* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน
 
book A STAR CALLED HENRY : Roddy Doyle
read by SleepyO


Book CoverMy mother looked up at the stars. There were plenty of them up there.
She lifted her hand. It swayed as she chose one. Her finger pointed.

-There's my little Henry up there. Look it.

ผมไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือที่มีโครงเรื่องเกี่ยวกับการสูญเสียของคนในครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องราวชีวิตครอบครัวของคนไอริช ต่อให้มีคนบอกว่าตลกและน่ารักอย่างไร ก็จะเกิดอาการเกร็งเป็นพิเศษ ทั้งที่ทราบว่าชนชาตินี้มีอารมณ์ขันสูง มีเหตุอยู่สองประการ คือ หนึ่ง ผมเป็นคนใจเสาะ สอง หนังสือที่เขียนโดยชาวไอริชมักจะตีแผ่รากเหง้าของมนุษย์ได้อย่างละเอียดลออ (แนะนำให้อ่านหนังสือของ Maeve Binchy หรือหนังสือของเจมส์ จอยส์ เล่มไหนก็ได้) อ่านแล้วแตะใจซาบซึ้งและเศร้า แต่ก็มีบางเรื่องเหมือนกันที่ไม่สามารถเปลี่ยนความรันทดให้เป็นความตลก (ผมแพ้เรื่องราวของเด็ก) อย่างเช่นเรื่อง Angela's Ashes ที่เขียนโดย Frank McCourt อ่านได้แค่ครึ่งเล่มเท่านั้น ส่วนหนังสือของรอดดี้ ดอยล์ กลับยังไม่เคยอ่านทั้งที่มีคนแนะนำอยู่หลายครั้ง หน้าปกของหนังสือเล่มหนึ่ง Paddy Clarke Ha Ha Ha แม้ชื่อจะดูน่าสนุก แต่ภาพของเด็กน้อยโหนตัวลงมาทำให้ผมผลัดวันกับเขาอีกครั้ง ทั้งหมดนี้เชื่อว่าเป็นเพราะชาวไอริชนั้นเก่ง มีสำเนียงในการเล่าเรื่องและการถ่ายทอดความ อาจเป็นเพราะพวกเขาเติบโตมากับเรื่องราวของการต่อสู้ดิ้นรนทางสังคมและชนชั้น การปฎิวัติภายในประเทศเมื่อต้นศตวรรษที่ผ่านมายังคงมีอิทธิพลจนถึงปัจจุบัน การได้เผชิญหน้ากับความยากจนรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง จึงฝังแน่นกลายเป็นวัฒนธรรมแห่งความโศกในสายเลือด

แม่เอามือชี้ดาวบนฟ้า พอความสั่นของมือนิ่งสนิทลง ก็ก้มบอกลูกน้อยที่ล้อมอยู่ตรงหัวกะไดริมบ้านโทรมๆ ..นั่นไง....เฮนรี่น้อยของแม่ หนังสือเปิดเรื่องในภาคแรกแบบนี้ เราพบกับเฮนรี่ที่หนึ่งสองสามและชื่ออื่นๆลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้าเหนือเมืองดับลิน หนังสือไม่ได้เล่าว่าเพราะอะไรลูกๆของเมโลดี้ แนชถึงเสียชีวิต แต่บอกกล่าวอารมณ์ที่สูญเสียผ่านความเหงาของถ้อยคำและดวงดาว ผู้เขียนเล่าเรื่องทั้งหมดผ่านชีวิตของเด็กน้อยคนหนึ่งที่ชื่อ เฮนรี่ สมาร์ท เขาเป็นอีกเฮนรี่หนึ่งของครอบครัวสมาร์ท แต่เป็นดาวที่รอดชีวิตและอาศัยอยู่บนพื้นโลก น้ำเสียงของเขาในเรื่องโดดเด่นมาก เป็นพวกใช้ถ้อยคำเล็กน้อยแต่รุ่มรวยความหมายและมุมมอง และที่สำคัญคืออารมณ์ขัน อันเกิดจากความบริสุทธิ์ใสในความไร้เดียงสาของเด็ก อย่างตอนหนึ่งที่เขาพูดอย่างเคืองๆถึงดวงดาวข้างบน

