| แกะรอยเส้นทางค้าเด็ก - 5 ชีวิตเด็กในธุรกิจขอทาน : วรเชษฐ เขียวจันทร์, เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข |
หนังสือเล่มนี้เปิดเผยข้อเท็จจริงบางส่วนของปัญหาการค้าเด็กในธุรกิจขอทาน ผู้ที่อาศัยในเมืองใหญ่โดยเฉพาะกรุงเทพฯ คงคุ้นเคยกับภาพเด็กขอทานริมถนน บนสะพานลอย จนกระทั่งเด็กที่มาเดินเร่ขายดอกไม้, ผลไม้ และข้าวของจุกจิกอื่นๆ
คุณเป็นหนึ่งในผู้มีใจเมตตาสงเคราะห์เด็กเหล่านี้ด้วยการให้เศษเงินบ้างหรือไม่ เป็นหนึ่งในผู้ที่ไม่เคยตั้งคำถามว่าเหตุใดเด็กเหล่านี้จึงต้องมานั่งขอทานแทนที่จะได้อยู่ในโรงเรียน เป็นหนึ่งในผู้ที่เมื่อบริจาคทานแล้วก็หมดความใส่ใจต่อชีวิตเหล่านั้น หากเป็นเช่นนั้นแล้ว คุณน่าจะได้อ่านหนังสือเล่มนี้อย่างยิ่ง ด้วยจะได้รู้ว่า "มากกว่าครึ่งหนึ่งของการขอทาน เป็นรูปแบบหนึ่งของธุรกิจ ซึ่งมีคนใจดีจำนวนมากเป็นผู้ร่วมกระทำ หรือแนวร่วมมุมกลับ การทำบุญในธุรกิจบาป" หนังสือเล่มนี้ศึกษาและสำรวจข้อมูลจากการลงพื้นที่เพื่อหาข้อมูลว่าเด็กบางส่วนมาเป็นขอทานได้อย่างไร จัดพิมพ์โดยมูลนิธิกระจกเงา ศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ ในโครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ เนื้อหาในเล่มแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกเล่าถึงเด็กขอทานที่มาจากประเทศกัมพูชา ส่วนที่สองเล่าถึงเด็กขอทานที่ถูกขายจากอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ข้อมูลมาจากการสัมภาษณ์เด็กและผู้คนที่เกี่ยวข้อง ในส่วนแรก หนังสือเล่าถึงเรื่องของเด็กชาวกัมพูชาสี่คน วัยตั้งแต่ 3-14 ปี ที่ร่วมชะตากรรมในการขอทานบนสะพานลอยห้างฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ส่วนหลังเล่าเรื่องของเด็กจากชุมชนอิสลามบำรุง อ.แม่สอด จ.ตาก ที่ถูกนายหน้าค้ามนุษย์ซื้อจากบิดามารดามาทำงานขอทานในกรุงเทพ บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ข้อเท็จจริงร่วมกันคือเด็กเหล่านี้ถูกบังคับให้ทำงานหนักทุกวัน (เช่นเจ็ดโมงเช้าถึงสี่ทุ่ม) ในแต่ละวันหากได้เงินไม่ถึงเกณฑ์ที่ผู้ควบคุมตั้งไว้ก็จะถูกทุบตี (ในเล่ม เด็กที่ไม่มีประสบการณ์ต้องได้เงินวันละ 500 บาทขึ้นไป ส่วนเด็กที่มีประสบการณ์แล้วต้องได้เงินมากกว่าหนึ่งพันบาท) ใครที่เห็นเด็กขอทานกับผู้ใหญ่ มิได้หมายความว่าผู้ใหญ่เหล่านั้นจะเกี่ยวดองเป็นพ่อแม่เด็กแต่อย่างไร เด็กขอทานเหล่านี้จะถูกติดตามเฝ้าดูห่างๆ ไม่ให้หลบหนี และจะมีคนไปรวบรวมเงินที่ขอมาได้เป็นระยะๆ เด็กเหล่านี้ได้เงินสำหรับใช้จ่ายส่วนตัวน้อยมาก