Sachar (อ่านออกเสียงตามผู้เขียนว่า แซคเค่อร์) เริ่มต้นเล่าเรื่องเด็กชายคนหนึ่งที่ชื่อ Stanley Yelnats (อ่านตัวอักษรนามสกุลถอยหลังมาด้านหน้าจะได้ชื่อแรก) เขาเป็นเด็กตัวโต จิตใจดีและไม่มีความสุขกับการไปโรงเรียน เนื่องจากถูกเพื่อนแกล้งและล้อเลียนอยู่เสมอ วันหนึ่งระหว่างเดินกลับบ้านมีรองเท้าคู่หนึ่งตกลงมาจากฟากฟ้า เขาถูกจับในข้อหาขโมยรองเท้าสำหรับการประมูลเพื่อช่วยเหลือเด็กยากจนของนักกีฬาชื่อดัง จนถูกส่งตัวไปขึ้นศาลเด็ก และศาลก็ตัดสินว่าเขากระทำผิดต้องได้รับโทษ ซึ่งโทษของเขาคือการไปเข้าโรงเรียนดัดสันดาน แต่โรงเรียนแห่งนี้กลับกลายเป็นแคมป์กลางทะเลทรายชื่อ Camp Green Lake ที่ไม่มีทั้งความเขียวของต้นไม้ และไม่มีกระทั่งน้ำในทะเลสาบ
สแตนเลย์เชื่อว่าตัวเองไม่ได้ทำผิดอะไร นอกจากอยู่ผิดที่ผิดเวลา เหมือนกับเรื่องราวของบรรพบุรุษสแตนเลย์คนอื่นๆ และความคิดใสซื่อหลายครั้งของเขาทำให้คนอ่านซึ่งเป็นผู้ใหญ่ต้องหยุดคิด แซคเค่อร์เล่าเรื่องเก่ง เขาจะไม่บอกอะไรล่วงหน้า พอเราอยากรู้เรื่องปัจจุบันของสแตนลีย์ในแคมป์ เขาก็จะตัดสลับกลับไปเล่าเรื่องราวที่เป็นตำนานในอดีต ผมชอบส่วนที่เล่าเป็นตำนานต่างๆ คล้ายนิทาน ตั้งแต่เรื่องการโดนคำสาปแห่งความโชคร้ายของตระกูลเยลแนทส์ ซึ่งเล่ามาตั้งแต่ปู่ของปู่ของปู่ในประเทศแลตเวียที่ลืมคำสัญญากับแม่เฒ่า หลังจากแม่เฒ่าบอกให้อุ้มลูกหมูไปแช่น้ำศักดิ์สิทธิ์บนภูเขาทุกวัน ร้องเพลงให้ฟังแล้วตัวมันจะโตขึ้น เพราะปู่อยากได้หมูอ้วนตัวใหญ่ที่สุดไปขอหมั้นสาวในหมู่บ้าน หรือเรื่องเล่าตำนานของเมืองกรีนเลคเมื่อหนึ่งร้อยสิบปีที่แล้ว อันมีผลต่อเนื่องมาจนเหลือแคมป์กักกันแล้งฝนในปัจจุบัน เรื่องเล่าทั้งหมดนี้จะถูกผูกเข้าหากันอย่างชาญฉลาดในตอนท้าย อ่านแล้วได้ข้อคิดบริสุทธิ์ตลอดระยะเวลาแห่งการผจญภัย
Being bitten by a scorpion or even a rattlesnake is not the worst thing that can happen to you. You won't die. Usually. Sometimes a camper will try to be bitten by a scorpion, or even a small rattlesnake. Then he will get to spend a day or two recovering in his tent, instead of having to dig a hole out on the lake. But you don't want to get bitten by a yellow-spotted lizard. That's the worst thing that can happen to you. You will die a slow and painful death. Always. There is nothing anyone can do to you anymore.
ย้อนกลับไปที่แคมป์เมื่อสแตนเลย์มาถึง เขาค้นพบว่าแคมป์นี้ที่แท้เป็นเพียงเตนท์ขนาดใหญ่สีเทาหกหลัง เหนือเตนท์แต่ละหลังมีชื่อเรียงเป็นตัวอักษรจาก A ไปถึง F ห้าหลังแรกเป็นเตนท์สำหรับเด็กที่กระทำความผิด และหลังสุดท้ายเป็นที่พักของผู้ปรึกษาประจำเตนท์ นอกเหนือจากนั้นมีบ้านของผู้อำนวยการควบคุมค่ายแห่งนี้ มีต้นไม้ใหญ่สองต้นระหว่างบ้าน มีอาคารเล็กที่เรียกว่าห้อง'หักพัง'สำหรับทานอาหารและพักผ่อน นอกเหนือจากนั้นแล้วก็เป็นที่เก็บข้าวของเครื่องใช้อาหารกระป๋องที่จำเป็น ที่นี้ไม่มีรั้ว ไม่มียาม และไม่มีแหล่งน้ำใกล้เคียงในระยะหนึ่งร้อยไมล์ มีแต่พวกสัตว์เลื้อยคลานตัวเขียวจุดเหลือง มีสีตาวาวแดงก่ำคอยดูแลความสงบในพื้นที่ด้วยพิษร้าย เหตุนี้เองจึงไม่มีใครคิดอยากจะหลบหนี สแตนเลย์อาศัยอยู่ในเต็นท์ D กับเพื่อนร่วมกลุ่มที่มาอยู่ก่อนเขาจำนวนหกคน ในนี้มีเด็กตัวเล็กที่สุดไม่ช่างพูดชื่อ ซีโร่ ผู้ซึ่งกลายมาเป็นเพื่อนสนิทกับเขาในภายหลัง เด็กทุกคนมีหน้าที่ต้องทำงานอย่างหนึ่งทุกวัน เพราะความเชื่อของผู้ใหญ่เจนโลกที่ว่า 'ให้เด็กขุดหลุมทุกวันวันละหนึ่งหลุม จะเป็นการฝึกฝนเพื่อเสริมสร้างลักษณะนิสัยที่ดี