* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน
 
book เรื่องของจัน ดารา: อุษณา เพลิงธรรม
read by SleepyO


Book Cover เรื่องของจัน ดารา หน้าปกหนังสือตีตราอยู่ในวงกลมสีแดงเข้มบรรยายไว้ว่า...เปลวเทียนวูบสุดท้าย "นวนิยายเชิงสังวาส" โมเดิร์น คลาสสิค.... ผมต้องสารภาพตามตรงคือไม่ค่อยเข้าใจคำว่าเปลวเทียนวูบสุดท้าย เท่าไร ทำไมต้องวูบสุดท้าย วูบสุดท้ายของอะไร หรือตัวละครในเรื่องกำลังจะแสดงอะไรไร้สติให้ดู ทำไมเรื่องของกามาจึงเป็นเรื่องที่ถูกทำให้เสมอเหมือนกับว่ากำลังจะยั่วยุ หรือน่าอับอายในสังคม ทั้งที่เรื่องเหล่านี้เป็นธรรมชาติดั้งเดิม เป็นกิริยาพึงมีสติได้เหมือนกิริยาอื่นๆของมนุษย์ ความเป็นโมเดิร์น คลาสสิคของหนังสือเล่มนี้ ถูกขู่ด้วยปกชวนขายอิโรติคกลายๆในสีสันและรูปด้านหน้าด้านหลัง ทั้งที่ข้างในก็มีหมายเหตุปริวิตกจากทางสำนักพิมพ์ ดูมันขัดๆกันอยู่ ผู้เขียนเองแจ้งกล่าวจุดประสงค์เอาไว้แล้วในข้างต้น หรือที่ด้านในของปกหลังเรื่อง"ภาษา" บอกว่า...ธุระอะไรจะต้องไปบรรยาย...

จัน ดาราเป็นเรื่องของนายจัน ผู้เกิดมาท่ามกลางความคาวคลุ้งของกามาที่แวดล้อม เขาคือบุคคลที่ตกเป็นเหยื่อของโลกีย์โลกในครัวเรือนซึ่งเป็นอาณาจักรเล็กๆล้อมรั้วบ้านวิสนันท์ไว้ (มีข้อสังเกตว่าเมื่อจันออกนอกบ้าน หรือไปไกลอยู่พิจิตรถึงสามปี กลับไม่มีเรื่องนี้มาสุงสิง) เขาไม่สามารถเติบโตโดยพ้นวิสัยที่จะหนีพ้นออกจากบ่วงกรรมอันน่าสมเพชแห่งนี้ได้ ที่ว่าน่าสมเพชเพราะตัวเขาเองรู้ตัวดีถึงจุดอ่อนในจิตใจแห่งอาการเหล่านี้ การแสดงออกทางเพศ บางครั้งเหมือนเป็นการแก้แค้น เป็นแรงกดดันที่ได้รับได้เห็นจากผู้เป็นพ่อมาตั้งแต่เด็กและเกิดอาการไม่เข้าใจ จึงต้องเลยตามเลยไปในเบ้าหลอมชีวิต ขณะเดียวกันก็เหมือนเป็นการแสดงออกเพราะปรารถนาในอาการขาดแม่ อยากได้รับความอบอุ่นจากผู้หญิงที่เป็นเพศเดียวกับแม่ ฟังเขาเล่าแล้วดูสมเหตุสมผลเมื่อสืบสาวไปถึงต้นตอที่เป็นสัมพันธภาพระหว่างเขากับบุคคลอื่นๆ และนี่คือส่วนที่เรียกว่าเหตุผลของตัวละคร ตรงนี้เองที่ทำให้เรื่องราวนี้ดูหนักแน่น เนียน และสะท้อนด้านลึก(อาจจะรวมคำว่ามืดด้วยก็ได้ ถ้านึกถึงคำถัดๆมา เช่นปกปิดหรือตีแผ่) ของมนุษย์ออกมาอย่างชัดเจนศิโรราบ

