| INFERNO : DANTE |
ดานเตเขียนบทกวีเรื่อง Commedia (ซึ่งต่อมาได้รับการเสริมชื่อนำหน้าเข้าไปว่า Divina โดย จิโอวานนิ โบคคาชโช) ในช่วงระหว่างปี 1307-1321 อันเป็นช่วงปีสุดท้ายในชีวิตของดานเต บทประพันธ์นี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นมหากาพย์ชิ้นสำคัญของอิตาลี และเป็นวรรณคดีชิ้นเอกของโลก ดิไวน์คอมิดี้ ประกอบไปด้วยสามตอน คือ Inferno (นรก), Purgatorio (แดนชำระบาป) และ Paradiso (สวรรค์) เรื่องเล่านี้เป็นการเดินทางผ่านนรก ผ่านการชำระบาป จนสุดท้าย ผู้เล่าเรื่องได้ไปสู่สวรรค์ในที่สุด อันเป็นที่มาของชื่อ comedy ที่ดานเตต้องการสะท้อนว่าเรื่องนี้จบลงด้วยความสุข
เราหลายคนคงเคยได้รับรู้อย่างดีว่างานเขียนชิ้นนี้ยิ่งใหญ่ แต่คนอ่านก็ต้องประหลาดใจ ด้วยไม่เคยมีใครบอกมาก่อนเลยว่า งานเขียนของดานเตจะอ่านได้บันเทิงเพลิดเพลินใจถึงเพียงนี้ Inferno เป็นบทกวีที่เขียนดีมาก ชวนติดตาม เป็นดังหนังสือนำเที่ยว (นรก) ที่น่าท่องเที่ยวไปด้วยอย่างยิ่ง การเล่าความของดานเตให้อารมณ์ความรู้สึกน่าประทับใจได้มาก เรื่องในนี้มีทั้งความอ่อนแอในใจมนุษย์ ทั้งยังเล่าถึงความบาปต่างๆ ได้อย่างเห็นภาพ หนังสือเล่มนี้อิงอยู่กับความเชื่อทางคริสต์ แต่ผู้อ่านธรรมดาก็น่าจะอ่านได้รส จากแง่แฟนตาซีและความดีงามทางการเขียนที่ปรากฏในเรื่อง ในงานเขียนชุดนี้ เรื่อง Inferno เป็นงานที่จับใจผู้อ่านทั่วไปได้มากที่สุด นั่นอาจเป็นเพราะภาพในนรกตราตรึงใจคนอ่านได้มากกว่าภาพสวรรค์ก็เป็นได้ (รอยน้ำตาและความเจ็บร้าวแต่ละคราว เป็นที่จดจำได้มากกว่าเสียงหัวเราะแต่ละครั้ง) ประโยคเปิดเรื่องนี้เป็นประโยคที่น่าประทับใจที่สุดตอนหนึ่งในงานวรรณกรรมใดๆ Midway along the journey of our life
เมื่อเปิดเรื่องมา ผู้เล่าเรื่องบอกว่าในกลางทางของชีวิต เขาตื่นมาพบว่าตัวเองอยู่ในป่าอันมืดมิด ด้วยเขาได้หลงทางออกจากเส้นทางชอบธรรม ด้วยความกลัวในป่าดิบชัฏ เขาจึงเร่ร่อนไปจนเจอเนินเขาที่อาบด้วยแสงตะวัน ความกลัวนั้นจึงเจือจางลงไป เขาเริ่มปีนเขา แต่แล้วก็ถูกสัตว์ร้ายสามตนมาขวางทางไว้ สัตว์ร้ายนี้ทำให้ความกลัวแล่นมาจับหัวใจเขาอีกครั้ง และขับไล่ให้เขาต้องกลับไปยังป่าอันมืดทึบเบื้องล่างอีก แต่แล้วก็ปรากฏร่างวิญญาณของ เวอร์จิล (Virgil) กวีโรมันที่เกิด 70 ปีก่อนคริสตกาล เขาจึงร้องขอความช่วยเหลือจากเวอร์จิล ซึ่งเวอร์จิลบอกว่าตนเองไม่อาจเอาชนะสัตว์ร้ายเหล่านี้ได้ แต่มีอีกทางหนึ่งที่จะพาผู้เล่าไปยังแสงสว่างได้ เวอร์จิลสัญญาว่าจะนำทางเขาไป โดยผ่านนรกและการชำระบาป หลังจากนั้นผู้เล่าจะได้ไปสู่สวรรค์ การเดินทางของผู้เล่าโดยมีเวอร์จิลเป็นไกด์นำทางจึงได้เริ่มต้นขึ้น คำจารึกที่ทางเข้าประตูนรก เวอร์จิล เป็นกวีที่เขียนบรรยายรายละเอียดของอาณาจักรแห่งความตายเอาไว้อย่างละเอียดลออ และยังเป็นกวีเพียงผู้เดียวที่ให้ภาพภูมิศาสตร์ของโลกนรกเอาไว้ชัดเจน เช่นทางที่ทอดไปสู่ยมโลกนั้นผ่านแม่น้ำแอคเคอรอน ซึ่งเป็นแม่น้ำแห่งความทุกข์ แม่น้ำนี้ไหลสู่แม่น้ำโคไซตัส ที่มีคนเรือนาม แครอน นำดวงวิญญาณของผู้ตายข้ามแม่น้ำ ที่ประตูทางเข้านรกมี เซอร์เบอรัส สุนัขสามเศียรเฝ้าอยู่ ซึ่งยอมให้วิญญาณทุกดวงเข้าประตูไป แต่จะไม่มีใครกลับออกมาได้เลย ซึ่งรายละเอียดหลายตอนใน Inferno ก็นำมาจากนรกที่เวอร์จิลเคยบรรยายเอาไว้ เวอร์จิลนำทางผู้เล่าไปสู่นรกซึ่งประกอบด้วย 9 ขุม นรกแต่ละขุมเป็นชั้นวงที่ลึกลงไปในผิวโลก โดยนรกขุมสุดท้ายตั้งอยู่ในใจกลางของโลกนั่นเอง นรกแต่ละขุมเป็นสถานที่สำหรับคนบาปต่างชั้นกันไป ซึ่งความบาปเหล่านี้แยกแยะตามคำสอนทางคาทอลิก ว่าด้วยปฐมเหตุแห่งความบาป 7 ประการ อันประกอบไปด้วย ตัณหา (Lust), ตะกละ (Gluttony), โลภ (Avarice), เกียจคร้าน (Sloth), โกรธ (Wrath), ริษยา (Envy) และ ทะนงตัว (Pride) (บางคนอาจจะรู้จักบาปต้นเหล่านี้มาแล้วจากหนังเรื่อง Se7en) นรกนั้นเรียงลำดับความสาหัสของปฐมเหตุแห่งความบาปเหล่านี้ โดยปฐมบาปห้าประการแรกนั้นเกี่ยวกับความอ่อนแอทางเนื้อหนังและจิตใจมนุษย์ (นั่นคือกิเลสที่ว่าด้วย ตัณหา ตะกละ โลภ เกียจคร้าน โกรธ) บาปเหล่านี้จัดเป็นบาปที่ร้ายแรงน้อยกว่า ดังนั้นจึงอยู่ในนรกห้าขุมแรกตามลำดับ หลังจากนั้นแล้ว ถือเป็นนรกขุมต่ำๆ ที่จัดการกับความบาปที่เป็นผลจากเจตนาชั่วช้า นั่นคือ ความรุนแรง และการหลอกลวง (ซึ่งมีแต่ความ ริษยา และ ทะนงตัว เท่านั้น ที่ก่อให้เกิดเจตนาชั่วช้าเหล่านี้ได้) ผู้เล่าเรื่อง Inferno ได้ท่องนรกขุมต่างๆ และเห็นว่าคนบาปต้องเผชิญการลงฑัณฑ์อย่างไรในนรก การท่องเที่ยวนี้ก็เพื่อให้ได้รู้จักความบาปต่างๆ และมีนัยว่าก่อนที่จะขึ้นสวรรค์ได้ คนเราต้องรู้จักความบาปให้ถ่องแท้ การเดินทางนี้ยังเผยให้เห็นพัฒนาการของผู้เล่า ที่ได้เรียนรู้และเปลี่ยนแปลง จากที่เคยสงสารคนบาป ก็เปลี่ยนมาเป็นเสียใจกับความบาปของมนุษย์ ทั้งยังพัฒนาความคิดให้ลึกซึ้งขึ้นตามลำดับ ดานเตเล่าอารมณ์และความอ่อนแอในใจคนได้ดีมาก การอ่านจึงได้ความน่าประทับใจไม่น้อย ดานเตเล่าเรื่องรวดเร็วมาก เรื่องเล่าทั้งสามตอนใน Divine Comedy เกิดขึ้นในเวลาหนึ่งอาทิตย์ เนื้อเรื่องเริ่มต้น ณ วันที่ 17 เมษายน ค.