* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน
 
book THE UNDERGROUND MAN : Mick Jackson
read by O


Book CoverO, how wonderful to be an apple tree - to know one place in the world.
To be both fixed and fruitful. To know what one is about.

ผมหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านด้วยความสนใจอยู่ประการหนึ่ง คือเมื่อนานมาแล้วเคยผ่านไปแถวแถบน็อตติ้งแฮมเชียร์ บ้านเกิดของโรบินฮู๊ด เจอปราสาทหลังหนึ่งชื่อว่า Welbeck Abbey มีคนเล่าตำนานของบ้านให้ฟัง ว่าบ้านหลังนี้มีอายุเกือบเก้าร้อยปี ในสมัยที่เป็นที่อยู่ของดยุคแห่งพอร์ทแลนด์ที่ห้า William John Cavendish Bentinck-Scott ในช่วงปี 1860 ตอนที่เขามีอายุ 54 ปี เขาได้จ้างคนมาสร้างเครือข่ายอุโมงค์ขนาดยักษ์ออกจากใต้ตัวบ้านโดยรอบแปดทิศทาง โดยอุโมงค์ที่ยาวที่สุดมีความยาวถึง 15 ไมล์ และมีอุโมงค์อยู่ทิศหนึ่งยาวถึง 10 ไมล์ไปโผล่ในเขต Worksop ซึ่งมีสถานีรถไฟเดินทางเข้ากรุงลอนดอน เวลาเขามีธุระเดินทางไปไหน เขาก็จะอาศัยอุโมงค์ใต้บ้านเป็นทางออกสู่โลกภายนอก อุโมงค์นั้นมีขนาดใหญ่มาก รถเทียมม้าสามารถวิ่งผ่านไปมาได้ถึงสองคัน ใต้อุโมงค์ก่อผนังอิฐอย่างดี ตามทางมีช่องแสงเป็นกระจกวงกลมขนาดสองนิ้วต่ำจากพื้นดินประมาณสองฟุตอยู่เป็นระยะ ชั้นใต้ดินของบ้านถูกสร้างเป็นห้องต่างๆ ที่มีขนาดใหญ่โตมากมาย เช่นห้องบอลรูม ห้องบิลเลียด ห้องสมุด หรือมีกระทั่งโรงขี่ม้าที่เรียกว่า Tan Galllop ชีวิตส่วนตัวของท่านดยุคเองก็พิลึกพิลั่น ชอบเก็บตัวอยู่คนเดียว ไม่สุงสิงหรือยุ่งเกี่ยวกับใคร มีเรื่องราวสารพัดที่เป็นตำนานเล่าลือถึงเขา ว่ากันว่าในช่วงสุดท้ายของชีวิต เขาเลิกพูดกับคนทุกคนแม้แต่คนในบ้านเอง หน้าห้องของเขาจะมีกล่องสองกล่องแขวนอยู่ กล่องหนึ่งสำหรับใส่ข้อความส่งออก อีกกล่องหนึ่งรับข้อความนำเข้า นี้เป็นวิธีที่เขาสื่อสารกับคนในบ้าน คือเขียนตัวหนังสือลงในกระดาษแทน หลายคนเชื่อกันว่าเขาบ้า บางคนก็บอกว่าเขาป่วยอย่างรุนแรง แต่เขาจะบ้าจริงหรือเปล่าไม่มีใครรู้ ผมเสียดายที่คราวนั้นไม่ได้มีโอกาสเข้าไปชมปราสาทหลังนั้น (ในปัจจุบันนี้ได้เปลี่ยนเป็นโรงเรียนสำหรับฝึกทหาร) เพราะถ้าตอนนั้นได้เข้าไป ผมอาจจะเข้าใจมากขึ้นว่าท่านคิดอะไรอยู่ในสมัยนั้น ผนังเก่าแก่ของตัวบ้านคงฟ้องเรื่องราวให้ปรากฏแก่สายตา ความรู้สึกที่จับได้อย่างน้อยคงเหมือนคำข้างบนที่บอกว่า...to know what one is about....

หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวที่แต่งขึ้นจากชีวิตของท่านดยุคแห่งพอร์ทแลนด์ที่ห้าคนนี้ หนังสือไม่ได้เอ่ยถึงประวัติของเขา แต่เป็นการเขียนความรู้สึกนึกคิดในลักษณะลงบันทึกประจำวัน ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน ไปจนถึงวันที่ 5 มีนาคม โดยตั้งชื่อในแต่ละบทไว้ว่า From His Grace's Journal สลับกับอีกมุมมองหนึ่ง คือเรื่องราวบันทึกในส่วนของคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของท่านดยุค เช่น หมอของเขา คนรับใช้ คนสวน แม่บ้าน คนในหมู่บ้านแถบนั้น และเพื่อนๆ ที่เขารู้จัก เป็นมุมมองที่คนอื่นมองตัวเขาซึ่งตรงนี้เวลาได้อ่านแล้วเจอบทบรรยายที่คนอื่นคิดและรู้สึก จากพฤติกรรมแปลกๆ ที่เขาแสดงออกมาก็ถึงกับหัวเราะ เพราะว่าแต่ละคนเล่าได้ตลกดี อย่างเช่น ชาวบ้านคนหนึ่งเชื่อว่าเขาเก็บตัวเพราะเขาเป็นโรคซิฟิลิส หรือครั้งหนึ่งคนทำความสะอาดประจำบ้านพูดถึงท่านดยุค เธอบอกว่าเธอจำเขาได้ดีอยู่สามเรื่อง เรื่องแรกคือวันหนึ่งตอนที่เธอพบเขานั่งซึมอยู่ที่บันไดลงไปสู่โถงข้างล่าง แล้วเขาไม่รู้หรอกว่าเธอเป็นใครแต่ถามเธอว่าเคยเห็นรถเข็นคันหนึ่งไหม เมื่อเขาอธิบายเสร็จเธอจึงพาไปดู แล้วเขาก็บอกให้เธอเข็นรถให้หน่อยโดยที่ตัวเองกระโดดขึ้นไปนั่งซนหน้ารถ หรือครั้งที่สองที่เขาแอบไปนั่งในลิฟท์ขนถ่าน หน้าตาดำปี๋จนเมื่อเธอพบเข้า ตกใจจนเกือบร้องออกมา เมื่อถาม เขาตอบกลับว่ามาฟังเสียงคนขุดถ่านหินที่อยู่ลึกลงไปในชั้นใต้ดิน และครั้งสุดท้ายตอนเธอเดินผ่านในสวน แล้วพบขากางเกงเกี่ยวต้นไม้ใหญ่ทำให้เขาอยู่ในสภาพที่ห้อยหัวลงมา เธอถามว่าต้องการความช่วยเหลือไหม เขาตอบว่าไม่เป็นไร เธอทำงานของเธอไปเถอะ แล้วพูดทำนองว่าเดี๋ยวขากางเกงก็ทนน้ำหนักเขาไม่ไหวเองจำต้องหล่นลงมา จนในที่สุดเธอต้องไปตามคนมาช่วย