นายจัน (oedipus complex and sex obsessive man) เกิดมาตอนแม่ตายไปแล้ว คือแม่ตายระหว่างคลอด และพ่อซึ่งเป็นคุณหลวง (sex obsessive man) เกลียดมาตั้งแต่เกิดจนถึงกับเรียกลูกว่า"ไอ้จัญไร" เวลาไปตั้งชื่อลูกที่กองทะเบียน เลยใช้ชื่อ "จัน"เฉยๆเพื่อความสุภาพ เด็กจันถูกเลี้ยงมาแบบทิ้งๆขว้างๆ ถึงแม้จะถูกยกเป็น"คุณจัน"ของบ้านนี้ แต่สถานภาพก็ไม่ต่างกับบริวารอื่นๆ เขาถูกพ่อดุด่าว่ากล่าวตลอดเวลาที่มีโอกาส พ่อแสดงความรังเกียจโดยที่ตัวเองก็ไม่รู้สาเหตุเหมือนกันว่าทำไม ข้างแม่จากการบอกเล่า เป็นคนมีฐานะดีอยู่ในขั้นเศรษฐินีแห่งเมืองพิจิตร หลังจากที่แม่ตาย พ่อก็ค่อยๆครอบครองสมบัติของแม่ รวมทั้งกำจัดบริวารที่ไม่โอนอ่อนผ่อนตาม นำคนที่ตัวชอบมาเลี้ยงดูแล และเลี้ยงรวมไปถึงสาวๆตั้งแต่แรกรุ่นยันรุ่นดึก แล้วพ่อก็จะประกอบกิจในสนามกรีฑารัตน์ให้เป็นที่เลื่องลือ จันเคยพูดทำนองประชดขันว่า..ถ้าเด็กๆในบ้านหาพ่อไม่ได้ พ่อผมก็จะใจดีรับเขาไว้เป็นลูกหม...จันนั้นเติบโตเพราะบารมีน้าวาดคุ้มครอง น้าวาดเป็นญาติข้างแม่ เป็นผู้หญิงที่มีจิตใจดีใฝ่ธรรมะและเป็นที่พึ่งที่ดีที่สุดของเขา น้าวาดเองก็ตกเป็นเมียของพ่อจนมีลูกสาวชื่อแก้ว (sex pervert) ซึ่งเธอคนนี้รับเชื้อดีจากพ่อเอาไว้หมด จันอยู่ในบ้านหลังเล็กกับเคน กระทิงทอง (sex expert) ลูกชายแม่พุ่มแม่ครัวในบ้าน ที่คอยสอนเรื่องราวกรีฑาการต่างๆในวิมานสโมสรให้เขา และมีตัวละครสำคัญอีกคู่หนึ่งคือ แม่บุญเลื่อง (object of desire) และคุณขจร (incest) ซึ่งเป็นภรรยาและลูกดั้งเดิมของพ่อที่เขารับเข้ามาอยู่ในบ้านภายหลัง ส่วนตัวละครอื่นๆก็เป็นตัวประกอบในเชิงบรรยายโลกีย์โลก ให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมที่นำกามตัณหามาแสดงความวิปริตในจิตใจมนุษย์แต่ละคน ความโดดเด่นของตัวเรื่องอ่านแล้วไม่รู้สึกก้าวร้าว(offensive) นอกจากความเข้าใจในการใช้ภาษาอย่างที่ผู้เขียนกล่าวไว้ น่าจะเป็นวิธีการเล่าเรื่องในเชิง "อัตถนิยม" ที่ในตอนท้ายนายจันก็บอกเองว่าเป็นการเขียนขึ้นเพื่อรักษาจิตใจจากการแนะนำของหมอประจำตัว เมื่อเล่าในลักษณะระบายทุกข์ใหญ่หลวงนี้ ตัวหนังสือจึงให้โทนเสียงไปในเชิงขบขัน บริสุทธิ์มาตั้งแต่เด็ก อ่านแล้วสนุกมาก ประกอบกับการผูกเรื่องที่ยอดเยี่ยม ผูกปม คลายปมที่สลับซับซ้อนในความสัมพันธ์ของตัวละครและเหตุการณ์เป็นไปที่แท้จริง ทำให้อยากรู้และชวนติดตามตลอดว่าชีวิตของนายจันจะเป็นอย่างไร เมื่อถูกกลั่นแกล้งจนต้องออกจากบ้าน และเมื่อต้องกลับเข้ามาบ้านอีกเพราะความจำเป็นบังคับชนิดที่หนักหนาพอที่จะสืบทอดเวรกรรมอันนี้

