*home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปอ่าน
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | Different Seasons
 
bookDIFFERENT SEASONS : Stephen King
แปลโดย Fay
ริต้า เฮย์เวิร์ทและชอว์แชงก์รีเดมป์ชัน

ผมเดาว่ามีคนแบบผมในคุกทุกรัฐในอเมริกา ผมเป็นคนที่หาของให้คุณได้ จะเป็นบุหรี่สั่งทำพิเศษ บุหรี่ยัดไส้กัญชาถ้าคุณชอบ หรือบรั่นดีสักขวดเอาไว้ฉลองวันที่ลูกชายหรือลูกสาวจบไฮสคูล และอีกเกือบทุกอย่าง... ถ้าอยู่ในขอบเขต แต่ก็ไม่เสมอไป

ผมมาชอว์แชงก์ตอนอายุเพิ่งยี่สิบ ผมเป็นหนึ่งในน้อยคนนักในครอบครัวเล็กๆ แสนสุขที่นี่ ที่ยอมรับว่าทำอะไรลงไป ผมฆ่าคน ผมทำประกันก้อนโตให้ภรรยาซึ่งแก่กว่าผมสามปี ผมจัดการกับเบรกรถเชฟโรเลต์คูเป้ที่พ่อเธอให้เป็นของขวัญแต่งงาน ทุกอย่างเป็นไปตามแผน แต่ผมไม่ได้วางแผนให้เธอหยุดรับผู้หญิงเพื่อนบ้านกับทารกน้อยระหว่างทางจากคาสเซิลฮิลไปตัวเมือง เบรกไม่ทำงาน รถพุ่งผ่านพุ่มไม้ขณะเร่งความเร็วอยู่ในเมือง คนเห็นเหตุการณ์บอกว่ารถวิ่งที่ความเร็วกว่าแปดสิบกิโลตอนชนฐานอนุสาวรีย์สงครามกลางเมืองแล้วลุกเป็นไฟ

ผมไม่ได้วางแผนว่าจะถูกจับได้เช่นกันแต่ผมก็ถูกจับ ได้บัตรผ่านประตูประจำฤดูกาลของสถานที่แห่งนี้ รัฐเมนไม่มีโทษประหารชีวิต แต่ทนายของรัฐจัดการให้ผมรับผิดชอบความตายทั้งสามด้วยโทษจำคุกตลอดชีวิตสามกระทง ซึ่งตัดโอกาสที่ผมจะได้รับการอภัยโทษใดๆ ไปอีกนาน ผู้พิพากษาเรียกสิ่งที่ผมทำว่าเป็น "อาชญากรรมสะเทือนขวัญอันชั่วช้า" ซึ่งจริง แต่มันเป็นอดีตไปแล้ว คุณค้นเรื่องได้ในแฟ้ม คอล สีเหลืองที่คาสเซิลร็อก พาดหัวข่าวการตัดสินโทษของผมดูน่าขันและโบราณ อยู่ข้างข่าวฮิตเลอร์ มุสโสลินี และพวกหน่วยงานตัวย่อทั้งหลายของเอฟดีอาร์

ถ้าคุณถามว่าผมได้ฟื้นฟูพฤติกรรมตัวเองแล้วหรือยัง? ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคำนั้นแปลว่าอะไร อย่างน้อยก็ในแวดวงของคุกและการดัดสันดาน ผมคิดว่านี่เป็นศัพท์ของนักการเมืองที่อาจจะมีความหมาย ซึ่งผมอาจปะเหมาะรู้ความหมายเข้าได้สักวัน แต่คงเป็นอนาคต... ซึ่งเป็นสิ่งที่คนคุกคอยเตือนตัวเองไม่ให้นึกถึง ตอนนั้นผมยังหนุ่ม ดูดี มาจากย่านจนๆ ในเมือง ผมไปทำผู้หญิงท้อง หล่อนน่ารัก เจ้าอารมณ์และหัวดื้อ พักในบ้านเก่าแก่ดูดีที่ถนนคาร์ไบน์ พ่อหล่อนยอมให้ผมแต่งงานถ้าผมทำงานกับบริษัทแว่นของเขา และ"ไต่เต้าขึ้นไป" ผมพบว่าที่จริงเขาคิดจะเก็บผมไว้ในกำมืออยู่ในบ้าน เหมือนผมเป็นสัตว์เลี้ยงที่อาจแว้งกัดเจ้าของซึ่งต้องเอามาฝึกให้เชื่อง ความเกลียดชังค่อยๆ สะสมจนทำให้ผมทำสิ่งที่ทำลงไป ถ้ามีโอกาสเลือกได้ ผมจะไม่ทำอย่างนั้นอีก แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่านี่แปลว่าผมได้ฟื้นฟูตัวเองแล้ว

