| THE GOOGLE STORY : David A. Vise
read by O |
![]() ความเรียบง่ายของกูเกิล และประสิทธิภาพในการค้นหาข้อมูลจำนวนมหาศาลในโลกอินเทอร์เน็ตได้รวดเร็วทันใจ ดูจะเป็นสิ่งดึงดูดผู้บริโภคอย่างเราๆ ให้แวะเวียนเข้าไปใช้บริการอยู่บ่อยครั้ง กูเกิลไม่ล่อหลอกให้ผู้ใช้หลงวนเวียนอยู่ในเว็บของตัวเป็นเวลานาน เพื่อประโยชน์จากการยัดเยียดสินค้าหรือขายแบนเนอร์โฆษณาครั้งแล้วครั้งเล่า ในทางตรงกันข้ามกูเกิลผลักไสผู้ใช้ไปยังลิงก์ข้อมูลอื่นทันทีที่ค้นพบ แนวความคิดที่ให้ฟรีหรือให้ผู้ใช้เลือกด้วยความเต็มใจ ไม่น่าอยู่รอดในตลาดระบบทุนนิยมเป็นใหญ่ แต่กูเกิลที่เป็นเพียงเสิร์ชเอนจิ้นอันเล็กๆ กลับกลายเป็นบริษัทดอทคอมที่มีมูลค่าสูงมหาศาลในเวลาอันสั้น กลายเป็นศัตรูที่ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ใจสั่นถึงความมั่นคงในอนาคต กูเกิลเกิดจากแนวคิดของนักศึกษาปริญญาเอกด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ 2 นายจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในปี 1996 แลร์รี เพจ และเซอร์กี บริน ค้นพบว่า เครื่องมือค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต (Seach Engine) ที่มีอยู่ในช่วงนั้นทำงานแย่มาก ส่วนใหญ่ใช้วิธีค้นหาข้อมูลแบบนับคำในหน้าเว็บ เช่น หากพิมพ์คำว่า car ลงไป หน้าที่ปรากฏก่อนจะเป็นหน้าที่มีคำว่า รถ บรรจุอยู่สูงสุด ความสัมพันธ์ของคำที่ค้นหาและเนื้อหาในข้อมูลไม่เกี่ยวข้องเท่าไร หนักไปกว่านั้น บางเว็บจัดอันดับผลการค้นหาเพราะโฆษณา เช่น กรณีที่คุณจ่ายค่าโฆษณาให้เว็บ เว็บจะขึ้นลิงก์บริษัทคุณให้เป็นอันดับแรก คุณภาพของเสิร์ชเอนจิ้นจึงด้อยลงโดยปริยาย เพจและบรินจึงเกิดความคิดว่าควรออกแบบเสิร์ชเอนจิ้นที่มีประสิทธิภาพ เร็ว และจัดอันดับผลการค้นหาจากความสัมพันธ์ของเนื้อหาเป็นหลัก สิ่งแรกที่อยู่ในความคิดพิลึกของเพจคือต้องดาวน์โหลดเว็บในอินเทอร์เน็ตทั้งหมดลงในคอมพิวเตอร์ ทั้งสองจึงเสนอโครงงาน Backrub (ชื่อของกูเกิลในตอนเริ่มต้น) กับอาจารย์เพื่อจะใช้เงินทุนและทรัพยากรโรงเรียน (บริจาคโดยบิล เกตต์) เพจและบรินออกแบบโปรแกรมเก็บข้อมูลเว็บไซด์ (web crawler) และออกแบบการค้นหาข้อมูลอาศัยความเกี่ยวข้องของเว็บเพจ (PageRank) นอกจากนั้นยังคำนึงให้โปรแกรมค้นหารวดเร็ว โดยออกแบบให้หน้าเว็บแสดงผลโหลดง่าย ไร้องค์ประกอบของเว็บนรก ในส่วนของคอมพิวเตอร์ที่เป็นแหล่งเก็บข้อมูลมหาศาล