* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก
 
book ท่องทศชาติผ่านจิตรกรรม : อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย

BookBookท่องทศชาติผ่านจิตรกรรม เล่าเรื่องทศชาติชาดก หรือเรื่องราวในชาติต่างๆ สิบชาติของพระพุทธเจ้า โดยมีรูปประกอบเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังในวัดวาอารามต่างๆ ของไทย รวมทั้งศิลปะอื่นแซมด้วยบ้าง เช่น งานสลักไม้ หนังสือเล่มนี้ให้ทั้งความสนุกจากเรื่องเล่า และให้ผู้อ่านได้ชมภาพสวยงามไปด้วยอย่างได้รส

หนังสือชุดนี้พิมพ์ครั้งแรกเป็นปกแข็งในปี 2545 ส่วนฉบับปกอ่อนในราคาย่อมเยากว่ามากได้ตีพิมพ์ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยพิมพ์เป็นหนังสือ 2 เล่ม เล่มแรกประกอบด้วยห้าชาติแรก คือ เต ช สุ เน ม (เตมีย์ พระมหาชนก สุวรรณสาม เนมิราช และ มโหสถ) ส่วนเล่มหลังเป็นห้าชาติที่เหลือ คือ ภู จ นา วิ เว (ภูริทัต จันทกุมาร พรหมนารท วิธุรบัณฑิต และ เวสสันดร)

พูดถึงเรื่องชาดกเช่นนี้แล้ว ผู้อ่านอาจนึกว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อชวนหลับดังเช่นวิชาพระพุทธศาสนา แต่หนังสือชุดนี้จะทำให้ใครที่คิดเช่นนั้นแปลกใจ เพราะเล่าเรื่องสนุกมากๆ ด้วยภาษาทันสมัยที่เขียนดีและอ่านง่าย ผู้เขียนไม่ได้สักแต่เล่าเฉยๆ แต่ยังแทรกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยและความเห็นชวนคิด ทั้งยังยกประเด็นเป็นคำถามให้ผู้อ่านที่สนใจได้ใคร่ครวญต่อหลังอ่านจบ ที่สำคัญคือผู้เขียนเล่าความได้น่ารักและมีอารมณ์ขันมากๆ ทำให้อ่านเรื่องได้เพลิดเพลินเป็นที่สุด อ่านสนุกน่าติดตามจนอดคิดไม่ได้ว่า หากเด็กไทยได้อ่านชาดกสนุกๆ อย่างนี้ คงจะสนใจไปอ่านชาดกฉบับอื่นๆ ขึ้นอีกมากโข และยังจะได้สนุกกับการชมจิตรกรรมไทยไปด้วย

ผู้เขียนเล่าความโดยเขียนเป็นจดหมายถึงเพื่อน จากอู่ทองถึงน้ำริน และเล่าด้วยภาษาอย่างที่เพื่อนจะเขียนถึงเพื่อน จึงทำให้เรื่องนี้อ่านได้ง่ายสบายใจ เนื่องจากไม่มีบรรยากาศของการสั่งสอน แม้แต่การให้ความรู้ก็กลายเป็นการเล่าความที่สนุกสนานและน่ารัก

ลองดูตัวอย่างได้จากความเห็นที่แทรกในเรื่อง เช่นตอนพระมหาชนก ที่อู่ทองคิดว่า "ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ที่มีความเป็นมนุษย์มากที่สุด และเป็นพระโพธิสัตว์องค์เดียวที่มี 'พัฒนาการของตัวละคร'" หรือการบอกถึงการใช้ "กรรมเก่า" มาเป็น "สูตรสำเร็จอย่างหนึ่งสำหรับใช้อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งที่ไม่สมควรจะเกิดในชีวิตของคนไทย" เล่าการแก้ปัญหาแบบไทยๆ โดยใช้เทวดาเข้ามาช่วย จนผู้เขียนรำพึงว่า "ถ้าไม่มีเทวดาแล้ว วรรณคดีต่างๆ ของไทยจะแก้ปัญหากันอย่างไร พระสังข์กับรจนาจะต้องอยู่กันในกระท่อมปลายนาไปอีกนานเท่าใด พระมารดาพระมหาชนกจะหลบหนีการตามจับของเจ้าโปลชนกทันได้ยังไง แม้แต่พระเตมีย์ก็เถอะ จะอยู่จะกินอย่างไรในป่า ในเมื่อท่านไม่มีความรู้เกี่ยวกับการดำรงชีวิตในป่าเลย"

การอธิบายความยังทำได้น่ารักจนทำให้คนอ่านต้องหัวเราะ เช่นเมื่อผู้เขียนบอกถึงบารมีของจันทกุมาร ว่า "พระองค์ทรงสามารถข่มใจไม่ให้คิดโกรธเคืองพระบิดาได้ นึกถึงใจตัวเอง ถ้ามีพ่องี่เง่าอย่างนี้ เป็นเราคงโมโหหน้ามืดไปแล้วนะน้ำริน"

