| LIVING TO TELL THE TALE : Gabriel Garcia Marquez
read by O |
Living to Tell the Tale เป็นอัตชีวประวัติเล่มแรกของกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ นักเขียนระดับโลกที่หลายคนคงรู้จักดี เขาเล่าประวัติตั้งแต่เกิดในปี 1927 จนถึงปี 1955 ช่วงที่เขายังเป็นนักข่าวและเริ่มหัดเขียนหนังสือเป็นเรื่องเป็นราว (เรื่องยาวยังไม่ได้รับการตีพิมพ์เป็นเล่ม) ชีวิตของมาร์เกซอ่านสนุกเหมือนนวนิยายที่เขาเขียนขึ้น ในนั้นมีกลิ่นอายของความมหัศจรรย์ มีเสน่ห์และชีวิตชีวา มีความสุขและความทุกข์ที่กอปรหล่อหลอมขึ้นเป็นชีวิตนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ของเขา
มาร์เกซเริ่มต้นเล่าบทแรกถึงการเดินทางไปขายบ้านเก่ากับแม่ในเมืองอรากาตาก้า เมืองตอนเหนือของโคลัมเบียที่ครอบครัวเคยใช้ชีวิตอยู่ตอนเขาเป็นเด็ก การเดินทางครั้งนี้เองที่ทำให้เขาเกิดกำลังใจในการเป็นนักเขียนและสิ่งนี้ก็อยู่กับเขาตลอดชั่วชีวิต มาร์เกซตอนนั้นอยู่ในวัยยี่สิบสามปี เพิ่งตัดสินใจเลิกเรียนกฎหมายทั้งที่เรียนไปแล้วสองปี เขารู้ว่าแม่ต้องการจะถามเหตุผลในเรื่องนี้ ระหว่างการเดินทางในขบวนรถไฟร้างที่มีแต่แม่ลูกสองคนคู่นี้ แม่ก็เอ่ยคำถามที่เขาไม่อยากได้ยิน ว่าจะให้บอกกับพ่ออย่างไรที่เขาเลิกเรียนหนังสือ แม่รู้ว่าเขาอยากจะเป็นนักเขียน แต่การจะเป็นนักเขียนนั้นไม่จำเป็นต้องเลิกเรียน แม่กับลูกปรับความเข้าใจกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย ความมุ่งมั่นของเขาบ่งบอกออกมาให้เราฟังว่าถ้าไม่ทำอาชีพเขียนหนังสือ ชีวิตนี้คงเหมือนตายทั้งเป็น การเดินทางครั้งนี้ทำให้มาร์เกซหวนระลึกถึงชีวิตในวัยเด็ก สังคมของชาวบ้านในชนบท ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงนี้ได้กลายเป็นโครงเรื่องและตัวละครในนิยายของเขาทั้งสิ้น ชีวิตครอบครัวเต็มไปด้วยเรื่องราวตำนานห้อมล้อมตัวเขา ที่ฟังจากสิบคนเล่าก็กลายเป็นสิบเรื่อง จนมาร์เกซเองไม่แน่ใจว่าเรื่องไหนจริง แต่ในนั้นมีมนต์วิเศษเสน่ห์ของจินตนาการที่ซึมซับมาสู่ตัวเขา มาร์เกซเป็นลูกชายคนโต เขาเกิดในครอบครัวใหญ่ มีชื่อเล่นที่แม่เรียกว่า กาบิโต้ มีพี่น้องท้องเดียวกันสิบเอ็ดคนและลูกของพ่อฝ่ายเดียวอีกสี่คนที่แม่เองก็รัก แม่คือชีวิตจริงของเฟอร์มินา ตัวละครในนิยายรักอมตะ Love in the Time of Cholera ขณะที่พ่อคือฟลอเรนติโน นายโทรเลขที่ชอบสีไวโอลินเพื่อความรัก ต่างจากนิยายตรงที่ว่าเมื่อผ่านความยากลำบากมา ในที่สุดคุณตากับคุณยายก็อนุญาตให้แต่งงานกัน คุณตาของเขาเป็นผู้พันทหารมีฐานะดี มาร์เกซอาศัยอยู่กับตาและยายเมื่อพ่อไปทำงานที่เมืองอื่น มาร์เกซชอบวาดภาพตามผนังบ้านจนโดนแม่ดุ คุณตาเลยอุทิศผนังห้องของตัวเองให้หลานวาด และพาหลานรักไปไหนด้วยตลอดเวลาจนเขาได้ฟังตำนานต่างต่างมากมายในเมือง มาร์เกซมีหนังสือเล่มแรกคือพจนานุกรมรูปภาพที่มีขนาดหนาอย่างสารานุกรม คุณตาเป็นคนให้แล้วบอกว่าคำทุกคำในโลกนี้อยู่ในนั้น มาร์เกซเริ่มสนใจใน"คำ"จนหลงรัก เขาอ่านพจนานุกรมไปเรื่อยเรื่อยจนนึกว่ามันเป็นนิยาย