| LANARK: A LIFE IN 4 BOOKS : Alasdair Gray
read by O |
![]()
ลานาร์กเป็นผลงานชิ้นแรกและชิ้นเอกของอลัสเดอร์ เกรย์ ออกจำหน่ายเมื่อปี 1981 ขณะที่ผู้เขียนมีอายุสี่สิบห้าปี เกรย์เขียนลานาร์กตั้งแต่อายุสิบแปดโดยเริ่มบทแรกในเล่มที่หนึ่ง ชีวิตของดันแคน ธอร์ และใช้เวลานานถึงยี่สิบหกปีกว่าหนังสือจะเสร็จสมบูรณ์ ลานาร์กแสดงอัจฉริยภาพของเกรย์ให้เทียบเท่ากับนักเขียนในยุคก่อน เขาทำให้เราตระหนักว่าวรรณกรรมยังคงเป็นงานที่ใช้ฝีมือบ่มเพาะและลึกซึ้งในโครงสร้างการเขียนมากกว่าเรื่องที่ให้แค่ความบันเทิง ในหนังสือ Lectures on Literature ของวลาดิเมียร์ นาโบคอฟ ว่าไว้ว่านักอ่านที่ดีคือนักอ่านที่อ่านหนังสือซ้ำ แต่อย่าลืมว่าหนังสือที่นาโบคอฟอ่านคือวรรณกรรมของดิกเค่นส์ พรูตส์ คาฟก้า ออสติน โฟลแบรต์ และจอยซ์ ลองนาโบคอฟมาอ่านหนังสือภาษาอังกฤษในสมัยนี้ เขาอาจจะเอามือก่ายหน้าผากแล้วเปลี่ยนใจเรื่องวรรณคดี เขาคงบอกว่านักอ่านที่ดีคือนักอ่านที่ไม่อ่านหนังสือซ้ำ ลานาร์กเป็นหนังสืออ่านซ้ำได้เหมือนอ่านใหม่ทุกครั้ง สนุกจนเราคิดว่าควรจะใส่ซองตีทะเบียนแล้วส่งไปให้นาโบคอฟบนสวรรค์ ลานาร์กแบ่งออกเป็นสี่ตอน เรียงลำดับจากเล่ม 3 1 2 4 โดยมี Prologue หลังเล่มสาม Interlude หลังเล่มหนึ่ง และ Epilogue แทรกกลางเล่มสี่ บทเริ่มต้นเล่าเรื่องชายคนหนึ่งเดินทางมาบนรถไฟคนเดียว มาถึง ณ เมืองแห่งหนึ่งที่ไร้แสงสว่าง ที่ชานชาลามีคนมารอรับและพาเขาไปศูนย์สวัสดิการสังคมเพื่อลงทะเบียนและรับเงินสวัสดิการล่วงหน้าขณะที่ยังหางานทำไม่ได้ ชายคนนี้สูญเสียความทรงจำว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน เขาจึงตั้งชื่อใหม่จากป้ายที่เห็นบนรถไฟ ลานาร์กถูกนำไปตรวจร่างกายเพื่อลงประวัติโดยละเอียดเพราะรัฐนี้ใช้ระบบสุขภาพแยกประเภทของประชากร ลานาร์กพบว่าตัวเองเป็นโรคผิวหนังในระยะเริ่มต้นซึ่งเรียกว่าโรคดรากอนไฮด์ คนที่อยู่ในเมืองนี้เป็นโรคนี้กันมากเพราะขาดแสงอาทิตย์ และพอลุกลามมากเข้าผู้ป่วยก็จะหายสาบสูญไปทีละคนสองคน เมืองอันแธงค์คือชื่อเมืองมหัศจรรย์แห่งนี้ เมืองซึ่งไร้ดวงอาทิตย์ ไร้เวลา ประชากรต้องอาศัยดูเวลาจากการนับชีพจรตัวเองหรือนับจังหวะการเต้นของหัวใจ ลานาร์กพบว่าความเป็นอยู่ของคนในเมืองมีความประหลาดเป็นอันมาก ที่นี้มีระบบอาหารการกินแย่ มีองค์กรของรัฐที่ไม่มีตัวตน มีโฆษณาชวนเชื่อเต็มเมือง หรือประชากรบางคนเป็นโรคพิลึกมีริมฝีปากพูดได้ขึ้นที่ฝ่ามือ ลานาร์กรู้สึกว่าที่นี่คือนรก ตัวเขาเองเป็นดรากอนไฮด์มากขึ้น แขนขาเริ่มหมดเรี่ยวแรง