ผู้เขียนยังยกตัวอย่างและพรรณนาชาดกว่าเล่าความได้ไพเราะจับใจอย่างไร บทตอนเหล่านี้ชวนให้คนอ่านอยากไปอ่านชาดกฉบับเต็มๆ ยกตัวอย่างได้จากพระเวสสันดร ในตอนที่ทรงทราบว่าจะมีผู้เดินทางมาขอพระกุมาร (จากการตีความฝันของนางมัทรี) ในตอนนั้นพระเวสสันดรอยู่ในป่าได้ 7 เดือนแล้วโดยไม่ได้ทรงทำทาน เมื่อรู้เข้าก็ถึงกับดีพระทัย "กระหายอยากทำทานในครานี้มาก" ชนิดที่ชาดกใช้คำว่า "ดุจนักเลงสุราอยากดื่ม"

เรื่องเล่าเหล่านี้ล้วนแต่มีคำสอนใจที่ดี เช่นในเรื่องพระมหาชนก ที่มีตอนเล่าว่า "แขนข้างที่ใส่กำไลสองอันย่อมมีเสียงอยู่ตลอดเวลา เพราะกำไลเมื่ออยู่ด้วยกันย่อมกระทบกัน ส่วนข้างที่ใส่อันเดียวนั้นไม่มีเสียง เนื่องจากไม่มีอะไรมากระทบ เช่นเดียวกับคน เมื่ออยู่ตามลำพังก็จะสงบเพราะไม่มีใครให้กระทบกระทั่งด้วย" การเล่าความในชาดกยังโยงไปถึงเรื่องสมัยปัจจุบัน โดยผู้เขียนยกวาทะของผู้ริเริ่มโอลิมปิค, ละครเพลง ดอน กิโฮเต้, กลอนของรุดยาร์ด คิปลิง, เรื่องของมารีอังตัวเน็ต และยังได้เปรียบเรื่องในยุคสมัยปัจจุบันได้อย่างใกล้ตัว เช่นเรื่องของอองซานซูจี

สิ่งดีพิเศษอย่างหนึ่งของหนังสือชุดนี้ คือผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นว่าคุณธรรมต่างๆ ทั้ง 10 ประการ ยังเป็นสิ่งทันสมัย ใช้ได้กับสถานการณ์ปัจจุบัน และเป็นสิ่งดีที่จำเป็นกับการใช้ชีวิต เป็นสิ่งที่จะทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น ดังเช่นตอนพระเตมีย์ กับการละวางเรื่องทางโลก ผู้เขียนกล่าวว่า

น้ำรินลองคิดดูสิว่า
ถ้าเพียงแต่...คนเราจะพยายามปฏิเสธสิ่งเย้ายวนทั้งมวลเพื่อจะได้ไม่ต้องทำชั่ว
ถ้าเพียงแต่...คนเราจะยินดีเผชิญกับความทุกข์ทรมานทั้งปวงแทนการยอมทำสิ่งที่เลวร้าย
โลกของเราจะน่าอยู่ขึ้นเพียงไร

นอกจากเรื่องนี้จะอ่านสนุกเพลิดเพลินแล้ว ยังมีภาพประกอบสวยงาม ที่ผู้เขียนชี้ชวนให้ดูภาพไปด้วยกับเรื่อง ทั้งบอกเกร็ดและความเห็นน่ารักต่างๆ ต่อภาพเหล่านั้น เช่นการวาดพระเตมีย์ในวัยเด็ก ที่จิตรกรไทยทำได้ "สำเร็จบ้างล้มเหลวบ้างตามแต่ฝีมือช่างวาด" ซึ่งดูรูปแล้วก็ต้องขำไปด้วยเพราะเป็นเช่นนั้นจริงๆ ผู้เขียนยังเล่าถึงการแสดงออกทางอารมณ์ของภาพเขียนไทยที่ท่าทาง และแสดงให้เห็นอารมณ์ขันต่างๆ ของศิลปิน เช่นภาพเทวดาแอบมาจู๋จี๋กัน หรือท่ารำ "หัวใจเกินร้อย" ที่ดูแล้วนับถือหัวใจคนรำไปด้วยจริงๆ ผู้อ่านจะได้เห็นม้าที่ชวนให้นึกถึง 101 ดัลเมเชี่ยน ยามที่ผู้เขียนชักชวนให้น้ำรินสังเกตรูปไปด้วย ก็เท่ากับได้ชวนให้ผู้อ่านได้สังเกตรูปไปด้วย หนังสือภาพทั่วไปอื่นๆ อาจชักชวนให้สังเกตแต่ลายเส้นอันละเอียดอ่อนไหวของศิลปิน แต่ผู้เขียนชวนให้เราเห็นความมีชีวิตชีวาของภาพ เช่น สีหน้าผิดหวังของชาวบ้านที่ไม่ได้รับการบริจาคทาน ที่ดูแล้วขำไปด้วยจริงๆ หรือฉากดังเช่น "ฉากตอนนี้ ไม่เคยเห็นใครวาดได้น่าหมั่นไส้เท่าในสมุดภาพไตรภูมิสมัยอยุธยาเลย น้ำรินดูสิว่าอีตาพราหมณ์แกเอกเขนกได้เต๊ะจุ๊ยขนาดไหน" อยากเห็นว่าขนาดไหนลองไปอ่านหนังสือชุดนี้ดูได้