ก็ถูกออกแบบให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อการคิดคำนวน วิธีง่ายๆ ของพวกเขาคือการซื้อคอมพิวเตอร์ราคาประหยัดไม่มียี่ห้อ นำชิ้นส่วนมาแกะสิ่งไม่จำเป็นออก ดัดแปลงและประกอบใหม่เรียงขึ้นเป็นชั้น (rack) เชื่อมต่อและควบคุมทุกอย่างด้วยกูเกิลแวร์ที่เขียนขึ้นเองทั้งหมด (พวกเขาเปลี่ยนชื่อโครงการเป็น Googol ซึ่งเป็นจำนวนทางคณิตศาสตร์ หมายถึงเลข 1 แล้วตามด้วยเลข 0 อีกหนึ่งร้อยตัว แต่ความที่สะกดผิดแบบไม่ได้ตั้งใจ Googol จึงลงทะเบียนเป็น Google) กูเกิลพัฒนาตัวเองอย่างเรียบง่ายออกใช้ในมหาวิทยาลัย และเมื่อมีคุณภาพน่าพอใจ การแนะนำจึงเกิดขึ้นแบบปากต่อปาก จำนวนผู้ใช้ที่สูงขึ้นทำให้ค่าใช้เริ่มจ่ายสูงขึ้นตามลำดับ พวกเขาต้องการปริมาณฮาร์ดแวร์เพื่อรองรับข้อมูลและพัฒนาความบกพร่องของโปรแกรมต่อไป วิธีเดียวที่จะมีเงินทุนทำต่อคือเสนอโครงการแก่บริษัทอื่น แต่ไม่ต้องแปลกใจถ้าแนวความคิดของกูเกิลที่ฟรีและคิดคำนึงถึงประโยชน์ผู้ใช้ก่อน จะไม่เข้าตากรรมการ ยาฮู, อัลต้าวิสต้า ยักษ์ใหญ่ด้านเสิร์ชเอนจิ้นในยุคนั้นปฏิเสธข้อเสนอที่ไม่เอื้อประโยชน์ทางกำไรให้ตัวเอง บริษัทอื่นมองว่ากูเกิลเป็นเพียงเสิร์ชเอนจิ้น คงไม่มีทางทำเงินหรือยิ่งใหญ่ได้ในโลกออนไลน์ ความเชื่อมั่นในเรื่องคุณภาพมาก่อน ทำให้เพจกับบรินไม่ย่อท้อ ทั้งสองหยุดเรียน ออกมาทำเองด้วยเงินทุนที่หาได้ทีละน้อย กูเกิลเป็นบริษัทที่รู้ตัวว่ามีทุนน้อย จึงหาวิธีประหยัดทุกรูปแบบ พวกเขาเชื่อว่าถ้าโปรแกรมมีคุณภาพสูง คนย่อมหันมาใช้เว็บ เคล็ดลับของกูเกิลจึงเกิดจากการพัฒนาตัวเองโดยแท้ น่ามหัศจรรย์นักที่จนถึงปัจจุบันนี้ กูเกิลเป็นบริษัทที่ไม่มีค่าใช้จ่ายทางการตลาดหรือค่าโฆษณาตัวเองเลย แต่ความสำเร็จเกิดขึ้นเพราะการบอกของผู้ใช้แบบปากต่อปาก ปี 1999 กูเกิลได้รับเงินสนับสนุน 25 ล้านเหรียญจากบริษัทลงทุน 2 แห่ง แม้เงินจะมากขึ้นแต่กูเกิลยังขาดทุนมหาศาล เพราะบริษัทไม่มีรายได้จากโฆษณา เพจและบรินเริ่มตระหนักว่าในไม่ช้ากูเกิลคงต้องเข้าสู่ระบบแบบบริษัทอื่นๆ นั่นคือหารายได้จากโฆษณา ด้วยความที่ไม่อยากให้คุณภาพในเว็บลดน้อยถอยลง พวกเขาจึงออกแบบระบบโฆษณาที่มีแต่ข้อความล้วนๆ ปรากฏอยู่ทางด้านขวาในหน้าค้นหา แล้วเขียนคำว่า ลิงก์ผู้สนับสนุน และยังมีการจัดลำดับผู้โฆษณาด้วยระบบความสัมพันธ์เกี่ยวข้อง เช่น เมื่อค้นหาคำว่า รถ หน้าผลลัพธ์จะแสดงโฆษณาเกี่ยวกับรถด้วย แต่ลำดับของโฆษณาใดขึ้นก่อนขึ้นอยู่กับความนิยมที่ผู้ใช้กดไปที่ลิงก์นั้นบ่อยครั้ง