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ผมอยากเล่าให้คุณฟังไม่ใช่เรื่องของผม แต่เป็นเรื่องของผู้ชายชื่อแอนดี้ ดรูเฟร ทว่าก่อนจะเล่าเรื่องแอนดี้ได้ ผมต้องอธิบายเรื่องบางเรื่องของผมก่อน ซึ่งกินเวลาไม่นาน

อย่างที่บอกแล้วว่าผมเป็นคนที่หาของให้คุณได้ในชอว์แชงก์มาเกือบสี่สิบปีแล้ว นั่นไม่ได้หมายถึงแต่ของลักลอบอย่างบุหรี่หรือเหล้าที่ติดอันดับต้นๆ ยังมีของนับพันให้คนที่ติดคุกที่นี่ บางอย่างก็ถูกกฎหมายทุกประการ แต่ยากที่จะเข้ามาในสถานที่ๆ คนถูกนำตัวมาลงโทษ มีคนหนึ่งเข้ามาเพราะข่มขืนเด็กและโชว์ของตัวเองให้เด็กๆ เห็น ผมเอาหินอ่อนเวอร์มอนต์สีชมพูให้เขาสามชิ้น เขาทำรูปสลักสวยๆ สามชิ้น เป็นทารก เด็กผู้ชายอายุประมาณสิบสอง และชายหนุ่มมีเครา เขาเรียกรูปสลักพวกนี้ว่า สามวัยของพระเยซูเจ้า ปัจจุบันรูปสลักนี้อยู่ในห้องรับแขกของคนที่เคยเป็นผู้ว่าการรัฐแห่งนี้

คุณอาจจำชื่อโรเบิร์ต อลัน โคทีได้ ถ้าคุณโตมาทางตอนเหนือของแมสซาชูเซตส์ เขาพยายามปล้นธนาคารเฟิสต์เมอแคนไทล์สาขาเมคานิกฟอลในปี 1951 การจับตัวประกันกลายเป็นเหตุการณ์นองเลือดหกศพ สองในหกเป็นพวกปล้น สามในนั้นเป็นตัวประกัน และหนึ่งในนั้นคือตำรวจหนุ่มที่โผล่หัวเข้าไปผิดจังหวะจึงโดนกระสุนเข้าที่ลูกตา โคทีสะสมเหรียญเงิน ที่นี่ไม่ยอมให้เขาทำอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ด้วยความช่วยเหลือจากแม่ของเขา และคนกลางอีกคนที่เคยขับรถบรรทุกซักรีด ผมก็หามาให้เขาจนได้ ผมบอกว่า บ็อบบี เอ็งบ้าแล้วที่สะสมเหรียญในโรงแรมหินที่มีแต่โจรอย่างนี้ เขายิ้มมองผมแล้วบอกว่าเขารู้ว่าจะเก็บของไว้ที่ไหน อย่าห่วงเลย เหรียญจะปลอดภัย เขาพูดถูกจริงๆ บ็อบบี้ โคทีเสียชีวิตด้วยเนื้องอกในสมองปี 1967 แต่เหรียญสะสมของเขาจะอยู่ที่ไหนก็ไม่เป็นที่ปรากฏ

ผมได้ช็อกโกแลตให้พวกผู้ชายวันวาเลนไทน์ ผมได้มิลค์เชกสีเขียวที่ขายในแมคโดนัลด์ช่วงวันเซนต์แพดดี้ให้เจ้าบ้าไอริชชื่อ โอ'มัลลีย์ ผมจัดหากระทั่งรายการโชว์ Deep Throat และ The Devil in Miss Jones ให้หนุ่มยี่สิบคนที่ลงขันกันเช่าหนัง ถึงผมจะต้องลงเอยด้วยการถูกขังเดี่ยวหนึ่งอาทิตย์จากความบ้าบิ่นเล็กๆ ครั้งนี้ก็ตาม นี่คือความเสี่ยงที่ต้องเจอจากการเป็นคนหาของ