นิสัยการอ่านของมาร์เกซเป็นที่รู้เห็นกันดีในบ้าน เขาอ่านทุกอย่างที่ขวางหน้าและมีความจำเป็นเลิศจนจดจำคำกลอน บทเพลงต่างต่างประหนึ่งว่าเป็นผู้ประพันธ์เสียเอง เขาเล่าชีวิตอย่างสนุกสนาน ความทุกข์ยังกลายเป็นความสุขจากถ้อยคำของเขา เขาพึงพอใจในสิ่งที่ครอบครัวเป็นและมี ชีวิตเริ่มเปลี่ยนไปอีกหนเมื่อคุณตาเสียชีวิตลง ผู้หญิงที่แวดล้อมเขาเมื่อตอนเป็นเด็กเช่นป้าทั้งหลายเริ่มหายไปทีละคนสองคน พ่อกับแม่กลับมาอยู่ด้วยกันอีกหนและความยากจนก็เข้ามาเยือน แม่ผลิตลูกรายปีจนลูกสาวต้องห้ามเพราะเลี้ยงน้องไม่ไหว พ่อไปต่างเมืองนานจนบางครั้งแทบจะลืมหน้า กาบิโต้หรือมาร์เกซจึงเป็นความหวังแรกของครอบครัวเสมอ เขาเรียนหนังสือดีจนได้รับทุนตลอด มาร์เกซเล่าความทรงจำละเอียดลออ หลายตอนในครอบครัวสนุกและตลกมาก และหลายตอนแสดงความชั่วร้ายไปตามวัยอันคึกคะนอง หากทว่ามีอีกหลายองค์ประกอบที่ขับขานกันเป็นชีวิตและประวัติศาสตร์ของชาวโคลัมเบีย ทั้งเรื่องของสงคราม การเมือง เหตุการณ์นองเลือดต่างต่าง และเสียงดนตรีที่แทรกซึมอยู่ในจิตวิญญาณของชาวลาติน และยังมีบุคคลมากหน้าหลายตาที่เข้ามามีอิทธิพลในชีวิตของเขา มาร์เกซให้ความสำคัญกับชื่อ เขาเขียนทุกชื่อเต็มลงในบันทึกทั้งเล่มจนคล้ายกับว่ามีตัวตนมากมายให้เราจำเวลาอ่านซึ่งบางครั้งชื่อเหล่านี้ยิ่งชวนสับสน ยกเว้นบางคนที่เรารู้จักหรือบางคนที่เหมือนมีชีวิตโลดแล่นออกมานอกหนังสืออย่างเช่นเรื่องแม่และญาติของเขา หรือเรื่องราวที่ทำให้เรารู้เกร็ดประวัติบางอย่างที่น่าสนใจ เช่นมาร์เกซเป็นนามสกุลของแม่ ส่วนการ์เซียนั้นเป็นนามสกุลข้างพ่อ เขาใช้นามสกุลมารวมกันเหตุเพราะวันหนึ่งเขาไปประกวดร้องเพลง แม่บอกว่าให้ใส่นามสกุลแม่ไปด้วย ชาวบ้านจะได้รู้ว่าลูกใครเนื่องจากแม่ไปป่าวประกาศให้ทุกคนรอฟังในวิทยุหมดแล้ว ตั้งแต่นั้นมาร์เกซจึงใช้ชื่อนี้ในนามนักเขียนด้วย ชีวิตวัยหนุ่มตอนเริ่มทำงานเป็นนักข่าวตั้งแต่ระหว่างยังเรียนอยู่ จนกระทั่งเลิกเรียนเอง อ่านได้เพลิดเพลินยิ่งนักโดยเฉพาะแวดวงกวีและนักเขียนที่ส่งอิทธิพลในการเขียนและอ่านให้แก่เขา มาร์เกซเป็นนักข่าวตกยาก เขาแทบจะไม่มีเงินเลย ซุกหัวนอนที่ไหนก็ได้ มีข้าวกินจากความน่ารักของเพื่อนและคนอื่นที่ใจดีกับเขา เขาเล่าว่าได้เงินจากบทประพันธ์ครั้งแรกตอนอายุสี่สิบปี ก่อนหน้านั้นทำเงินจากการเขียนคอลัมน์ซึ่งเป็นเงินเพียงเล็กน้อย แต่ไม่เคยได้เงินเวลาเรื่องสั้นได้ตีพิมพ์ในนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์เลย หลายคนชมว่าเขาเป็นนักเขียนหน้าใหม่ที่มีฝีมือแต่เขารู้ว่าเขายังห่างไกล สู้เพื่อนเพื่อนที่รู้จักกันยังไม่ได้เลย มาร์เกซเล่าถึงที่มาและเบื้องหลังหนังสือหลายเล่มที่เขาเขียนขึ้น โดยเฉพาะต้นฉบับแรกของ Leaf Storm ซึ่งโดนปฏิเสธจากสำนักพิมพ์ และยังเล่มอื่นอย่าง One Hundred Years of Solitude, In Evil Hour เป็นต้น สิ่งหนึ่งที่หล่อหลอมความเป็นนักเขียนที่ดีให้เขาคงจะมาจากการอ่านหนังสือมาก