กูเกิลวางระบบละเอียดทุกขั้นตอน เปิดโอกาสให้มีการประมูลโฆษณาออนไลน์ที่ราคาเริ่มต้นเพียงไม่กี่บาท เจ้าของกิจการเล็กใดก็เข้าไปใช้บริการได้ง่าย บริษัทใหญ่ๆ ที่คิดจะเอาเงินทุ่มเพื่อโฆษณาและหวังว่าชื่อบริษัทตนจะขึ้นมาก่อน จึงไม่ประสบความสำเร็จ คนใช้เองไม่ทันรำคาญกับโฆษณา และหลายคนแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีโฆษณา ได้แต่สงสัยว่าเว็บนี้อยู่ได้อย่างไร เชื่อหรือไม่ว่าแนวคิดที่เน้นผู้ใช้เช่นนี้ ทำให้กูเกิลขายโฆษณาแบบข้อความล้วนๆ และขายระบบสนับสนุนการค้นหาข้อมูลผ่านเครือข่ายอื่นๆ จนมีรายได้จากไม่กี่ล้านเหรียญเป็น 1.5 พันล้านเหรียญ ในปี 2003 และ 3.2 พันล้านเหรียญในปีถัดมา และกลายเป็นบริษัทที่มูลค่าในตลาดหุ้นสูงสุดเป็นอันดับสี่ (ณ เดือนสิงหาคม 2005) หนังสือเล่มนี้เล่าประวัติกูเกิลตั้งแต่เป็นวุ้นจนเติบโตเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีสาขาในภาษาต่างๆ ทั่วโลก และยังเล่าวัฒนธรรมเฉพาะในวิถีทำงานที่น่าสนใจ กูเกิลมีโครงการใหม่ออกมาเสมอ ตั้งแต่กูเกิล เอิร์ธ ค้นหาภาพถ่ายทางอากาศ กูเกิลพรินต์ ข้อมูลห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลก และล่าสุดกำลังช่วยนักวิทยาศาสตร์คำนวณเพื่อถอดแผนที่จีโนมในมนุษย์ เพราะกูเกิลมีฮาร์ดแวร์ทรงพลังที่สุดในโลก กูเกิลจะเป็นอย่างไรไม่ทราบได้ในโลกอนาคต แต่ที่ผ่านมา คุณภาพและความเชื่อใจของผู้ใช้คงเริ่มมาจากคติประจำบริษัทที่บอกว่า "Don't Be Evil." เกี่ยวกับผู้เขียน David A. Vise เดวิด เอ. ไวส์ เป็นนักข่าวระดับรางวัลพูลิตเซอร์ของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ไวส์เคยเขียนหนังสือ 3 เล่ม เล่มหนึ่งที่ติดอันดับนิวยอร์กไทมส์ คือ The Bureau and the Mole The Google Story : David A. Vise
เรื่องราวของกูเกิล เดวิด เอ. ไวส์ แปลโดย วิภาดา กิตติโกวิท ประพันธ์สาส์น ๒๕๔๙ "Google is interesting not just because of Web search, but because they're going to try to take that and use it to get into other part of software," Gates told Fortune. "If all there was was search, you really shouldn't care so much about it. It's because they are a software company. In that sense, they are more like us than any one else we have ever competed with." Copyright © 2005 faylicity.com |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑ ธันวาคม ๒๕๔๘ |