ผมเคยได้ทั้งหนังสืออ้างอิง หนังสือเซ็กส์ ของล้อเล่นอย่างที่ช็อตมือหรือแป้งทำให้คัน ผมเคยเห็นคนต้องโทษนานๆ ได้กางเกงชั้นในจากภรรยาหรือแฟนบ้างเป็นครั้งคราว... และผมเดาได้ว่าคุณก็รู้ว่าผู้ชายที่นี่ทำอะไรกับของพวกนี้ในตอนกลางคืนที่เวลาผ่านไปเชื่องช้ายาวนาน ผมไม่ได้ได้ของพวกนี้มาฟรีๆ บางอย่างเป็นของราคาแพง แต่ผมไม่ได้ทำเรื่องพวกนี้แค่เพื่อเงิน เงินจะมีประโยชน์อะไรกับผม ผมไม่มีทางได้เป็นเจ้าของคาดิแล็ก หรือได้บินไปจาไมกาสองอาทิตย์ในเดือนกุมภาพันธ์ ผมทำสิ่งเหล่านี้ด้วยเหตุผลเดียวกับที่คนขายเนื้อต้องการขายแต่เนื้อสดใหม่ให้คุณ ผมมีชื่อเสียงและผมอยากรักษาเอาไว้ ผมไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยแค่สองเรื่อง คือปืนและยาเสพติดร้ายแรง ผมไม่ช่วยใครฆ่าตัวเองหรือฆ่าคนอื่น ผมมีเรื่องการฆ่าอยู่ในใจนานพอจะอยู่กับผมไปได้ทั้งชีวิต

ผมเป็นนีแมน มาร์คัส ดังนั้นเมื่อแอนดี้ ดรูเฟรมาหาผมปี 1949 ถามว่าผมจะแอบเอา ริตา เฮย์เวิร์ทเข้ามาในคุกให้เขาได้หรือไม่ ผมบอกว่าไม่มีปัญหาเลย ซึ่งก็ไม่มีจริงๆ

แอนดี้มาชอว์แชงก์ปี ค.ศ. 1948 ตอนอายุสามสิบ เขาตัวไม่สูง เป็นชายร่างเล็กที่ประณีตเรียบร้อย ผมสีทราย มีมือเล็กๆ ที่คล่องแคล่ว สวมแว่นตากรอบทอง เล็บตัดสั้นสะอาดเป็นนิจ ฟังดูน่าขันที่เราจดจำสิ่งเหล่านี้ได้ในตัวผู้ชายคนหนึ่ง แต่นี่เป็นภาพรวมของแอนดี้สำหรับผม เขาดูเหมือนคนที่น่าจะผูกเนกไทตลอดเวลา นอกคุกแอนดี้เป็นรองประธานแผนกทรัพย์สินของธนาคารพอร์ตแลนด์ นับว่าเป็นงานดีสำหรับคนหนุ่มเช่นเขา โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงว่างานธนาคารยึดติดแบบแผนเก่าๆ ขนาดไหน... ยิ่งในนิวอิงแลนด์ยิ่งหนักขึ้นสิบเท่า เพราะคนที่นี่ไม่เชื่อใจใครเรื่องเงิน เว้นเสียแต่คนนั้นจะหัวล้าน ดูหมดเรี่ยวแรง และคอยดึงกางเกงขึ้นมาตรงเอวเสมอๆ แอนดี้มาที่นี่เพราะฆ่าภรรยากับชู้รักของเธอ

ผมบอกแล้วว่าทุกคนในคุกล้วนแต่เป็นผู้บริสุทธิ์ พวกนี้อ่านไบเบิลเหมือนอย่างที่พวกทรงศีลอ่านบทประกาศคำสอนในทีวี พวกนี้ล้วนแต่เป็นเหยื่อของผู้พิพากษาใจหินหรือทนายไม่เอาไหน หรือการจัดฉากของตำรวจหรือจากโชคร้าย พวกนี้อ่านไบเบิล แต่เราเห็นคำสอนต่างชนิดในสีหน้าพวกเขา คนคุกส่วนใหญ่เป็นพวกชั้นต่ำที่ไม่ดีทั้งต่อตัวเองและต่อใครทั้งสิ้น ที่โชคร้ายที่สุดคือแม่ของคนพวกนี้ที่ดันอุ้มท้องจนครบกำหนดคลอด

ตลอดเวลาที่ผมอยู่ชอว์แชงก์ มีคนที่ผมเชื่อว่าบริสุทธิ์จริงๆ อย่างที่บอกอยู่ไม่ถึงสิบ แอนดี้ ดูเฟรเป็นหนึ่งในนั้น ถึงผมจะมาเชื่อในความบริสุทธิ์ของเขาเมื่อเวลาผ่านไปหลายปีก็ตาม ถ้าผมเป็นหนึ่งในลูกขุนที่ได้ฟังคดีของเขาที่ศาลสูงพอร์ตแลนด์ในช่วงหกอาทิตย์ที่ร้อนแรงในปี 1947-1948 ผมคงตัดสินให้เขาผิดเช่นกัน