จะทำให้พวกเขาที่เป็นเด็กเกเรกลับกลายเป็นเด็กดีในกาลข้างหน้า" งานนี้ดูไม่หนักหนาอะไรเพราะคงดีกว่าไปอยู่ในคุก แต่เด็กทุกคนก็ต้องตื่นแต่ตีสี่ครึ่ง เพื่อจะได้ขุดหลุมให้เสร็จก่อนแสงแดดจะร้อนมากจนเผาตัวไหม้ หลุมที่ว่านี้ต้องขุดให้มีความลึกห้าฟุตเท่ากับความยาวของขนาดเสียม และมีความกว้างเป็นเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดใหญ่เท่ากันกับความลึก เรียกว่าต้องวางเสียมในแนวขวางได้ทั้งอัน หลังจากนั้นทุกคนจะทำอะไรก็ได้จนถึงเวลาอาบน้ำสี่นาทีในตอนเย็น การขุดหลุมนี้มีกฎเกณฑ์ประจำค่ายอยู่ข้อหนึ่งคือ ถ้าใครขุดเจออะไรที่น่าสนใจ ให้นำไปให้ผู้ปรึกษาและถ้าผู้อำนวยการพอใจในสิ่งที่เจอ เด็กคนนั้นจะได้หยุดพักทำงานทั้งวัน ได้อาหารและน้ำมากเป็นพิเศษ
จนกระทั่งวันหนึ่งสแตนเลย์พบหลอดสีทองขนาดเล็กอันหนึ่งในหลุมที่เขาขุด ข้างใต้มีรูปหัวใจสลักตัวหนังสือไว้ว่า KB เขารู้สึกเหมือนเคยเห็นมันที่ไหนมาก่อนแต่นึกไม่ออก ความเป็นผู้มาที่หลังทำให้เขาต้องยกความดีความชอบให้แก่ผู้นำกลุ่มที่มีสมญานามว่าเอ็กซเรย์ ผู้อำนวยการจอมโหดจึงยอมออกมาปรากฎกายเป็นครั้งแรก บ่อยครั้งเธอมาเฝ้าให้กำลังใจแต่ก็สั่งให้คนที่เหลือขุดลึกและหนักกว่าเดิม ขุดกันจนค่ายเหมือนพื้นบนโลกพระจันทร์ สแตนเลย์เป็นคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่าขุดกันผิดที่ เขาเริ่มสงสัยว่าการขุดหลุมครั้งนี้ต้องแฝงด้วยการหาอะไรสักอย่าง และนี้เป็นจุดเริ่มต้นตำนานแสนสนุกของหนังสือเล่มนี้
หมายเหตุการอ่าน: ข้างล่างนี้เป็นรางวัลที่แซคเค่อร์ได้รับจากหนังสือ Holes มาทราบเอาเมื่ออ่านจบ แต่ถึงไม่ได้รับรางวัลใดใดก็ต้องบอกว่านี้หนังสือเล่มนี้ดี อ่านสนุกจนพลิกมือไม่ทัน
Awards
1999 Newbery Medal; 1998 National Book Award for Young People's Literature; A Christopher Award for Juvenile Fiction; An ALA Notable Book; An ALA Best Book for Young Adults; An ALA Quick Pick for Young Adults; A New York Times Book Review Notable Children's Book of the Year; A Bulletin of the Center for Children's Books Blue Ribbon Book; A School Library Journal Best Book of the Year; A Publishers Weekly Notable Children's Book of the Year; A Riverbank Review 1999 Children's Book of Distinction; A New York Public Library Children's Book of 1998-100 Titles for Reading
เกี่ยวกับผู้เขียน Louis Sachar
หลุยส์ ซาชาร์ เกิดเมื่อปี 1954 เป็นชาวนิวยอร์ก ครอบครัวย้ายไปตั้งถิ่นฐานในแคลิฟอร์เนียตอนเขาอายุได้ 9 ปี จบปริญญาตรีที่เบิร์กลีย์ สาขาเศรษฐศาสตร์ ในระหว่างที่เป็นนักศึกษาเขาได้สมัครเป็นผู้ช่วยครูฝึกหัดอยู่ในโรงเรียนสอนชั้นประถม ซึ่งที่นี้เองทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจอยากจะเขียนหนังสือให้เด็กๆ อ่าน หลังจากนั้นเข้าเรียนจนจบโรงเรียนกฎหมายในซานฟรานซิสโก เขียนหนังสือเล่มแรก เรื่อง Sideways Stories from Wayside School ในปี 1978 และเล่มอื่นๆ เกือบยี่สิบเล่ม ปัจจุบันเป็นนักเขียนหนังสือเด็กเต็มตัว
Holes: Louis Sachar
ISBN 0-7475-4459-X, 1998, Bloomsbury £5.99, 233 pages
หลุม หลุยส์ ซาชาร์ แปลโดย แมกไม้ อิมเมจ ๒๕๔๖
But it would be boring to go through all the tedious details of all the changes in their lives. Instead, the reader will be presented with one last scene, which took place almost a year and a half after Stanley and Hector left Camp Green Lake.
You will have to fill in the holes yourself. p.230
Holes
. Louis Sachar
Copyright © 2001 faylicity.com