ศ. 1300 และผู้อ่านจะเห็นว่าดานเตมิได้ชักช้าเลย เนื้อเรื่องนั้นเล่าความอย่างรวดเร็วทันอกทันใจวัยรุ่น นอกจากนั้นบางตอนยังจบด้วยความเร้าใจชนิดอยากทำให้อ่านต่อทันที เนื้อเรื่องนี้แบ่งเป็นแคนโต้ต่างๆ โดย Inferno มี 34 แคนโต้ ส่วน Pergatory และ Paradise มี 33 แคนโต้ รวมทั้งหมดเป็น 100 แคนโต้ โดยแคนโต้แรกเป็นเนื้อหาที่สรุปความทั้งหมดของเรื่องโดยรวม นรกแต่ละขุมของดานเตก็ยิ่งเพิ่มความโหดร้ายขึ้นไปตามลำดับ ใครอ่านนรกขุมแรกๆ แล้วรู้สึกว่าไม่สาแก่ใจ โปรดอดใจรอนรกขุมลึกๆ ที่เราคงไม่อยากคิดภาพว่าจะเป็นเราในนั้น (แต่ไม่น่ากลัวน่าสยดสยองเท่าเรื่องเล่านรกของไทย) ข้อที่น่าสนใจก็คือ สิ่งที่วิญญาณบาปเหล่านั้นต้องเผชิญ ต่างก็เป็นความบาปเสียเอง เช่นผู้ที่ฆ่าตัวตาย ก็ได้รับโทษให้วิญญาณเหล่านี้ไม่มีแม้แต่ร่าง แต่กลายเป็นต้นไม้ บาปของตัณหาคือการต้องตกอยู่ในพายุรุนแรง ถูกพัดวนอยู่ตลอดเวลา อันสะท้อนว่าราคะคือการติดตามไล่ล่าสนองตัณหาโดยไม่ลดละอย่างมืดมัวเมา ปราศจากเหตุผล ในนรกแต่ละขุม ดานเตยังได้ชี้ชวนให้เราเห็นตัวอย่างของคนบาปต่างๆ เราได้เห็นว่า คลีโอพัตรา อยู่ในนรกขุมกิเลสตัณหา นอกจากนั้นยังมีคนดังอย่าง โฮเมอร์ ซีซาร์ พลาโต อริสโตเติลด้วย อยากรู้ว่าคนดังเหล่านี้อยู่ในนรกขุมใด ควรติดตามอ่านเรื่องราวน่าสนุกเรื่องนี้ ความสนุกอีกประการหนึ่งในการอ่าน คือดานเตอ้างอิงถึงเรื่องในตำนานกรีกเป็นจำนวนมาก Inferno จึงเป็นแฟนตาซีหาน้อยไม่ ด้วยเราจะได้ฟังคำอ้างอิงถึงพระเจ้าและเทพธิดาต่างๆ เช่นเรื่องของการก่อสร้างหอบาเบล ที่สร้างความพิโรธให้พระเจ้า จนพระเจ้าทำให้มนุษย์สับสนในการพูดของตน ก่อนหน้านั้น มนุษย์เคยพูดภาษาเดียวกันทั้งหมด แต่หลังจากหอคอยบาเบล มนุษย์ก็พูดต่างภาษากันไปนับแต่นั้นมา หรืออย่างอีกตอนหนึ่ง ที่มีนางร้าย Furies สามตนปรากฏกาย ซึ่งดานเตก็บรรยายไว้ดีมาก ว่าร่างนั้นอาบด้วยเลือด บนหัวนั้นมีแต่งูเงี้ยวเขี้ยวขอ ออกมาก็เอาเล็บมือฉีกอกตัวเองแล้วกรีดร้องเป็นการใหญ่ เท่านี้ยังไม่พอ พวกนี้ยังร้องเรียกด้วยว่า "เมดูซา จงมาเถิด มาทำให้เขาเป็นหินกัน" จนเวอร์จิลนั้นต้องเอามือมาปิดตาผู้เล่าไว้เลย