คดีนี้เป็นคดีใหญ่ที่มีองค์ประกอบครบรสชาติ มีทั้งสาวสวยในวงสังคม (เสียชีวิต) นักกีฬาในท้องที่ (เสียชีวิตเช่นกัน) หนุ่มนักธุรกิจที่มีอนาคต และยังเรื่องอื้อฉาวต่างๆ ตามที่หน้าหนังสือพิมพ์พยายามนำเสนอ ฝ่ายฟ้องร้องมีคดีที่ชนะใสๆ ที่การพิจารณาคดีกินเวลานานขนาดนี้ก็เพราะทนายโจทก์วางแผนลงเลือกตั้งเป็นฝ่ายบริหาร และอยากให้ผู้คนได้เห็นหน้าค่าตาของเขาไปนานๆ คดีนี้เป็นละครสัตว์ทางกฎหมายที่ผู้ชมพากันต่อแถวตั้งแต่ตีสี่ในอุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์เพื่อจองที่ดู

ข้อเท็จจริงจากโจทก์ที่แอนดี้ค้านไม่สำเร็จคือ เขามีภรรยาชื่อ ลินดา คอลลินส์ ดูเฟร ที่สนใจเรียนกอล์ฟที่ฟาลเมาท์ฮิลคันทรีคลับเดือนมิถุนายน 1947 เธอเรียนสี่เดือน ผู้สอนคือเกลน เควนติน นักกอล์ฟโปรของฟาลเมาท์ฮิล เดือนสิงหาคม 1947 แอนดี้ระแคะระคายว่าเควนตินเป็นชู้กับภรรยา แอนดี้กับลินดา ดูเฟร มีปากเสียงรุนแรงตอนเที่ยงวันที่ 10 กันยายน 1947 เรื่องที่เธอไม่ซื่อสัตย์

เขาให้การว่าลินดาดีใจที่เขารู้เรื่อง เธอบอกว่าการทำลับๆ ล่อๆ นั้นน่าอาย เธอบอกแอนดี้ว่าวางแผนจะหย่าที่รีโน แอนดี้บอกว่าไปเจอกันในนรกดีกว่าจะเจอกันที่รีโน เธอไปค้างคืนกับเควนตินที่บังกาโลเช่าของเขาซึ่งอยู่ไม่ไกลสนามกอล์ฟ เช้าวันต่อมา หญิงทำความสะอาดเจอทั้งคู่เสียชีวิตอยู่บนเตียง ทั้งคู่ถูกยิงคนละสี่นัด

ข้อเท็จจริงข้อหลังสุดนี่เองที่ส่งผลร้ายกับแอนดี้มากที่สุด ฝ่ายโจทก์ที่มีความใฝ่ฝันทางการเมืองยกข้อนี้ขึ้นมาพูดทั้งในการกล่าวแถลงตอนต้นและในบทสรุปตอนจบ เขาบอกว่าแอนดี้ ดรูเฟร ไม่ใช่สามีมุทะลุที่แก้แค้นภรรยามีชู้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น แม้จะยกโทษไม่ได้แต่ก็เข้าใจได้ ทว่าการแก้แค้นนี้เลือดเย็นเหี้ยมโหดกว่านั้นมาก ทนายโจทก์คำรามใส่ลูกขุนว่า คิดดูเอา! สี่นัดกับสี่นัด ไม่ใช่แค่หกนัด แต่แปดนัด! เขายิงปืนจนหมดรังกระสุน... แล้วหยุดบรรจุลูกกระสุน เพื่อจะได้ยิงทั้งคู่ซ้ำอีก! พอร์ตแลนด์ซันพาดหัวว่า เขาสี่เธอสี่ ส่วนบอสตันรีจิสเตอร์ เรียกแอนดี้ว่า ฆาตกรอีเวน-สตีเวน