หนังสือของอุษณา เพลิงธรรมเล่มนี้ ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปีพศ. ๒๕๐๙ นับนิ้วแล้วมีอายุยาวนานถึงสามสิบห้าปี เขียนตั้งแต่สมัยที่การพูดถึงเรื่องราวอีโรติกแบบนี้ในสังคมยังไม่เป็นที่รู้จัก ดังนั้นคงพอจะนึกออกว่าตัวหนังสือสร้างความฮือฮาในแง่ศีลธรรมขนาดไหน ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากนักอ่านตั้งแต่กรุงเทพฝั่งซ้ายยันฝั่งขวาจนกินพื้นที่ไปทั่วประเทศ แต่ความคลาสสิคของหนังสือเล่มนี้ไม่ได้สะท้อนถึงแต่ชีวิตที่หลงใหลไปในตัณหาเท่านั้น กลับสะท้อนด้านสำนึกดีงามของมนุษย์ และสะท้อนแง่มุมมนุษย์อย่างหมดเปลือกซึ่งก็แฝงมากับคำพูดของจัน ดาราเองแทบทุกตอน เรื่องนี้จึงคงความคลาสสิคไว้ด้วยประการทั้งปวง

เรื่องความวิกลของปรีย์ ถ้าจะว่าไปก็ยังนับว่าเป็นการดีอย่างเอกแล้ว ที่ความไม่สมประกอบของเขาได้เป็นที่โจ่งแจ้งออกมาเช่นนั้น นั่นก็คือการดีกว่าคนที่ซุ่มซ่อนเอาความไม่สมประกอบเข้าไว้ในจิตใจ -- ในสังขาร ซึ่งดูก็เป็นผู้คนบริบูรณ์ดีจนมีสิทธิ์และโอกาสที่จะก่อกรรมทำเข็ญแก่สังคมได้สารพัด คนประเภทนี้มีอยู่มากและระวังยากเสียด้วย ผมจึงรักและนิยมปรีย์ของผมในประการเช่นนี้ (หมายเหตุ: ปรีย์ มาจาก..อัปปรีย์ที่นายจันผู้ดูแลตั้งให้ เพราะเห็นว่าเกิดมาก็ตกสถานะในเวรกรรมเดียวกับที่เขาเคยประสบ)

หมายเหตุการอ่าน ขออนุญาตบ่นในฐานะนักอ่านสักนิดว่า ผมชอบสะสมหนังสือจากสำนักพิมพ์นี้พอสมควร ทั้งรูปเล่มที่พอเหมาะและการใช้ตัวอักษรเพื่อง่ายแก่การอ่าน เล่มไหนที่ใช้กระดาษสีออกเหลืองๆไม่สะท้อนแสงทำร้ายนัยน์ตา ยิ่งชอบมาก แต่เรื่องของการเขียน"คำนำ" ไม่ทราบเป็นอะไร หลายครั้งที่นึกอยากจะเล่าเรื่องหน้าที่ของคำนำ หมายเหตุ เชิงอรรถ ภาคผนวก ต่างๆที่เคยอ่านเจอมาให้ฟัง หนังสือในประเทศไทยทั้งหลายจัดว่ามีคำนำเยอะที่สุดในโลกก็ว่าได้ แทนที่จะให้เนื้อหาในเรื่องของผู้เขียนเป็นสิ่งที่ทำความรู้จักกับคนอ่านเอง เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด คนนั้นกลับแนะนำคนนี้ คนนี้มารับรองคนนั้น ว่าด้วยทฤษฎีนั้นนี้ต่างๆนานา มีมากจนน่าจะใช้คำว่า "เกินความจำเป็น" (หนังสือรวมเรื่องสั้น "รักธรรมดา" ของสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม เป็นเรื่องแรกที่ผมดีใจมาก เพราะไม่มีคำนำให้เหนื่อย) เหตุนี้เองผมจึงข้ามการอ่านคำนำทั้งปวงเสีย แต่ในกรณีนี้เป็นเรื่องของปกซะมากกว่า เกรงว่าอาจจะมีนักอ่านโรคจิตแบบผม ที่บางทีไม่อยากอ่านหนังสือเพราะหน้าปก ไม่ใช่เพราะเห็นเป็นของแสลงแบบพวก"มือถือสาก ปากถือศีล" ที่คุณประมูลว่า แต่เพราะหนังสือโมเดิร์น คลาสสิคเล่มนี้ทำให้นึกไปถึงปกหนังสือโมเดิร์น คลาสสิคเล่มอื่นๆ คุณลองจินตนาการดูสิว่า ถ้าหนังสือของดี.เอช. ลอร์เรนช์ อย่างเช่น Lady Chartterley's Lover, Sons and Lovers, Women in Love หรือแม้แต่มาดามโบวารีเอง มีหน้าปกชวนอ่านและตีตราแบบนี้ แล้วมันจะสื่อหักเหใจนักอ่านขนาดไหนถ้าไม่รู้เรื่องราวข้างในมาก่อน ความคลาสสิคจะลดน้อยลงไหม? เรื่องนี้เป็นรสนิยมส่วนตัวของผมเอง คนอื่นอาจจะเห็นว่าปกสวยมากแล้ว (ที่จริงภาพวาดนี้เป็นภาพในสไตล์ล้อเลียนสังเกตจากสายตาของชายหนุ่มและภาพผู้หญิงโอบรัดกันสองคนด้านหลัง เหมือนภาพในนิตยสารลลนาเมื่อก่อน ซึ่งเป็นนิตยสารเล่มหนึ่งที่เคยประทับใจ) แต่ผมยังยืนยันว่า ถ้าเห็นหน้าปกแบบนี้ซะก่อนโดยไม่รู้จักผู้เขียน คงคิดว่าเป็นหนังสือที่มีแต่เรื่องสังวาสดาษๆ ผมอยากจะเข้าใจว่าเรื่องนี้อาจเกิดจากความไม่ตั้งใจ ความหวังดีในการเตือนผู้อ่านเป็นสิ่งที่ดีเสมอ แต่บางครั้งความจงใจสามารถกลายเป็นจุดสนใจขึ้นมาได้ อยากเอาปกหนังสือนี้ฉบับพิมพ์ครั้งแรกที่มีลายเส้นสวยมาให้ดูจะได้เข้าใจถึงความคลาสสิคที่หมายถึง ชวนดูหน้าปกหนังสือคลาสสิคต่างๆได้ที่ www.penguinclassics.com
 