ลีบและยาวขึ้น จนเอาแต่นอนบนเตียงและกำลังจะหายตัวไปแบบคนอื่นอื่น มีหญิงคนหนึ่งบอกให้เขาทำงานเพราะการทำงานเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้โรคทุเลาลง ลานาร์กรู้สึกตัวอีกทีที่สถาบันแห่งหนึ่งมีลักษณะคล้ายกับโรงพยาบาล ที่นี่อาหารรสชาติจืดชืด ไม่มีคุณภาพและมีข่าวลือว่าทำมาจากผู้ป่วย ทั้งผู้ป่วยถูกนำไปผลิตเป็นพลังงานที่ทำให้มีไฟฟ้าใช้ เขาเจอกับริมา เพื่อนสาวที่รู้จักกันในอันแธงค์ ทั้งสองมุ่งมั่นจะหนีและหนี ไปหาชีวิตที่ดีกว่าเช่นในเมืองที่มีความสว่างสดใสจากพระอาทิตย์
เล่าอย่างรวบรัดตัดตอนในเล่มแรก ถึงตอนนี้คุณคงนึกว่าลานาร์กเป็นนิยายไซไฟ เกรย์เล่าความหลักแหลมในการเขียนลานาร์กให้ฟังในบทส่งท้าย เขาบอกว่านี่ไม่ใช่นิยายวิทยาศาตร์ แต่จะเพราะอะไรคงต้องให้หนังสือเป็นผู้เฉลย เมืองอันแธงค์ทำให้เรานึกถึง Brave New World ของออลดักซ์ ฮักซลีย์ กลยุทธ์ที่ใช้วิทยาศาสตร์เสียดสีภาพสังคมหนึ่ง อันแธงค์แฝงภาพของความเศร้าหมองเปรียบได้ดังเมืองเล็กอย่างกลาสโกว์ที่ล่มสลายเพราะโดนระบบทุนนิยมจากเมืองใหญ่กว่ากลืนกิน เราจะตีความอย่างไรสุดแล้วแต่จะคิด แต่มีความแยลยลในเนื้อหามากกว่านั้น เกรย์ยืนกรานว่าอันแธงค์เป็นภาพขุมนรกดังเต้ และลานาร์กคือชีวิตหลังความตายของชายคนหนึ่งที่ชื่อว่าดันแคน ธอร์ แต่จะเพราะอะไร เราคงต้องสืบสวนหนังสือกันต่อ เล่มที่หนึ่งและสองจึงย้อนกลับมาเล่าชีวิตในวัยเด็กของดันแคนตั้งแต่วัยห้าขวบ เขาเติบโตที่กลาสโกว์ในครอบครัวที่พ่อทำงานใช้แรงงานและพยายามผลักดันให้ลูกมีอาชีพที่ดีกว่า ดันแคนดำเนินชีวิตแบบ A Portrait of the Artist as a Young Man (เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตจริงของผู้เขียนเพราะเขาอยากเป็นศิลปิน) ศิลปะเป็นวิชาที่ดันแคนแสดงออกถึงความเป็นมนุษย์เพื่อตอบโต้ระบบสังคม แต่ความล้มเหลวในชีวิตและในระบบสังคมเมืองกลับทิ้งคำถามไว้ให้เมื่อดันแคนตัดสินใจฆ่าตัวตายในท้ายเล่มสอง
เล่มสี่เป็นตอนแห่งความหรรษา โลกแฟนตาซีของลานาร์กกลายเป็นนิยายวิทยาศาสตร์การเมืองอย่างที่ผู้เขียนปฏิเสธ ลานาร์กต้องหาประตูทางออกในเขตไร้เวลา เขากับริมาเดินวนเวียนหาทางกลับเมืองอันแธงค์เพื่อทำงานสำคัญอะไรบางอย่างก่อนจะเดินทางไปเมืองโปรวาน แต่เมื่อถึงอันแธงค์ เมืองก็กำลังประสบกับความหายนะ เรื่องราวผจญภัยต่อไปเป็นความสนุกสุดยอดเรียกอารมณ์ขันได้ทุกตอน คนอ่านชอบฉากที่สลัดเด้นเจ้าเมืองประกาศภาวะฉุกเฉินในเมืองโดยให้ประชากรหาอะไรไปอุดซิงค์หรือท่อในบ้าน และฉากที่ลานาร์กเห็นหน้าลูกชายสุดที่รัก 