บางรายได้วันละห้าบาท บางรายได้วันละ 20 บาท (ซึ่งต้องไปซื้ออาหารกลางวันกินเองด้วย) หนังสือเสนอความคิดว่าเด็กเหล่านี้เป็นเพียง "อุปกรณ์" ในการหาเงิน ไม่ผิดอะไรกับกระป๋องใส่เงิน ผู้คนที่คิดว่าตนเองมีใจเมตตานั้นเข้าใจผิดไปมากหรือไม่? เด็กเหล่านี้ถูกสอนให้ทำท่าน่าเวทนาเพื่อให้ได้เงินมากๆ ทั้งการหมอบกราบ การทำท่าหิวโหย ซึ่งรวมถึงการหิวโหยจริงที่เด็กโรยแรงไป ด้วยผู้คุมบางคนให้เด็กกินข้าววันละมื้อเดียวเท่านั้น หนังสือเล่าถึงเส้นทางการค้าเด็กได้ดี บอกประเด็นตรงและจริงแท้ที่หลายคนไม่เคยฉุกคิด และยังมีประเด็นลึกซึ้งชวนคิด เช่นเรื่องของเด็กที่เกิดในไทยโดยไร้สัญชาติ เนื่องจากเกิดจากพ่อแม่ที่ลักลอบอพยพมา เด็กเหล่านี้ไม่มีสิทธิ์ใดๆ ไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาดี ชวนอ่าน หากจะมีข้อควรปรับปรุงใด ก็คงเป็นการเรียบเรียงภาษาและถ้อยคำในหลายบทตอนที่น่าจะอ่านรื่นกว่านี้ ตัวอย่างภาษาในเล่มที่น่าจะปรับปรุงได้มีเช่น "โรงเรียนที่พวกเขากำลังเดินออกมานั้นยังมีเด็กอีกจำนวนหนึ่งที่เคยเดินเรียงแถวร่วมกับพวกเขา แต่ทว่าวันนี้ แถวที่มีให้เดินนั้น มีเด็กจำนวนหนึ่งที่สังคมพาให้พวกเขาเดินออกจากแนว" ในเล่มมีภาพประกอบ เป็นภาพที่น่าสนใจและจะดีไม่น้อยหากมีข้อมูลบรรยายรายละเอียดของภาพสักเล็กน้อยในภาคผนวก หรือแม้แต่การวางรูปในตำแหน่งที่สอดคล้องกับเนื้อความ ถึงแม้ผู้อ่านจะพอเดาได้บ้างก็ตาม หนังสือเล่าเรื่องราวในลักษณะที่ผู้เล่าบรรยายอารมณ์ความรู้สึกของเด็กๆ และเล่าเรื่องโดยโน้มน้าวจูงใจให้ผู้อ่านเห็นใจชะตากรรมของเด็ก เช่น "หนูน้อยปาดน้ำตา...ให้กับคืนวันอันโหดร้ายของเธอ...อย่างเดียวดาย" การเล่าชนิดนี้ทำให้อ่านได้มีรสชาติดังการอ่านวรรณกรรม และชวนให้สงสารคล้อยตาม ซึ่งการเขียนงานสารคดีแนวนี้เป็นการเขียนลักษณะหนึ่งที่รับความนิยมในบ้านเรา แต่การเล่าลักษณะนี้ทำให้คนอ่านต้องตั้งการ์ด ด้วยรู้ว่าต้องปะทะกับพายุน้ำตาความขมขื่นของโศกนาฏกรรมชีวิต เรื่องนี้มีข้อเด่นอยู่แล้วที่ข้อมูล ที่เบื้องหลังเส้นทางการค้าเด็ก หากเสนอข้อมูลและข้อเท็จจริงเป็นเรื่องหลัก และเสนอส่วนอารมณ์เป็นเพียงส่วนประกอบ หนังสือก็จะเป็นงานสารคดีที่หนักแน่นขึ้นมาก หลายบทตอนเป็นการคร่ำครวญที่เนื้อหาซ้ำๆ กัน ซึ่งหากเพียงเสนอข้อเท็จจริง คนอ่านส่วนใหญ่น่าจะรู้สึกสงสารได้เองอยู่แล้ว การเสนออารมณ์จำนวนมากชวนให้คิดว่าผู้เล่ามีอคติ ซึ่งการมีอคติย่อมเป็นเรื่องดี ดีกว่าไม่รู้สึกไม่รู้สาอะไรเลยด้วยจะทำให้การเขียนแห้งแล้ง ทว่าการมีอคติที่แสดงออกมามากๆ ในงานสารคดี ทำให้น่าสงสัยว่าผู้เล่าได้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างจากต่างมุมต่างมิติ ด้วยความถี่ถ้วนรอบคอบแล้วจริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อการเล่ามักนำเสนอเรื่องจากภาพมาตรฐานที่เรามักจะคิดกัน ทำให้เรื่องดูแบนๆ ตัวอย่างเช่น เด็กๆ ล้วนแต่มีจิตใจใสสะอาด บริสุทธิ์สดใส ร่าเริง มีแต่เสียงหัวเราะเบิกบานและรอยยิ้มเปื้อนหน้าอยู่เป็นนิตย์ รักโรงเรียน หมู่บ้านห่างไกลนั้นเงียบสงบและเรียบง่าย ชาวบ้านต่างอยู่กันอย่างเงียบสงบและเรียบง่าย เด็กๆ ต่างมีความสุขในสถานแรกรับเด็กชายปากเกร็ด ล่ามที่ทำหน้าที่ประดุจแม่คนที่สองของเด็กๆ คนเลวจะถูกเรียกโดยสรรพนามว่า "มัน" ฯลฯ เด็กบางส่วนอาจสมัครใจเป็นขอทานเพราะได้เงินดีและง่าย แต่นั่นเป็นอีกประเด็นปัญหาหนึ่ง หากในเรื่องการค้าเด็กและธุรกิจเด็กขอทานแล้ว คนอ่านอยากแนะนำหนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่เนื้อหาดี ข้อมูลดี กระตุ้นเตือนให้ผู้คนนึกถึงประเด็นที่สังคมมองข้าม ให้ฉุกคิดว่าการให้เงินเด็กขอทานเป็นการสนับสนุนการนำเด็กมาแสวงหาประโยชน์ รวมทั้งเป็นการสนับสนุนขบวนการค้ามนุษย์หรือไม่ "ร่วมช่วยเหลือเด็กๆ เหล่านี้โดยการแจ้งเบาะแสการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบขอทานแก่หน่วยงานตำรวจ หรือหน่วยงานของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพราะชีวิตของพวกเขาไม่ควรเติบโตอยู่บนท้องถนนอีกต่อไป" จากข้อมูลในเว็บ www.stop-childbegging.org หากพบเห็นเด็กขอทาน สามารถแจ้งได้ที่ ศูนย์ประชาบดี กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โทร 1300 หรือที่ โครงการยุติธุรกิจเด็กขอทาน ศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา โทร 02-255-5530-2
เกี่ยวกับผู้เขียน เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข จบการศึกษาปริญญาตรีด้านกฎหมายจากรามคำแหง ปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายและข้อมูล ศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา แกะรอยเส้นทางค้าเด็ก : วรเชษฐ เขียวจันทร์, เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข
Copyright © 2006 faylicity.com ทุก 1 ใน 3 จุดที่มีการขอทานจะมีเด็กนั่งอยู่ตรงนั้นด้วย ... ยิ่งมีผู้เมตตากับเด็กเหล่านี้โดยการบริจาคเงินมากเท่าไหร่ ปริมาณเด็กที่จะถูกนำมานั่งอยู่ที่ท้องถนนจะยิ่งมากขึ้นเป็นทวีคูณ |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๙ |