เขามีวิธีอ่านแล้วอ่านอีกจนสามารถแยกโครงสร้างการเขียนของผู้ประพันธ์เพื่อที่จะเรียนรู้ว่าบทประพันธ์ที่ดีนั้นเขียนอย่างไร มาร์เกซดูจะชอบวิลเลียมส์ ฟอล์คเนอร์เป็นพิเศษ (ผู้เขียน As I lay Dying, The Sound and the Fury) เพราะพูดถึงบ่อย และเจมส์ จอยซ์ ซึ่งตอนแรกมาร์เกซบ่นว่าเนื้อเรื่องของจอยซ์อ่านครั้งแรกมักไม่สนุก แต่จอยซ์มีเทคนิคการเขียนที่ยอดเยี่ยมน่าศึกษา มิสซิสดัลโลเวย์ ของ เวอร์จิเนีย วูล์ฟเป็นหนังสือที่เขารักจนท่องได้ขึ้นใจ ซึ่งตัวละครหนึ่งในนิยายเล่มนี้ เซปติมัส วอร์เรน สมิธ กลายเป็นชื่อนามปากกาตอนเขาเขียนคอลัมน์ให้หนังสือพิมพ์ El Heraldo มาร์เกซจบเล่มแรกตอนเขากำลังจะเดินทางไปยุโรปเพื่อทำข่าวสี่วัน ก่อนเดินทาง เขาเขียนจดหมายหาผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาเห็นเธอยืนอยู่หน้าบ้าน น่าแปลกที่มาร์เกซพูดถึงความรักของพ่อแม่หรือคนรอบข้าง แต่เขาไม่ค่อยพูดถึงความรักของเขาเลยยกเว้นรักที่มาจากความหลง ผู้หญิงคนที่เขาเขียนจดหมายก่อนออกเดินทางนี้ เขาเล่าอยู่ตอนเดียวในหนังสือเมื่อเห็นเธอในวัยเด็กและเคยชวนเธอเต้นรำเพื่อจะเผยความในใจ เธอเต้นรำด้วยแต่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ บอกกับมาร์เกซว่า"พ่อของฉันบอกว่าเจ้าชายของฉันยังไม่มาเกิด" มาร์เกซจึงเขียนถ้อยคำลงในจดหมายฉบับนั้นว่าถ้าไม่ตอบคำเขา เขาจะอยู่ที่ยุโรปตลอดไป จากสี่วันกลายเป็นสามปี ผู้หญิงคนนี้จะตอบเขาหรือเปล่า โปรดอดใจและติดตามชะตาชีวิตของกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซได้ในเล่มหน้า
เกี่ยวกับผู้เขียน Gabriel Garcia Marquez กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ปัจจุบันผู้เขียนอยู่กับภรรยาที่เม็กซิโกซิตี้ ในวัย 77 ปี มาร์เกซเลี่ยงการออกงานนอกจากจะพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านเพราะโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ถ้าดูตามประวัติศาสตร์ของตระกูลเขา หลายคนมีอายุร่วมร้อยปี เช่นแม่ของเขาเองที่มีอายุหนึ่งร้อยในปี 2002 และเสียชีวิตลงตอนที่เขาเขียนอัตชีวประวัติเล่มแรกจบพอดี ดังนั้นมาร์เกซคงจะมีแรงเล่าประวัติและเขียนหนังสือดีให้เราอ่านอีกนาน Living to Tell the Tale : Gabriel Garcia Marquez, translated by Edith Grossman
The first thing that struck me was the silence. A material silence I could have identified blindfolded among all the other silences in the world. The reverberation of the heat was so intense that you seemed to be looking at everything through undulating glass. As far as the eye could see there was no recollection of human life, nothing that was not covered by a faint sprinkling of burning dust. My mother stayed in her seat for a few more minutes, looking at the dead town laid out along empty streets, and at last she exclaimed in horror: ''My God! '' Copyright © 2004 faylicity.com |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ |