* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก
 
book คนไม่รู้หนังสือ : อีวาร์ ลู-ยูฮันส์ซอน

Book Coverจอร์จกับเลนนี่ใน เพื่อนยาก (Of Mice and Men) ของสไตน์เบคมีความฝันที่น่าจับใจว่าสักวัน พวกเขาจะไม่ต้องเร่ร่อนไป แต่จะมีบ้านหลังเล็กๆ กับที่ดินสองสามเอเคอร์ มีวัว หมู ไก่ และกระต่าย มีสวนผัก และในวันที่ฝนตกในฤดูหนาว พวกเขาก็จะก่อไฟในเตาผิงและนั่งฟังเสียงน้ำฝนตกกระทบหลังคาในบ้าน--บ้านที่เป็นของเขาเอง สำหรับคนที่ต้องหางานทำเรื่อยไปไม่มีหลักแหล่ง ความฝันเช่นนี้ย่อมเป็นฝันที่สวยงามและชื่นชูใจ น่าเสียดายที่จอร์จและเลนนี่ไปไม่ถึงความฝันนั้น หาก เพื่อนยาก จะบอกถึงความฝันของคนหนุ่ม คนไม่รู้หนังสือ ก็เป็นเรื่องความฝันที่สมฝันแล้วของชายวัยกลางคน หนังสือเล่มนี้บอกเรื่องของครอบครัวชาวไร่ที่กำลังจะมีที่ดินทำกินเป็นของตัวเองเป็นครั้งแรก ไม่ต้องไปรับจ้างแลกค่าแรงน้อยนิดให้เจ้าของที่ดินอีกต่อไป การมี "บ้านเป็นของตัวเอง" นี้มาพร้อมกับอิสรภาพ ปัจเจกภาพ หนี้สิน ความหวังระคนความกังวลต่อผืนดินใหม่ และที่เรื่องนี้เล่าได้น่าประทับใจเป็นพิเศษ ก็เพราะเรื่องในหนังสือเป็นภาพชีวิตจริงในวัยหนุ่มของผู้เขียนเอง และอีวาร์ ลู-ยูฮันส์ซอนก็ถ่ายทอดภาพชีวิตนี้ได้นิ่งและเรียบง่าย แต่งดงามในความรู้สึกและความหมายยิ่งนัก

พ่อของอีวาร์ ลู เป็นชาวไร่รับจ้างมาจนตลอดชีวิตเช่นเดียวกับบรรพบุรุษที่ผ่านมา ชาวนาสวีเดนในสมัยนั้นยากจนและต้องไปรับจ้างทำงานให้เจ้าของที่ดิน โดยได้รับค่าตอบแทนน้อยแสนน้อย มีความเป็นอยู่ที่ทารุณ และต้องพึ่งพิงกับเจ้าของที่อย่างไม่มีทางเลือก พ่อของอีวาร์ ลูเก็บสะสมเงินมาตลอดชีวิตจนได้ซื้อที่ดินในโครงการ "บ้านของตนเอง" แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องกู้เงินและเป็นหนี้ไปอีกหลายสิบปีกว่าจะผ่อนที่หมด พ่อเป็นคนไม่รู้หนังสือและเกรงกลัวต่ออำนาจของตัวหนังสือที่ตนเห็นเป็นสิ่งลึกลับ จนเอกสารทุกอย่างและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวกับเอกสารล้วนมีอำนาจเหนือพ่อ แต่พ่อก็ปลาบปลื้มปีติที่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน พ่อของอีวาร์ ลูเป็นคนซื่อและน้ำใจสะอาด จนบางครั้งก็น่าใจหายเมื่อต้องเจอกับความหยิ่งผยองหรือความเห็นแก่ได้ของโลก แต่เขาก็มีความหวังว่าจะไปกันได้ และสิ่งที่ตนลงแรงไปจะเป็นปากท้องของครอบครัว และเป็นอนาคตของลูกชาย

อีวาร์ ลูยังเล่าถึงครอบครัวของเขา แม่ของเขาติดอยู่กับระบบการเป็นทาสต่อเจ้าของที่ดิน แม่ไม่อยากจากชีวิตรับจ้างมาเลย ตามที่เขาเล่าว่า "แม่ก็เหมือนนักโทษที่เคยติดคุกนานเกินไป ฝันจะได้กลับเข้าไปอยู่อีกทุกครั้งที่เห็นประตูคุกขยับแง้ม" ตัวเขาเองอยากจะเป็นนักศึกษา ซึ่งดูจะเป็นความฝันที่ห่างไกลและน่าหัวเราะของใครๆ ตัวละครที่เด่นและน่าประทับใจที่สุดอีกคนหนึ่งคือ ตายานเน่ วัยใกล้เจ็ดสิบ อีวาร์ ลูถ่ายทอดชีวิตที่โดดเดี่ยวถูกทอดทิ้งของคนชรา และบอกเล่าระบบการดูแลคนชราในบ้านพักคนชราที่เลวร้ายให้เราเห็นจากตายานเน่ และเรื่องของชายชราผู้นี้น่าจะทำให้คนอ่านหัวใจสลายได้ไม่ยากเลย