คนอ่านนั้นจะว่าน่ากลัวก็น่ากลัว จะว่าขำก็ขำ ที่มีการไปเรียกเมดูซามาด้วย ราวกับว่าพวกตนเองยังน่ากลัวไม่ถึงใจกระนั้น นอกจากเรื่องของเทพเจ้า นางฟ้า และปีศาจตามตำนานแล้ว ยังมีการอ้างอิงถึงชีวิตคนจริงๆ ในสมัยของดานเตจำนวนมาก ความเข้าใจในคนเหล่านี้จะได้มาก็ด้วยการอ่านหมายเหตุ ซึ่งมีประกอบอยู่ในฉบับแปล ทั้งนี้ เมื่อได้อ่านก็รู้สึกเป็นโชคอย่างยิ่งที่เลือกซื้อหนังสือแปลเล่มนี้ (แปลโดย Mark Musa) งานของดานเตมีแปลในหลายฉบับ แต่คนอ่านเลือกเล่มนี้เพราะภาษาอ่านง่าย ดูแล้วเหมาะกับระดับสติปัญญาที่มีอยู่ ซึ่งเมื่อได้อ่านไปก็ไม่ผิดหวังเลย หนังสือเล่มนี้อ่านง่าย พร้อมด้วยโน้ตประกอบดีมาก และยังมีแผนที่ประกอบให้เข้าใจนรกง่ายๆ อีกด้วย ในการอ่านแรกๆ นั้น ขอแนะนำว่ายังไม่ต้องไปสนใจอ่านโน้ตประกอบ แต่ให้อ่านส่วนบทกวี หากติดขัดที่ไหนค่อยไปอ่านโน้ตเอา จะทำให้อ่านได้รวดเร็วและบันเทิง จากนั้นเมื่ออ่านได้ติดหนึบได้ที่แล้ว เราจะพบว่าเราอยากอ่านโน้ตประกอบไปเองหลังอ่านแคนโต้จบ (คล้ายเป็น Special features ในดีวีดีของหนังที่เราชื่นชอบ และเราอยากรู้เบื้องหลังจุกจิกให้หมดสิ้น แม้จะเป็นเรื่องละเอียดเพียงใด เราก็อยากจะรู้ เพราะเราชอบหนังเรื่องนี้มาก) มูซา ผู้แปล เป็นอาจารย์สอนวรรณคดี เขาแปลงานแบบเป็นกลอนเปล่า นั่นคือไม่ได้รักษาสัมผัสแบบเดียวกับที่ดานเตได้เขียนไว้ แต่ทั้งนี้ ผู้แปลกล่าวไว้ในส่วน "จากใจผู้แปล" (ซึ่งเขาตั้งชื่อว่า "ในฐานะที่เป็นคนรักที่ดี") โดยกล่าวว่าในฐานะที่เป็นคนรักที่ดีของดานเตแล้ว เขาเลือกจะแปลแบบเป็นกลอนเปล่า เพื่อที่จะถ่ายทอดดานเตได้ในภาษาง่ายๆ ที่ซื่อสัตย์กับวิธีที่ดานเตเขียนบทกวี การบังคับสัมผัสยาวๆ ย่อมบีบบังคับให้ต้องสรรหาถ้อยคำแปลกๆ มาใช้ หรือแต่งคำให้วิลิศมาหราไปกว่าเดิม ซึ่งเขากล่าวไว้ว่าการแปลแบบผิดน้ำเสียงย่อมถือเป็นบาปของผู้แปล และความบาปส่วนใหญ่ของคนแปลงานเล่มนี้ คือใช้ภาษาเลิศลอยเกินเหตุ หรือใช้ภาษาโบราณเกินกว่าเหตุ (เช่น to abye the fell arraign) เนื่องจากคนอ่านไม่ได้เป็นผู้สันทัดในงานของดานเต และไม่รู้ลึกซึ้งด้านวรรณคดีชั้นสูง จึงขอแนะนำจากความเห็นของคนอ่านสามัญ ว่าให้เลือกอ่านฉบับแปลตามสะดวกใจ โดยลองอ่านแคนโต้แรกดู และดูว่าฉบับใดที่ดึงดูดใจให้อ่านได้สนุกไม่ติดขัดมากที่สุด แต่โดยส่วนตัวแล้วก็ชอบฉบับแปลของ มูซา เล่มนี้ยิ่งนัก ด้วยอ่านง่าย แต่ก็ไม่ทิ้งความงามในภาษาและการเล่าเรื่อง