พระเจ้าเอาพี่ๆผมไปหมด พวกเขามาและจากไปก่อนที่บางคนจะมีชื่อด้วยซ้ำ พระเจ้าเอาเด็กเหล่านั้นไปช่วยจุดไฟให้สว่างในยามค่ำคืน แล้วพระเจ้าก็ทิ้งเด็กอื่นๆเต็มไปหมดไว้ให้แม่ โดยเฉพาะประเภทที่เหลือขอ น่าเกลียด เสียงดัง คนที่พระเจ้าไม่ต้องการ -คนที่จะเติบโตโดยไม่มีอะไรจะกิน

เฮนรี่เล่าประวัติของครอบครัวตั้งแต่เขาเกือบๆใกล้เกิด" I'm getting there..I'm getting there." ในปี 1901 ตอนต้นของศตวรรษที่ยี่สิบ พูดด้วยท่าทีเฉลียวฉลาดผสมอารมณ์ขันอยู่สม่ำเสมอ พ่อของเขาเองก็มีชื่อว่าเฮนรี่ สมาร์ทเป็นคนพิการใช้ขาเทียมไม้เป็นอาวุธ มีอาชีพคุมซ่องและเป็นมือปืนรับจ้างตามรายชื่อในกระดาษโน้ต แม่เมโลดี้ แนช เป็นสาวดับลินทำงานร้อยลูกปัดในโรงงาน ทำงานเจ็ดวันแบบแทบไม่มีวันหยุด เรื่องบังเอิญรักของพ่อกับแม่ เรื่องคุณยายนักอ่านและเรื่องพี่น้องที่เฮนรี่เล่า เป็นเสน่ห์น่ารักของหนังสือในภาคแรกมากทั้งที่เมื่อพิจารณาความจริงที่สะท้อนสังคมชาวไอริชที่เขาอยู่นั้น น่าจะเป็นเรื่องหัวเราะไม่ออกมากกว่า เฮนรี่กับน้องชายวิคเตอร์คนที่เขาผูกพันและรักมาก ออกมาผจญภัยเป็นเด็กข้างถนน ตั้งแต่เฮนรี่อายุห้าขวบ น้องชายอายุสองขวบ พ่อทิ้งเขาไว้กับน้องชายและขาไม้ซึ่งเป็นใบเกิดของเขา ส่วนแม่หายสาบสูญ ชีวิตดิ้นรนบนท้องถนนทำให้เฮนรี่ต้องลักเล็กขโมยน้อย เขาเอาตัวรอดไปวันๆเพื่อไม่ให้โดนจับ แต่เฮนรี่เป็นเด็กชอบเรียนรู้ ผมชอบตอนที่เขาไปขอเรียนหนังสือในโรงเรียน(อยู่ในบทแปลลองอ่าน) ซึ่งชีวิตนักเรียนของเขากับน้องสิ้นสุดแค่สองวัน เพราะความโหดร้ายของสังคม ผู้เขียนแยบยลมากในการสอดแทรกจิตสำนึกที่แท้ของเฮนรี่ที่ต้องทำทุกอย่างไปด้วยความจำเป็นบังคับ เพราะนี้ไม่ใช่หนังสือการผจญภัยสนุกสนานแบบฮัคเคอเบอรี่ ฟินน์ แต่เป็นการผจญภัยตลกขมขื่นแบบเฮนรี่ สมาร์ท เพราะที่แท้แทบจะเรียกได้ว่านี้เป็นชีวิตของผู้ก่อการร้าย หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่เกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์การปฎิวัติของชาวไอริช คราบเลือดและหยาดน้ำตาจากการต่อสู้จึงแฝงอยู่ในกำแพงทุกซอกที่เฮนรี่ดำเนิน