เกี่ยวกับผู้เขียน อุษณา เพลิงธรรมป็นนามปากกาของคุณประมูล อุณหธูป เกิดเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๓ พระนคร กรุงเทพ เริ่มศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนเทวะกุญชร จบชั้นมัธยมปลายโรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จเจ้าพระยา หลังจากนั้นเข้าทำงานรับราชการที่กองรังวัด และไปรับราชการกรมสหกรณ์ที่ปากน้ำ สมุทรปราการ เริ่มมีงานเขียนมากมายในช่วงที่เข้าทำงานในแวดวงหนังสือ จนตอนหลังเป็นบรรณาธิการนิตยสารชาวกรุง มีผลงานในนามนี้อีกหลายเล่ม ขณะเดียวกันก็มีผลงานแปลชั้นครู ที่พอจะจำได้และประจำใจมาก เช่น โลงของอีส้า ปีศาจสันนิวาสที่แปลมาจากหนังสือของซิดนีย์ เชลดอน จ้าวแม่ทองดำ โลกียชน เป็นต้น

เรื่องของจัน ดารา: อุษณา เพลิงธรรม
ISBN: 974-7520-19-2 แพรวสำนักพิมพ์ ๓๘๖ หน้า ราคา ๒๑๐ บาท

" ไอ้ของอย่างนี้จะเขียนให้มันวิจิตรก็ได้ จะเขียนให้มันสัปดนก็ได้ ขอให้เข้าใจเขียนเถอะ ของแบบนี้มันมีอยู่เรื่อย ที่นี้อยู่ที่ภาษาที่ใช้ ถ้าใช้ภาษากันดีๆมันก็ไปได้ เขียนภาษาให้เรียบร้อยแล้วมันก็ไปลงที่เดียวกันนั่นแหละ ในที่สุดนะ มันก็ต้องลงเตียงเดียวกัน ลงหลุมเดียวกันนั่นแหละ ในที่สุดนะทำไมต้องไปใช้ภาษาให้มันรู้สึกว่ายังกะคนเขาเขียนเองไม่เป็น เพราะของแค่นี้ เพียงแค่สะกิดๆกันนิดเดียวเท่านั้น เขาก็รู้แล้ว ธุระอะไรจะต้องไปบรรยาย โอ้โฮ...หมดเลย ใช้คำให้มันเพราะ พูดให้อารมณ์มันสุนทร แต่ถ้าจะพูดถึงไอ้การข่มขืนก็พูดไป แต่ถ้าไม้ใช่อย่างนั้น มันก็เป็นภาษาที่ดี ไอ้กามารมณ์ที่ทุกรูปแบบใช้คำดีทั้งนั้น แล้วมันก็ใช้ได้..."
อุษณา เพลิงธรรม ๗ กันยายน ๒๕๒๘ (ปกหลังด้านใน)

Copyright © 2001 faylicity.com

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๔