พนักงานโรงรับจำนำในเลวิสตันให้การว่าเขาขาย .38 รังกระสุนหกนัดให้แอนดี้ ดรูเฟร สองวันก่อนเกิดเหตุฆาตกรรมสองศพนี้ บาร์เทนเดอร์จากบาร์ในคันทรีคลับให้การว่าแอนดี้เข้าบาร์ตอนประมาณหนึ่งทุ่มวันที่ 10 กันยายน และซัดวิสกี้เพียวๆ ไปสามเป๊กในเวลายี่สิบนาที แอนดี้บอกบาร์เทนเดอร์ก่อนกลับว่าจะไปบ้านเกลน เควนติน และให้บาร์เทนเดอร์ "อ่านเรื่องต่อได้จากหนังสือพิมพ์" พนักงานอีกคนจากร้านแฮนดี้-พิก ที่อยู่ห่างจากบ้านเควนตินประมาณหนึ่งไมล์บอกศาลว่าดูเฟรเข้ามาตอนประมาณสองทุ่มสี่สิบห้าในคืนนั้น ซื้อบุหรี่ เบียร์สามคว็อต และผ้าเช็ดจานสองสามผืน ผู้ชันสูตรของเขตให้การว่าเควนตินกับดูเฟรหญิงถูกฆ่าระหว่างห้าทุ่มถึงตีสองของคืนวันที่ 10-11 กันยายน ตำรวจสืบสวนจากหน่วยสืบสวนกลางที่ดูแลคดีให้การว่าพบหลักฐานสามชิ้นในอาณาบริเวณเจ็ดสิบหลาของบังกาโลตอนเที่ยงวันที่ 11 กันยายน ชิ้นแรกคือขวดเบียร์เปล่านาราแกนเสทขนาดคว็อตสองขวด (มีลายนิ้วมือของจำเลย) ชิ้นที่สองคือก้นบุหรี่สิบสองมวน (ทั้งหมดเป็นยี่ห้อคูลส์ ยี่ห้อประจำของจำเลย) อย่างที่สามคือพิมพ์รอยยางล้อรถ (ตรงกับลวดลายยางรถพลีมัท 1947 ของจำเลยทุกประการ)

พบผ้าเช็ดจานสี่ผืนบนโซฟาที่ห้องนั่งเล่นในบังกาโลของเควนติน มีรูกระสุนทะลุและเขม่าดินปืนจับอยู่บนผ้า ตำรวจสอบสวนตั้งทฤษฎี (โดยไม่ไยดีกับคำคัดค้านอันปวดร้าวจากทนายของแอนดี้) ว่าฆาตกรห่อปากกระบอกปืนด้วยผ้าเช็ดจานเพื่อลดเสียงลั่นกระสุน

แอนดี้ ดรูเฟรขึ้นคอกพยานเพื่อปกป้องตัวเอง เขาเล่าเรื่องด้วยความสงบใจเย็นอย่างไร้อารมณ์ แอนดี้บอกว่าเริ่มได้ข่าวลือน่าอายเรื่องภรรยากับเกลน เควนตินตั้งแต่อาทิตย์สุดท้ายเดือนกรกฎาคม เมื่อกลุ้มใจจนทนไม่ได้จึงเริ่มสืบดูตอนปลายเดือนสิงหาคม เย็นวันหนึ่งลินดาบอกว่าจะไปชอปปิงที่พอร์ตแลนด์หลังเรียนกอล์ฟ แอนดี้จึงตามเธอกับเควนตินไปถึงบ้านเช่าชั้นเดียวของเควนติน (ที่หนังสือพิมพ์เรียกว่า 'รังรัก') แอนดี้จอดรถริมทางจนเควนตินขับรถพาเธอกลับมาคันทรีคลับที่รถของเธอจอดอยู่เมื่อสามชั่วโมงต่อมา

"คุณให้การว่าคุณขับรถพลีมัทซีดานใหม่เอี่ยมของคุณตามภรรยาไปใช่ไหม" ทนายโจทก์ซัก

"ผมสลับรถกับเพื่อนเย็นวันนั้น" แอนดี้ตอบ การยอมรับอย่างใจเย็นในการวางแผนติดตามอันรอบคอบครั้งนี้ไม่เป็นผลดีต่อแอนดี้ในสายตาลูกขุนแม้แต่น้อย

หลังจากคืนรถเพื่อนและเอารถตัวเองกลับมาแล้ว แอนดี้กลับบ้าน ลินดาอ่านหนังสืออยู่บนเตียง เขาถามว่าไปพอร์ตแลนด์เป็นอย่างไรบ้าง เธอตอบว่าสนุกดีแต่ไม่เจอของถูกใจ "ผมมั่นใจขึ้นมาตอนนั้นเอง" แอนดี้บอกผู้ฟังที่กำลังกลั้นใจ เขาพูดด้วยน้ำเสียงสงบ ห่างเหิน ตลอดคำให้การของเขา

"สภาพจิตใจคุณในช่วงสิบเจ็ดวันหลังจากนั้นจนถึงคืนที่ภรรยาของคุณถูกฆาตกรรมเป็นอย่างไร?" ทนายของแอนดี้ถาม

"ผมทุกข์ใจมาก" แอนดี้ตอบอย่างสงบ เยือกเย็น เขาพูดว่าคิดจะฆ่าตัวตายด้วยอาการราวกับคนกำลังทวนรายการสิ่งของที่ต้องซื้อ แอนดี้ถึงกับไปซื้อปืนที่เลวิสตันในวันที่ 8 กันยายน