มูซาแสดงให้เห็นความแตกต่างของการใช้ภาษาของวิญญาณต่างๆ ที่ปรากฏกายได้ดี วิญญาณบางร่างนั้นหยิ่งผยองทรนง ซึ่งเรารู้สึกได้ตั้งแต่อ่านประโยคที่วิญญาณนั้นเผยออกมาเป็นประโยคแรก คนอ่านชอบที่ภาษาแปลในเล่มสะท้อนความสัมพันธ์ของตัวละครต่างๆ ได้ดีมาก และที่สำคัญ อ่านง่ายมาก หนังสือเล่มนี้มีเหตุให้ต้องตีความอยู่แล้วหลายตอน การเข้าใจบทกวีโดยไม่ต้องตีความในเรื่องภาษาเป็นชั้นแรก จึงนับว่าช่วยในการอ่านได้อย่างยิ่ง ผู้แปลบอกไว้ในคำนำว่า เมื่ออ่าน Inferno จบก็อย่าเพิ่งหยุดอ่าน มีนักแปลอีกท่านหนึ่งชื่อ Dorothy Sayers ว่าไว้ว่าการรู้จัก Divine Comedy แต่เพียงเท่านี้ ก็เหมือนกับการตัดสิน "เมืองยิ่งใหญ่เมืองหนึ่ง จากการเพียงได้ชมใต้ดินในเมืองนั้น เช่น ห้องใต้ดินและท่อระบายน้ำ" ในชีวิตหนึ่ง เราอาจเคยมีบางครั้งที่ตกอยู่ในภาวะเดียวกับประโยคเปิดเรื่องนี้ ที่หนทางของชีวิตดูจะหลงทาง และเราไม่เข้าใจว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ในวันหนึ่งที่คนอ่านตกอยู่ในภาวะที่ซาบซึ้งกับความคิดเช่นนี้ หนังสือเล่มนี้เป็นความเพลิดเพลินในการอ่านที่ดี และดูจะเป็นการบอกได้ว่าชีวิตนั้นมีจังหวะอ่อนแอ แต่การจะได้เรียนรู้จักความสุขที่แท้จริงของชีวิตนั้น เราย่อมต้องผ่านการรู้จักความทุกข์มาก่อนแล้วอย่างลึกซึ้ง อ่าน Inferno ฉบับแปลโดย Henry Wadsworth Longfellow
เกี่ยวกับผู้เขียน Dante Alighieri (1265-1321) ดานเต อลิเกียรี เกิดที่เมืองฟลอเรนซ์ ในปี ค.ศ. 1265 ในครอบครัวที่แม้จะมีศักดิ์แต่ก็ยากจน ดานเตได้รับการศึกษาตามรูปแบบทั่วไป ซึ่งคาดว่าเขาน่าจะได้ศึกษาที่มหาวิทยาลัยแห่งโบลอนญา ดานเตสมรสกับ Gemma Donati เมื่ออายุราว 20 ปี แต่รักแท้ของดานเตนั้นคือ เบียทริซ ซึ่งเขาพบเป็นครั้งแรกเมื่ออายุ 9 ปี เมื่อเบียทริซเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1290 ดานเตก็ศึกษาปรัชญาและศาสนศาสตร์ และเขียนเรื่อง La Vita Nuova ดานเตได้มีส่วนร่วมทางการเมือง และถูกเนรเทศในปี 1302 สุดท้ายแล้ว ดานเตลงหลักปักฐานที่เมืองราเวนนา ซึ่งเป็นที่ๆ เขาเขียน The Divine Comedy ดานเตเสียชีวิตที่เมืองราเวนนาในปี 1321 The DIVINE COMEDY Volume 1 : Inferno : Dante Alighieri
Copyright © 2004 faylicity.com "But you must journey down another road," |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๒๙ ธันวาคม ๒๕๔๗ |