เรารู้จักความประหลาดของเขาจากเรื่องราวที่คนอื่นเห็น แต่ในทางกลับกันเมื่อมาอ่านในมุมมองของเขา การรับรู้ของเขาที่มีต่อโลก ความลุ่มหลงในสิ่งที่คนอื่นไม่เข้าใจ กลับพบว่าชายคนนี้น่าทึ่งและน่ารักมาก และที่สนุกคือวิธีการคิดเรียงลำดับของเขา ต้องชมคนแต่งหนังสือเล่มนี้ แจ็คสันมีวิธีบรรยายและใช้ภาษาที่ถึงอารมณ์ เขาทำให้ผมทึ่งในความเชื่ออย่างจริงจังของท่านดยุค บทบันทึกกลับใช้ภาษาที่เรียบง่ายและนิ่ง แต่สื่อออกมาด้วยถ้อยคำอันแจ่มชัด และมีเหตุมีผลแบบวิทยาศาสตร์ ไม่เหมือนคนไม่สบายเป็นบ้าพูด [ถ้าอยากเห็นวิธีเขียนแบบคนไม่ปกติเขียน แนะนำให้อ่านเรื่อง The Sound and the Fury หนังสือของวิลเลี่ยม โฟลค์เนอร์ อ่านแล้วต้องเอามือกุมหัว หรือถ้าอยากอ่านแบบคนปกติดี แต่เขียนได้น่าเวียนหัว (สำหรับผม) ก็ต้องอ่าน Ulysses หนังสือของเจมส์ จอยส์] สิ่งเดียวที่รู้สึกว่าแปลกไป ก็คือความสัมพันธ์ในแต่ละหัวข้อที่เขาคิด ผมไม่อยากจะเล่าถึงรายละเอียดว่าเขาคิดอะไร และมันสัมพันธ์กันอย่างไรในความคิดของตัวเอง เพราะจะทำให้หมดสนุกกับการอ่าน แต่จะยกตัวอย่างให้ฟัง เช่นเรื่องแอปเปิล กระดูก แผนที่ สรีระของร่างกาย เหรียญ ปลาวาฬ สมอง ช่องว่างบนฟ้า และอุโมงค์ เป็นต้น แจ็คสันไม่เพียงแต่สร้างเสน่ห์ให้ตัวละครได้อย่างสมจริง เขาพัฒนาโครงเรื่องได้น่าติดตาม ไม่แปลกเลยที่เขาจะมีอาชีพเป็นผู้กำกับก่อนจะมาเขียนหนังสือ เพราะถ้าอ่านถึงช่วงหลังของเล่ม แล้วคุณรู้ว่าท่านดยุคทำอะไรกับตัว คุณอาจจะต้องเอามือกุมท้องเพราะหยุดหัวเราะไม่ได้ หนังสือเล่มนี้อ่านสนุกมาก เหมาะสำหรับ (ผม) คนที่อิจฉาแอปเปิลที่รู้จักที่ทางของตัวเองบนโลก เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาแบบที่ท่านดยุคบอกว่า..We are all the prisoners of our own skin. We are entomed in flesh and blood.


Welbeck Abbey Before 1900

เกี่ยวกับผู้เขียน Mick Jackson มิก แจ็กสัน เกิดเมื่อปี 1960 ในเกรท ฮาร์วู๊ดประเทศอังกฤษ เป็นผู้กำกับภาพยนตร์และนักเขียนบทภาพยนตร์ The Underground Man เป็นหนังสือเล่มแรกของเขา ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังสือที่ได้รับการเสนอให้ชิงรางวัล Booker Prize ในปี 1997 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองไบร์ทตัน

The Undeground Man: Mick Jackson
ISBN 0-330-34956-2 Picador (1997) £6.99, 266 pages

I have no idea how an apple tree works. The quiet machine beneath the bark is quite beyond my ken. But, like the next man along, I find Imagination always willing to leap into Ignorance's breach...

The tree roots, I imagine, play a major part - managing somehow to soak up the richness of the earth. I picture this richness drawn slowly up the trunk, pumped out along every branch.

No doubt the sun and the rain are also involved, their warmth and moisture in some way being essential to the constitution of the tree. But hoe the richness of the earth, the sun and the rain come together to produce
(i) a perfect blossom, then
(ii) a small apple-bud - well, that remains a mystery to me. P.1

The Underground Man. . Mick Jackson

Copyright © 2001 faylicity.com

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๔