ทนายของแอนดี้ขอให้เขาเล่าให้ลูกขุนฟังว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่ภรรยาจากไปหาเกลน เควนตินในคืนเกิดเหตุ แอนดี้เล่าให้ลูกขุนฟัง ซึ่งไม่มีอะไรจะทำร้ายภาพพจน์ของแอนดี้ได้มากไปกว่านี้

ผมรู้จักแอนดี้มาเกือบสามสิบปี บอกได้ว่าเขาเป็นคนใจเย็นสงบนิ่งที่สุดที่ผมเคยเห็น อะไรที่ถูกสำหรับเขา เขาจะให้คุณแต่ทีละน้อย อะไรที่ผิด เขาจะเก็บไว้มิดชิดข้างใน ถ้าแอนดี้มีด้านมืดในใจอย่างที่นักเขียนชอบเรียกกัน เราจะไม่มีวันรู้ แอนดี้เป็นผู้ชายชนิดที่หากฆ่าตัวตายก็จะไม่ทิ้งโน้ตไว้ แต่ก่อนทำเขาต้องสะสางปัญหาให้เรียบร้อย ถ้าเขาร้องไห้ในคอกพยานหรือมีน้ำเสียงเครือและมีท่าทีลังเล หรือแม้แต่ตะโกนใส่ทนายโจทก์จากวอชิงตันนั่น ผมก็ไม่เชื่อว่าเขาจะลงเอยด้วยโทษจำคุกตลอดชีวิต และถึงได้โทษนั้นเขาก็มีสิทธิ์ออกไปได้ในปี 1954 แต่แอนดี้กลับเล่าเรื่องเหมือนเทปบันทึกเสียง เหมือนจะบอกลูกขุนว่าเรื่องเป็นอย่างนี้ จะรับหรือไม่รับก็ตามใจ พวกลูกขุนไม่รับ

แอนดี้บอกว่าคืนนั้นเขาเมา บอกว่าเขาเมาบ้างไม่เมาบ้างมาตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม เขาเป็นคนดื่มเหล้าไม่เก่ง แน่ละแค่นี้ลูกขุนก็ไม่อยากเชื่อแล้ว ลูกขุนไม่เชื่อว่าชายหนุ่มสงบเย็นชาในชุดสูทสักหลาดสามชิ้นจะเมามายได้จากแค่เรื่องคบชู้สู่ชายของภรรยากับนักกอล์ฟในเมืองเล็กๆ แต่ผมเชื่อเพราะผมมีโอกาสเห็นแอนดี้ในสิ่งที่ชายหก หญิงหก ในคณะลูกขุนไม่ได้เห็น

แอนดี้ดื่มแค่ปีละสี่หนตลอดระยะเวลาที่ผมรู้จักเขา เขามาเจอผมที่ลานออกกำลังกายทุกปีประมาณหนึ่งอาทิตย์ก่อนวันเกิด และอีกครั้งประมาณสองอาทิตย์ก่อนคริสต์มาส ในแต่ละคราวเขาขอให้จัดหาแจ็กแดเนียลหนึ่งขวด เขาซื้อเหล้าด้วยวิธีเดียวกับที่คนคุกทั้งหลายซื้อของ คือด้วยค่าจ้างแรงงานทาสที่ได้รับที่นี่บวกเงินส่วนตัวเล็กน้อย ก่อนปี 1965 เราได้ค่าจ้างชั่วโมงละสิบเซนต์ ปี 65 ค่าจ้างขึ้นเป็นยี่สิบห้าเซนต์ ค่าต๋งเหล้าของผมคือสิบเปอร์เซนต์ และถ้าบวกค่าบริการเพิ่มกับราคาวิสกี้ดีๆ อย่างแบล็กแจ็ก เรารู้ได้ว่าแอนดี้ ดูเฟรต้องอาบเหงื่อกี่ชั่วโมงในห้องซักรีดในคุกเพื่อเอามาซื้อเหล้าปีละสี่หน

เช้าวันเกิดของแอนดี้ วันที่ 20 กันยายน แอนดี้จะซดรอบใหญ่หนึ่งรอบ และอีกหนตอนดับไฟคืนนั้น วันต่อมาเขาจะให้ส่วนที่เหลือในขวดกับผม ผมแบ่งไปทั่วๆ แอนดี้จะดื่มอีกขวดคืนวันคริสต์มาส และอีกหนวันส่งท้ายปี จากนั้นขวดนั้นจะมาถึงผมพร้อมคำสั่งให้ส่งต่อๆ ไป ปีละสี่หน นี่คือพฤติกรรมของคนที่ถูกเหล้ากัดกร่อนอย่างแรง แรงถึงเลือด