ภาคที่สองของหนังสือ เป็นการกล่าวถึงชีวิตตอนที่เฮนรี่มีอายุ 14 ปี เป็นทหารประจำกองทหารของประชาชน (Irish Citizen Army) เป็นคนโปรดของเจมส์ คอนเนลลี่ ผู้นำกองกำลังกลุ่มแรงงาน (Irish Labour Movement) เหตุการณ์ในช่วงนี้เป็นการเล่าตั้งแต่วันแรกของการปฎิวัติ Easter Rising ในปี 1916 ดอยล์นำชีวิตของเฮนรี่ซึ่งเป็นตัวละครมาขยับขยายในส่วนประวัติศาสตร์ที่ใช้ตัวละครจริงของไอร์แลนด์ มีข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือจากโทนการเล่าของเฮนรี่ที่สร้างไว้ในเชิงสนุกแบบยุคใหม่ตั้งแต่ต้น (คือถ้าไม่บอกว่าเรื่องนี้เกิดมาปีไหน ผมก็คงนึกว่ายุคปัจจุบัน) ทำให้ช่วงที่สองที่เป็นเรื่องจริงอ่อนยวบลงขาดอารมณ์ร่วมในตัวละคร มีทหารและประชาชนมากมายโผล่ขึ้นมาจนไม่รู้ใครเป็นใคร มีการยิงกันแหลกราญจนกระสุนแทบทะลุหนังสือ แต่ผู้เขียนก็พาคนอ่านผ่านรอดไปถึงภาคที่สามของหนังสือด้วยอารมณ์ขันของเฮนรี่อยู่ดี อย่างตอนหนึ่งเฮนรี่บ่นเรื่องในชีวิตการเมืองไว้อย่างน่าตลก เขาบอกว่ารบรบกันไป รบเสร็จแต่ละคนก็ได้ตำแหน่งทางการเมือง และตัวเขาล่ะได้อะไร

''Griffith became Minister for Home Affairs and Count Plunkett got Foreign Affairs. Brugha got Defense, the Countess got Labor and Mr. Gandon got Commercial Affairs and the Sea. Henry Smart got wet.''

ร็อดดี้ ดอยล์ให้สัมภาษณ์ว่าเขาจะเขียนหนังสือชีวิตของเฮนรี่นี้เป็นชุด trilogy สามเล่ม หนังสือเล่มนี้จึงเป็นเล่มแรกในการผจญภัยของ The Last Roundup เรื่องจบลงเมื่อเฮนรี่อายุยี่สิบปี แต่ความทรงจำของเฮนรี่ยังไม่จบ น้องชาย พ่อ ขาเทียมและคนที่เขารัก ยังคงดำเนินและต้องติดตามต่อไป

หมายเหตุการอ่าน: ซื้อหนังสือเล่มนี้ด้วยเงินโครน (ออกเสียงว่า โครน่า) ที่สนามบินอะลันด้าในประเทศแถวๆตอนเหนือของยุโรป มีคำเตือนว่าประเทศแถบนี้นิยมเขียนสิ่งต่างๆด้วยภาษาท้องถิ่น แม้แต่ในร้านหนังสือ ส่วนใหญ่หนังสือจะเป็นภาษาพื้นเมืองฉบับที่แปลมาจากภาษาอังกฤษ ซึ่งแปลและออกจำหน่ายรวดเร็วพอๆกับต้นฉบับจริง ส่วนหนังสือภาษาอังกฤษนั้นมีน้อยมาก คาดว่าประเทศแถบนี้ นักแปลคงมีรายได้ดีและสูง หนึ่งโครน่าเท่ากับสี่บาทห้าสิบ หนังสือปกอ่อนเล่มนี้ราคา 580.50 สตางค์ ถ้าซื้อเมืองไทยจะประมาณ 350 บาทไม่เกิน แนะนำให้พกหนังสือไปด้วยถ้าไปแถบประเทศนี้

เกี่ยวกับผู้เขียน Roddy Doyle เกิดเมื่อปี 1958 เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงของไอร์แลนด์ เขียนหนังสือมา 5 เล่ม ดังนี้ The Commitments, The Snapper, The Van, The Woman Who Walked into Doors และ Paddy Clarke Ha Ha Ha ซึ่งเล่มหลังทำให้เขาได้รับรางวัล Booker Prize ในปี 1993

A Star Called Henry: Roddy Doyle
ISBN 0-09-928275-5 Vintage (2000) KR129.00, 342 pages

-ผมชื่อเฮนรี่ สมาร์ท!
-ผมชื่อเฮนรี่ สมาร์ท! หนึ่งเดียวที่เป็นเฮนรี่ สมาร์ท
ผมจ้องมองก๊าซที่เกาะกลุ่มแล้วกระจายหายไปของดวงดาว
ผมตะโกนจนกระทั่งมองไม่เห็นเงาของดวงดาวพาดท้องฟ้าสีเข้มของค่ำคืนนี้อีก จนทุกสิ่งหายไปบนนั้น ผมได้ฆ่าพี่ชายของผมอยู่ทุกคืน P.35

A Star Called Henry . . Roddy Doyle

Copyright © 2001 faylicity.com

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๑๕ เมษายน ๒๕๔๔