ความตายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องประสบ แต่ความตายก็ดูจะเป็นความลึกลับที่ยากจะยอมรับ ยากจะกล่าวถึง และยากที่จะเข้าใจ ในหนังสือ Intimate Death ผู้เขียนที่เป็นนักจิตวิทยาได้แบ่งปันประสบการณ์เจ็ดปีที่ทำงานดูแลผู้ป่วยโรคร้ายในระยะสุดท้าย เธอได้พบว่าในความตายนั้นมีความหมาย และได้เล่าความหมายชีวิตที่เธอได้พบลงในหนังสือเล่มนี้
เธอเล่าถึงหลายประเด็นที่เธอได้รับรู้ ทั้งเรื่องของผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่เธอได้ดูแล ว่าเขาเหล่านั้นมาสู่การยอมรับและจัดการกับความรู้ที่ว่าตนจะมีชีวิตต่อไปอีกไม่นานได้อย่างไร และยังบอกถึงปฏิกิริยาต่างๆ จากผู้คนใกล้ชิดของผู้ป่วย และบอกว่าสิ่งที่คนเหล่านั้นแสดงออกจะมีผลอย่างไรต่อผู้ป่วย นอกจากนี้ยังเล่าความคิดของผู้ที่ทำงานดูแลคนป่วย เช่นหมอ หรือพยาบาล รวมทั้งตัวเธอเอง ที่แม้จะทำหน้าที่จนเป็นความคุ้นชิน แต่การต้องเป็นพยานกับความสูญเสียก็ต้องใช้ความเข้มแข็งและเข้าใจเช่นกัน สิ่งที่เธอเล่าจึงมีมิติหลากหลาย บอกมุมมองต่างๆ ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับความตาย และหลายสิ่งที่เธอเล่าก็น่าคิด หนังสือเล่มนี้น่าสนใจตั้งแต่คำนำที่เปิดตัวเลยทีเดียว เธอขึ้นต้นว่า
"เราเก็บงำเรื่องความตายไว้ ราวกับว่าความตายเป็นเรื่องน่าละอายและบัดสี เราเห็นแต่ความน่าตระหนก ความไร้แก่นสาร เห็นความดิ้นรนทุกข์ทนที่ไม่น่าจะเกิด มองความตายเป็นเรื่องอื้อฉาวเกินจะรับ"
ด้วยเหตุนี้เอง คนจำนวนมากจึงเบือนหน้าหนีจากความตาย ทำเสมือนว่าสิ่งนี้ไม่มีอยู่ หรือถึงมีอยู่ก็ไม่ยอมรับ ญาติของผู้ป่วยบางคนเลือกจะปกปิดความจริงจากผู้ป่วย ผู้เขียนพูดถึงเรื่องนี้ได้น่าสนใจ เราจะหยั่งรู้ความคิดจิตใจของผู้อื่นได้หรือ เราประเมินความสามารถในการเผชิญหน้าความจริงของคนอื่นต่ำไปหรือไม่ และที่สำคัญก็คือหากสิ่งนี้เกิดกับเรา เราจะอยากรู้ความจริง หรือว่าอยากให้ใครปลอบโยนด้วยความลวง ผู้เขียนบอกว่าไม่มีอะไรเลวร้ายกว่าการที่เรารู้ตัวว่ากำลังจะตาย แต่ไม่สามารถบอกสิ่งนี้กับคนที่เรารักได้ และหากผู้คนรอบข้างไม่ยอมรับรู้หรือต้องแตกสลายไปกับความรู้นี้ ผู้ป่วยจะเปิดใจกล่าวถึงสิ่งนี้ได้อย่างไร และที่สำคัญ ผู้เขียนบอกว่าคนที่กำลังจะตายนั้นมักจะรู้ตัวดีอยู่แล้ว แม้แต่ก่อนจะมีใครบอกก็ตาม