เมื่อคนอ่านยังเป็นเด็กและได้ไปวัดสวยๆ เช่นวัดพระแก้วที่มีภาพฝาผนังมากมาย ก็นึกอยากรู้เรื่องราวในนั้น หรืออยากให้มีคนมาเล่าให้ฟัง คนอ่านได้แรงบันดาลใจไปอ่านเรื่องรามเกียรติ์ฉบับเต็มจากภาพฝาผนังของวัดเช่นนี้เอง ด้วยเมื่อเห็นภาพสวยแล้วอยากรู้เรื่องบ้าง ดังนั้นการอ่านหนังสือชุดนี้จึงเป็นเสมือนมีผู้มาเล่าให้ฟังถึงภาพเขียนเรื่องชาดก โดยเล่าได้สนุกมากๆ การอ่านจึงน่าประทับใจยิ่ง

หนังสือชุดนี้ดีทั้งเนื้อหา การเขียน รูปเล่ม ภาพประกอบสวยๆ ทั้งยังอ่านสนุกได้ความรู้ ความคิด ซึ่งเป็นเรื่องดีในยุคสมัยนี้ที่การอ่านข่าวสารบ้านเมืองทำให้เศร้าเสียใจได้มาก คุณธรรมในเรื่องเล่าเหล่านี้ยังเป็นสิ่งที่พอให้ยึดเหนี่ยวจิตใจได้ และยังบอกว่าการยึดมั่นในความดียังมีความหมาย

บทท้ายเล่มยังบอกเรื่องชาดกกับสังคมไทย และการอ่านจิตรกรรมฝาผนัง เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มากสำหรับคนอ่านทั่วไป

คนอ่านรักหนังสือนี้ตั้งแต่อ่านหน้าแรก นึกขอบคุณผู้เขียนที่เล่าเรื่องดีๆ ให้ได้รู้ หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือดีที่สุดเล่มหนึ่งที่ได้อ่านในรอบปี จึงอยากแนะนำให้อ่านกันดู หนังสือชุดนี้อ่านได้ดีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ จึงเป็นหนังสือประจำบ้านและประจำห้องสมุดที่น่ามีไว้


เกี่ยวกับผู้เขียน อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย ก่อนเกษียณอายุราชการ ได้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผลงานเขียนคือ ภาพพูด: เปิดมิติใหม่ในการดูจิตรกรรมฝาผนัง (๒๕๔๖) ผลงานแปลหนังสือ สัจจะมนุษย์ (๒๕๒๓) และ เบื้องหลังหน้ากาก (๒๕๓๐)

ท่องทศชาติผ่านจิตรกรรม เต ช สุ เน ม : อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย
ISBN 974-93245-4-4 กรุงเทพ 224 หน้า ราคา 180 บาท ปกอ่อน ปีที่พิมพ์ ๒๕๔๘

ท่องทศชาติผ่านจิตรกรรม ภู จ นา วิ เว : อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย
ISBN 974-93245-3-6 กรุงเทพ 240 หน้า ราคา 200 บาท ปกอ่อน ปีที่พิมพ์ ๒๕๔๘

Copyright © 2005 faylicity.com

แต่ความขุ่นเคืองทำให้จิตใจเศร้าหมอง ทำให้เวลาของเราหมดไปกับความคิดที่ชั่วร้ายและไม่เป็นสุข ฉันคิดว่าศาสนาพุทธพูดถูกที่ว่าการหมกมุ่นอยู่กับความพยาบาทและโกรธเคืองนั้นเป็นการเผาผลาญทั้งจิตใจของตัวเองและเวลาของชีวิต ซึ่งควรจะใช้ไปในทางที่เกิดประโยชน์สุขแก่ตนเองและผู้อื่นมากกว่า ชีวิตคนเรานี้สั้นนัก ทำไมถึงปล่อยให้เวลาของเราหมดไปกับการคิดถึงสิ่งและบุคคลอันไม่เป็นที่รัก เขาไม่ควรจะมีความสำคัญกับเรามากถึงขนาดนั้นมิใช่หรือ
-- อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย ท่องทศชาติผ่านจิตรกรรม
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๘