'เด็กแห่งอนาคต' เป็นครั้งแรก ลานาร์กมีเนื้อหาละเอียด ซับซ้อน ใช้ภาษาอ่านง่ายกว่ามากถ้าเทียบกับงานยุคก่อนของจอยซ์หรือโอไบรอัน เรารู้สึกรื่นเริงกับวิธีที่เกรย์ปรากฏตัวในบทบาทนักเขียนคือพระเจ้า คุยกับลานาร์กในบทส่งท้าย(หนังสือยังไม่จบดี มีต่ออีกสี่ห้าบท) เกรย์หยิบยกวรรณคดีต่างต่างในอดีตกาลจนมาถึงยุคก่อนหน้าเขา เล่าประเด็นและประโยคอิทธิพลที่ส่งผลในลานาร์กเพื่อว่านักวิจารณ์ทั้งหลายจะได้ไม่ต้องไปงมหาข้อมูลหรือตีความกันไปสิบปีไม่รู้จบ เขาทำสารบัญละเอียดยิบจนน่าทึ่งว่าเขาคือสารานุกรมแห่งการอ่านโดยแท้ เกรย์เขียนประโยคหนึ่งสะท้อนเรื่องราวทั้งหมดในหนังสือ เขาบอกกับลานาร์กว่า เรื่องเล่าของดันแคนเป็นชีวิตของชายที่ตายเพราะเลวร้ายในการให้ความรัก ซึ่งเหมือนกับเรื่องลานาร์กเองที่แสดงให้เห็นว่าความเจริญของมนุษยชาติล่มสลายด้วยเหตุผลเดียวกัน วิล เซลฟ์นักเขียนชื่อดังในอังกฤษเคยประกาศความคารวะให้กับอลัสเดอร์ เกรย์ คนอ่านจากทางใต้ก็ขอก้มหัวให้เขาเช่นกันในฐานะที่ยังทำให้วรรณคดีสมัยนี้มีชีวิต หมายเหตุ* ลานาร์กฉบับสำนักพิมพ์ Picador ขาดตลาดแล้ว มีแต่ฉบับสำนักพิมพ์ Canongate ผู้จัดพิมพ์ครั้งแรกในปี 1981 ซึ่งนำมาพิมพ์ใหม่โดยมีแบบฉบับรวมเล่มเดียว หรือฉบับครบรอบยี่สิบปีพิมพ์แยกสี่เล่มในหนึ่งกล่องพร้อมลายเซ็นผู้เขียน
เกี่ยวกับผู้เขียน: Alasdair Gray
Lanark: A Life in 4 books : Alasdair Gray
"Hullo. Not many of you have seen me face to face like this, and I promise you I regret having to appear. A provost is a public servant, and a good servent should never march into the living room when the family is enjoying an evening of television and complain about the difficulties of his job. Good servants work quietly behind the scenes, providing their employers with what the employers need. But sometimes an unforseen accident occurs. Perhaps a bath falls through the kitchen ceiling, and then no matter how competent a servant is, he must tell the boss and the boss's wife what had happened, because the household routine is going to be upset and everyone has a right to know why. Something unexpected has happened to the plumbing of the Unthank region,..."
Alasdair Gray . . . Lanark: A Life in 4 books Copyright © 2003 faylicity.com
|
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๖ |