เรื่องราวดำเนินไปด้วยภาษาที่เรียบง่ายมาก ถ้อยคำของอีวาร์ ลูสั้นง่ายเสมอ แต่บอกความหมายและความรู้สึกได้จับใจมาก เขาเพียงแต่เล่าเรื่องไปเรื่อยๆ ในน้ำเสียงที่ดูจะเป็นการบอกเล่าอย่างไม่ใส่ความรู้สึกใดๆ ลงไปเป็นการโน้มน้าวคนอ่าน แต่ความเรียบง่ายของเขากลับให้อารมณ์แทรกอยู่ระหว่างบรรทัด ผู้อ่านจะได้เอาหัวใจใส่ลงไปในเรื่อง และพลอยเอาใจช่วยไปกับชีวิตในหนังสืออย่างไม่รู้ตัว ความขมขื่น อยุติธรรม ความน้อยเนื้อต่ำใจที่เขาแสดงออกต่อสภาพสังคมล้วนแต่เป็นบรรยากาศที่ห้อมล้อมในเรื่อง เป็นสิ่งที่ไม่ต้องบรรยายแต่ผู้อ่านก็รู้สึกได้ แต่ในเรื่องก็ยังมีอารมณ์ขันอันน่ารัก และแสดงความอิ่มเอิบภาคภูมิของมนุษย์ได้ยิ่งใหญ่เช่นกัน ความรักในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความรักระหว่างคนต่อคนด้วยกัน เช่นลูกต่อพ่อ แม่ต่อลูก หรือความรักของคนกับม้าแก่ที่ซื่อสัตย์ ความรักของคนกับป่า กับผืนดิน เหล่านี้ทำได้จริงใจและน่าประทับใจเสมอ ความรักนั้นไม่จำเป็นต้องแสดงออกเป็นถ้อยคำ และอีวาร์ ลูก็ทำให้เราเห็นถึงความรักที่ลึกซึ้งระหว่างพ่อกับลูกด้วยภาพของที่ทั้งคู่ไปขุดดินด้วยกันเงียบๆ การบอกความรู้สึกได้มากในความนิ่งและง่ายเช่นนี้ คือความสง่างามในการเขียน ความสามารถในการเขียนของเขาจึงน่าชื่นชม และสิ่งที่เขาเขียนจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกและความงาม สำนวนแปลในหนังสือเล่มนี้ทำได้ดีมากเช่นกัน ภาษาที่ใช้เข้ากับระดับในเนื้อเรื่องได้ดี และผู้แปลยังได้เขียนบทแนะนำนักเขียนอย่างน่าชม

สภาพชีวิตของชาวไร่ในหนังสือยังมีต่อไปเสมอ ความไม่รู้หนังสือ ความแร้นแค้นกันดาร การดิ้นรนต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีและอิสรภาพแห่งตน น้ำใจดีงามและโหดร้ายของผู้คน เหล่านี้มีอยู่ในทุกที่ และหนังสือเล่มนี้ก็จะทำให้เห็นอีกครั้งว่า หัวใจที่น่านับถือของมนุษย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับฐานะหรือความรู้ใดๆ เลย

เกี่ยวกับผู้เขียน Ivar Lo-Johansson (1901 - 1990) เป็นนักเขียนสร้างสรรค์สวีเดนที่ได้รับการยอมรับว่าเขียนงานที่ต่อสู้กับความยากไร้ โดยเปิดโปงสภาพชีวิตที่ถูกเอาเปรียบของชาวนายากจน พวกร่อนเร่ และคนชรา เขามีผลงานเขียนกว่าห้าสิบเล่ม อีวาร์ ลู เกิดในครอบครัวชาวนารับจ้าง ได้รับการศึกษาน้อย และผ่านการทำงานมาสารพัด เขียนหนังสือเล่มแรกเมื่ออายุยี่สิบหกปี ผลงานเขียนของเขาคือบันทึกประวัติศาสตร์สังคมที่มีคุณค่าเกี่ยวกับชีวิตผู้ยากไร้ในสวีเดน

เกี่ยวกับผู้แปล บุญส่ง ชเลธร เกิดที่กรุงเทพฯ เคยประจำกองบรรณาธิการประชาชาติรายสัปดาห์ และบรรณาธิการนิตยสารเส้นทาง จากนั้นไปเป็นครูสอนภาษาไทยในกรุงสตอกโฮล์มจนปัจจุบัน มีผลงานแปลเล่มแรกคือ "ชีวิตว้าง" ซึ่งเป็นเรื่องยาวขนาดสั้นของอีวาร์ ลูเช่นกัน สำหรับผลงานแปลอื่นๆ บรรณาธิการแพรวสำนักพิมพ์ จตุพล บุญพรัด ผู้ที่เรียกนักเขียนไว้ในคำนำว่า "อีตาลุงอีวาร์ ลู" บอกไว้อย่างใส่ใจแต่เพียงว่า "วรรณกรรมเยาวชนจากสวีเดน ก็ดูจะแปลไว้เล่มสองเล่ม แพรวเยาวชนเป็นผู้จัดพิมพ์"

คนไม่รู้หนังสือ (ANALFABETEN) : Ivar Lo-Johansson
แปลโดย บุญส่ง ชเลธร จากภาษาสวีเดน
แพรวสำนักพิมพ์ ๓๓๖ หน้า ราคา ๑๒๘ บาท

ใจพ่อพองใหญ่ขึ้น ความหวังย้อนมาเยือน ลมหายใจที่ระบายออกเป็นละอองสีเทาฟุ้งอยู่รอบๆ แล้วลอยขึ้นสูง พ่อกดพลั่วลงไปอีกในพื้นดินที่หนาวเย็น รอบตัวมีแต่ดิน หิมะ และหมู่ดาว ความกังวลใจหายไปแล้ว เหลือแต่สิ่งที่เป็นนิรันดร์ ดิน หญ้า และงาน   ช่วงสั้นๆ พ่อลืมหมดว่าตัวเองอ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้
คนไม่รู้หนังสือ . . . Ivar Lo-Johansson

Copyright © 2001 faylicity.com

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๑ เมษายน ๒๕๔๔