เขาบอกลูกขุนว่าคืนวันที่สิบ เขาเมามากจนจำเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ปะติดปะต่อ เขาเมาตอนเที่ยงวันนั้น "ผมดื่มไปสองเพื่อเรียกความกล้ามา" แอนดี้ว่าอย่างนั้นก่อนไปหาลินดา

พอเธอจากไปหาเควนติน เขาจึงตัดสินใจจะเผชิญหน้ากับทั้งคู่ ตอนเขาไปบังกาโลของเควนติน เขาเลี้ยวเข้าไปในคันทรีคลับไปดื่มอีกหน่อย เขาจำไม่ได้ว่าบอกบาร์เทนเดอร์ไปว่า "อ่านเรื่องต่อได้จากหนังสือพิมพ์" หรือกระทั่งว่าได้พูดอะไรกับบาร์เทนเดอร์ไปบ้าง เขาจำได้ว่าไปซื้อเบียร์ที่แฮนดี้-พิกแต่ไม่ได้ซื้อผ้าเช็ดจาน "ผมจะเอาผ้าเช็ดจานไปทำไม" แอนดี้ถาม หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งรายงานว่าลูกขุนสตรีสามคนถึงกับสั่นสะท้านต่อคำกล่าวนี้

หลังจากนั้นอีกนานมาก เขาคาดการณ์กับผมเรื่องพนักงานที่ให้การเรื่องผ้าเช็ดจาน ผมคิดว่าน่าจะยกคำที่เขาพูดมา "สมมติตอนที่หาพยาน" แอนดี้บอกวันหนึ่งที่ลานออกกำลังกาย "ก็ไปเจอเอาหมอนี่ที่ขายเบียร์ให้ผมคืนนั้น ตอนนั้นเรื่องเกิดมาได้สามวันแล้ว ข้อเท็จจริงของคดีอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ตำรวจห้าหกคนรวมทั้งไอ้เปรตจากสำนักงานโจทก์ไปรุมหมอนี่ ความทรงจำเป็นเรื่องแล้วแต่จะคิดนะ เรด พวกนั้นอาจเริ่มด้วย "เป็นไปได้ไหมว่าเขาซื้อผ้าเช็ดจานสี่ห้าผืนด้วย" แล้วเรื่องก็ไปต่อไป ถ้ามีคนมากพอต้องการให้เราเชื่ออะไรบางอย่าง มันก็เป็นตัวล่อใจได้แรง"

ผมเห็นด้วยว่าเป็นได้

"ที่ได้ผลไปกว่านั้น" แอนดี้ไตร่ตรองต่อไป "เพราะเป็นไปได้ที่พนักงานนั่นพลอยทำให้ตัวเองเชื่อไปได้ด้วยจริงๆ คดีนี้เป็นที่สนใจ นักข่าวถามคำถาม ลงรูปในหนังสือพิมพ์... และยังกลายเป็นดาราในศาล ผมว่าเขาไม่ได้จงใจแต่งเรื่องหรือให้การเท็จในศาล ผมว่าเขาน่าจะผ่านเครื่องจับเท็จฉลุย เอาแม่มาสาบานได้ว่าผมซื้อผ้าเช็ดจานจริงๆ ... แต่นั่นแหละ... ความทรงจำเป็นเรื่องแล้วแต่ใจคนอย่างวายร้าย"

"แต่ผมก็รู้ว่าถึงทนายผมจะคิดว่าผมโกหกมากกว่าครึ่ง แต่เขาไม่เคยเชื่อเรื่องผ้าเช็ดจานที่แค่คิดก็บ้าแล้ว ผมเมาอย่างหมา เมาจนคิดเรื่องเก็บเสียงปืนไม่ได้หรอก ถ้าผมจะยิงจริง ผมคงอยากให้เสียงดังมากกว่า"

เขาขับรถไปจอดข้างทาง เขาดื่มเบียร์สูบบุหรี่ ดูไฟห้องนั่งเล่นของเควนตินดับลง ดูไฟดวงเดียวสว่างขึ้นที่ชั้นบน... และดับลงอีกสิบห้านาทีต่อมา แอนดี้เดาเรื่องต่อได้

"มิสเตอร์ดูเฟร คุณเข้าไปในบ้านของเควนติน แล้วฆ่าทั้งสองคนหรือเปล่า" ทนายของเขาลั่นเปรี้ยง