เรากำหนดเวลาของตัวเอง และไม่มีใครบอกได้เลยว่าเวลาที่เหลืออยู่นั้นจะนานเพียงใด ประสบการณ์จากผู้เขียนบอกให้ทราบว่าคนไข้หลายคนจะยังจากไปไม่ได้ จนกว่าสิ่งที่รอคอยหรือภารกิจที่ติดค้างจะได้สะสางลงเสียก่อน มีพ่อที่คอยให้ลูกสาวมาเยี่ยมอยู่สามเดือน เขาเสียชีวิตตอนเช้าหลังจากวันที่ลูกมาเยี่ยมและบอกลา หญิงผู้หนึ่งทรมานมานานแสนนาน เธอพร้อมที่จะไปนานแล้ว แต่เธอก็อยู่ในอาการโคม่า ทุกคนไม่อยากให้เธอทรมาน แต่ไม่รู้ว่าอะไรรั้งเธอไว้ พ่อแม่ของเธอจึงคุยกับลูกสาวที่ไม่ได้สติว่า "ลูกจ๋า เราอยู่ข้างๆ ลูกแล้ว เรารักหนูมาก ตลอดชีวิตของลูกโดยเฉพาะช่วงที่ลูกป่วย ลูกได้นำสิ่งพิเศษมาให้เรามากมายจนเราขอบคุณไม่หมด ขอให้พระเจ้าอวยพร และให้ลูกไปตามทางของลูกนะ เราจะยังอยู่ที่นี่กับทุกสิ่งทุกอย่างที่มีค่าที่ลูกให้เราไว้ ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้เราอยู่ต่อไปได้แม้จะไม่มีลูกแล้วก็ตาม ไปนะ ไปเถอะลูก" และตอนนั้น ลูกสาวก็ฟื้นจากอาการโคม่า ลืมตามองพ่อแม่ เธอกล่าวว่า "ลาก่อน" แล้วสิ้นลม
เด็กที่เป็นลูคีเมียคนหนึ่งตอบคำถามว่าเขาต้องการอะไรมากที่สุดในตอนนี้ว่า "สิ่งที่ผมต้องการที่สุดคือให้ผู้คนทำตัวกับผมเหมือนว่าผมไม่ได้เจ็บป่วยอะไร ให้คนหัวเราะและสนุกสนานกับผม ทำตัวธรรมดากับผม ผมอยู่ที่นี่แค่ไม่นาน เพื่อเรียนรู้อะไรบางอย่าง และเมื่อได้รู้สิ่งที่เกิดมาเพื่อรู้แล้วก็จะจากไป ในความคิดผม ผมไม่อาจคิดภาพว่าชีวิตจะหยุดลงไปเฉยๆ ได้"
ผู้เขียนเชื่อว่าชีวิตไม่ได้จบลงอย่างไร้ความหมาย การทำความเข้าใจกับความตาย จึงเป็นการทำความเข้าใจชีวิต หนังสือเล่มนี้น่าจะให้บางมุมมองใหม่ต่อความตาย และทำให้เห็นว่าชีวิตเป็นความน่าอัศจรรย์ ถึงแม้ความเสียใจในการจากพรากจะขมขื่นยากเย็น แต่เราอาจเรียนรู้ที่จะเข้มแข็งและเผชิญกับความตายได้โดยไม่ต้องเสแสร้งว่ามันไม่มีอยู่จริงอีกต่อไป
เกี่ยวกับผู้เขียน Marie De Hennezel เกิดที่ฝรั่งเศสในปี 1946 เป็นนักจิตวิทยา ปี 1987 ได้ร่วมงานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในโรงพยาบาลในปารีส เธอได้ก่อตั้งองค์กร Bernard Dutant ในปี 1990 เพื่อรำลึกถึงเพื่อนที่เสียชีวิตจากเอดส์ ปัจจุบันเธอพักอยู่ที่ปารีส
INTIMATE DEATH : How the Dying Teach Us How to Live : Marie De Hennezel
Translated by Carol Brown Janeway
ISBN 0679768599 Knopf 208 pages $12
"You mustn't start dying before death comes"
INTIMATE DEATH . . . Marie De Hennezel
Copyright © 2001 faylicity.com
|