใช้จ่าย โฆษณามหากาฬชิ้นนั้นพาดหัวว่า
หม้อหุงข้าวรุ่นนี้แม้จะยอดขายต่ำ แต่ก็ยังมีคนจดจำสมญาที่เรียกกันง่ายๆ ว่า "รุ่นควายยิ้ม" แทนชื่อรุ่นภาษาอังกฤษจำยาก เป็นควายยิ้มตามภาพที่สิงห์ได้ออกแบบสร้างสรรค์ด้วยความตั้งใจสุดชีวิต และลือกันว่าคำพูดทิ้งท้ายก่อนออกจากห้องประชุมสรุปความล้มเหลว สิงห์ประกาศว่า ถึงแม้หม้อหุงข้าวรุ่นนี้จะขายได้น้อยในปัจจุบัน แต่ในอนาคตนักสะสมของเก่าจะต้องถามหาหม้อหุงข้าวรุ่นควายยิ้ม อันมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร บางเสียงก็วิเคราะห์ไปอีกแบบว่า สาเหตุแท้จริงที่เขาต้องถูกให้ออกจากงาน เพราะมักนำเหล้าหมักเองไปแจกจ่ายเพื่อนร่วมงานช่วงอาหารกลางวัน ยังผลให้เมาซึม บ้างหลับคอพับคออ่อนไปตามกัน เป็นที่ผิดสังเกตของฝ่ายบริหาร เธอนั่งลงตรงปลายเท้า มองดูเขาหลับอย่างเวทนา คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | สิงห์สาโท |