"เปล่าครับ" แอนดี้ตอบ เขาบอกว่าสร่างขึ้นมาหน่อยตอนเที่ยงคืน เขารู้สึกเมาค้างจึงตัดสินใจกลับบ้านไปนอน และคิดเรื่องนี้ให้ถี่ถ้วนขึ้นในวันรุ่งขึ้น "ตอนที่ผมขับรถกลับบ้าน ผมคิดได้ว่าทางที่ดีที่สุดคือปล่อยให้เธอไปรีโนและหย่ากับเธอ"

"ขอบคุณ มิสเตอร์ดูเฟร"

ทนายโจทก์ตั้งคำถาม
"คุณหย่ากับเธอด้วยวิธีรวดเร็วที่สุดที่คุณนึกได้ใช่หรือไม่ คุณหย่าเธอด้วยรีโวลเวอร์ .38 ที่ห่อในผ้าเช็ดจานไม่ใช่หรือ"
"เปล่าครับ ผมไม่ได้ทำอย่างนั้น" แอนดี้ตอบด้วยความสงบ
"คุณยิงชู้รักทีหลังหรือ"
"เปล่าครับ"
"คุณยิงเควนตินก่อนหรอกหรือ"
"ผมไม่ได้ยิงใครสักคน ผมดื่มเบียร์สองคว็อตและสูบบุหรี่จำนวนมวนเท่าที่ตำรวจเจอ แล้วผมก็กลับบ้านไปนอน"
"คุณบอกลูกขุนว่าระหว่างวันที่ 24 สิงหาคมถึง 10 กันยายน คุณอยากจะฆ่าตัวตายใช่ไหม"
"ครับ"
"อยากจนถึงกับไปซื้อปืน"
"ครับ"
"คุณจะขัดใจไหม คุณดูเฟร ถ้าผมจะบอกว่าคุณดูไม่ใช่คนชนิดที่จะฆ่าตัวตายเลย?"
"ไม่ครับ" แอนดี้ตอบ "แต่คุณก็ดูไม่มีทีท่าว่าจะยินดียินร้ายกับความรู้สึกสักเท่าไหร่ ผมสงสัยอยู่ว่าถ้าผมคิดฆ่าตัวตาย ผมคงไม่เล่าปัญหาของผมให้คุณฟัง"

มีเสียงหัวเราะสั้นๆ เครียดๆ ดังขึ้นเล็กน้อยในศาล แต่ไม่ช่วยทำให้ลูกขุนให้คะแนนแอนดี้ขึ้นมาได้

"คุณเอา .38 ไปด้วยในคืนวันที่ 30 กันยายนหรือเปล่า"
"เปล่า ผมให้การไปแล้วว่า--"
"อ้อ ใช่ล่ะ" ทนายโจทก์ประชด "คุณโยนปืนทิ้งแม่น้ำใช่ไหม แม่น้ำรอยัลตอนเที่ยงวันที่เก้า"
"ครับ"
"หนึ่งวันก่อนการฆาตกรรม"
"ใช่ครับ"
"ฟังดูช่างพอเหมาะพอเจาะใช่ไหมล่ะ?"
"มันไม่ใช่เรื่องว่าพอเหมาะหรือเปล่า แต่เป็นเรื่องจริง"
"ผมเชื่อว่าคุณฟังคำให้การของร้อยโทมินเชอร์แล้ว" มินเชอร์ดูแลหน่วยที่พลิกแม่น้ำรอยัลใกล้สะพานพอนด์โรดที่แอนดี้ให้การว่าเขาโยนปืนทิ้งไป ตำรวจหาปืนไม่พบ
"ใช่ครับ คุณก็รู้ว่าผมฟังอยู่"
"คุณได้ยินเขาบอกศาลว่าไม่พบปืน ถึงจะค้นอยู่สามวันก็ตาม นี่ก็พอเหมาะพอเจาะอีกเหมือนกัน ใช่ไหมล่ะ"
"ถ้าไม่พูดเรื่องความพอเหมาะพอเจาะ ก็เป็นเรื่องจริงที่หาปืนไม่พบ" แอนดี้ตอบเรียบๆ "แต่ผมควรชี้แจงให้คุณทั้งสองและคณะลูกขุนเห็นว่าสะพานพอนด์โรดอยู่ใกล้จุดที่แม่น้ำรอยัลไหลไปที่อ่าวยาร์เมาท์ กระแสน้ำก็แรง ปืนอาจถูกพัดไปถึงปากแม่น้ำก็ได้"
 

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | Different Seasons

Copyright © 2001 faylicity.com