| อยากให้ลมหนาวหวนมาอีกครั้ง : อภิชาติ เพชรลีลา |
หนังสือเล่มนี้ชื่อเพราะ ปกสวย ออกแบบภายในน่าอ่าน แต่ที่น่าสนใจกว่าอย่างอื่นอยู่ที่เป็นนวนิยายของ "นักเขียนรุ่นใหม่" ดังที่บอกไว้ที่ปก งานเขียนนี้เป็นนวนิยายเล่มแรกของผู้แต่ง หนังสือออกใหม่ในปัจจุบันเต็มไปด้วยหนังสือแปล เรื่องสั้น งานรวมเล่มจากคอลัมน์ต่างๆ และเกลื่อนกลาดไปด้วยเรื่องเล่าของ"ฉัน" (ความรักของฉัน การเดินทางของฉัน อารมณ์ของฉัน) นวนิยายเล่มนี้จึงเป็นความแตกต่างได้บ้าง โดยเฉพาะกับผู้ที่สนใจนิยายสักเล่มจากนักเขียนหน้าใหม่
อยากให้ลมหนาวหวนมาอีกครั้ง เป็นเรื่องการย้อนรำลึกอดีตอันสวยงามของหนุ่มชื่อธันวา ธันวาเคยเรียนที่เชียงใหม่ ณ ที่นั้น เขามีความทรงจำอ่อนหวานของลมหนาว ของชีวิตนักศึกษา ของ"เพื่อนรักจากกันไปไกล... หญิงสาวผู้งดงามเหมือนดวงดาว ความรักติดตรึงใจช่างโง่เขลา... แม่น้ำวัยเยาว์ ภูเขาขี้เกียจ บ้านเชิงเขา.." และอื่นๆ ที่ล้วนเป็นภาพตราตรึงในใจธันวา ที่ถ่ายทอดมาให้เราได้รับรู้ หนังสือเล่มนี้เปี่ยมด้วยความถวิลหาอาวรณ์ เป็นการกลับไปสู่วันคืนแสนสุขงดงามที่ไม่มีอยู่จริงอีกต่อไป ดูจะคล้ายกับนิยายรักนักศึกษาฉบับอ่อนโยนด้วยภาษารื่นหวาน แต่จากความนำและประวัติผู้เขียนที่นำเนื้อเรื่อง ก็ทำให้เราทราบได้ว่าเรื่องเล่าเหล่านี้ก็เป็นเรื่องของ "ฉัน" ของผู้เขียนเช่นกัน ธันวาไปเรียนภาควิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เช่นเดียวกับผู้เขียน และการอ่านเพียงไม่นานก็เกิดความรู้สึกได้ว่าผู้เขียนได้บรรลุผลที่บอกเราไว้ตั้งแต่ต้นจริง ว่าความตั้งใจในการเขียนนิยายเล่มนี้ก็คืออยากเก็บเรื่องราวมารวมไว้ในที่ๆ เขาจะมั่นใจว่ามันจะไม่โรยไปตามกาลเวลา การเขียนเรื่องเพื่อมุ่งหมายจะเก็บเกี่ยวอดีตของผู้เขียน อาจมีความสุ่มเสี่ยงได้เช่นกันว่าเรื่องที่เขียนออกมานั้น อาจกลายเป็นเรื่องที่มีแต่ผู้เขียนเท่านั้นที่จะประทับใจได้มากที่สุด เนื้อเรื่องส่วนแรกในเล่มล้วนแต่เป็นข้อเท็จจริงและกิจกรรมต่างๆ ที่เอ่ยถึงการเรียน การรับน้อง ขึ้นดอย ฯลฯ เป็นดังเกร็ดบันทึกของตัวธันวาถึงโลกของเขาและเพื่อน แม้โลกนั้นจะสวยงามจับใจ แต่ก็เป็นโลกที่ไม่มีผู้อ่านร่วมอยู่ในนั้น เพราะธันวามิได้เล่าถึงเหตุการณ์เหล่านั้น เขาเพียงแต่เอ่ยถึง ดังว่าเราย่อมจะต้องรู้จักเหตุการณ์นั้นดีแล้ว หรือมองอีกด้านก็คือว่าธันวาไม่ได้สนใจว่าใครต้องทราบ เพราะเขากำลังบันทึกเรื่องของตัวให้ตัวเองฟัง การอ่านจึงเป็นดังการมองเข้าไปในลูกโลกกระจกของธันวาโดยที่ธันวาปิดประตูทางเข้าเอาไว้ ธันวาเพียงแต่เล่าเรื่องของเขาโดยการมองเข้าไปในตัวเขาเองโดยไม่แยแสกับผู้อ่าน แต่ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าธันวาเป็นผู้เล่าที่ไม่ดี เขาเพียงแต่กำลังดื่มด่ำกับการย้อนคิดของตนเอง น่าเสียดายแต่ว่าเรื่องนี้อาจจะไม่ซาบซึ้งต่อคนอ่านในวงกว้างได้มากไปกว่าผู้อ่านวัยก่อนเข้ามหาวิทยาลัยที่ฝันใฝ่ตื่นตากับชีวิตนักศึกษาของตนในภายหน้า หรือผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์ใกล้เคียงกับธันวามาแล้ว โดยเฉพาะนักศึกษาร่วมสถาบันที่จะเข้าใจดีถึงภูมิประเทศ เทศกาลสำคัญประจำปี สถานที่เด่นต่างๆ แต่กับผู้อ่านทั่วไปแล้ว ก็อาจได้เพียงแต่หวนรำลึกถึงอดีตเก่าๆ ของตนแต่เพียงเท่านั้น การเขียนเรื่องโดยอิงฉากกับชีวิตจริงของผู้เขียนเป็นสิ่งสามัญในโลกวรรณกรรม อาทิเช่นนาโบคอฟ, จอห์น เออร์วิง, คาโพที, ฮาร์เปอร์ ลี ล้วนแต่สร้างงานยิ่งใหญ่ด้วยการทำดังนี้มาแล้ว แต่ฉากชีวิตที่ผู้เขียนใช้นั้น มีเพื่อนำเสนอไปถึงความหมายอื่นที่มากขึ้นไปกว่าเพียงการบันทึกถึงความทรงจำส่วนตัว และหากจะเป็นเรื่องบันทึกอดีตโดยอย่างเดียวแล้ว ผู้เล่าก็เปิดใจรับผู้อ่านไปสู่โลกนั้นกับเขาได้ด้วยการเล่าหัวใจและความรู้สึกอย่างใส่ใจกับผู้อ่านว่ามีเรานั่งฟังอยู่ด้วย หรือไม่เช่นนั้นแล้ว ผู้เขียนก็ต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ผู้อ่านรักได้มากจริงๆ จนไม่ว่าเขาจะแยแสผู้อ่านหรือไม่ เราก็ยังอยากจะอ่านการเขียนที่ดีมากๆ ของเขา อย่างเช่นงานของบิวโควสกี หรือ พันธุ์หมาบ้า ของชาติ กอบจิตติ เป็นข้อดีว่าในเรื่องลมหนาวฯ ช่วงกลางเรื่อง เริ่มมีตัวละครหลากหลายกับเหตุการณ์ที่น่าสนใจมากขึ้น มีจังหวะน่าประทับใจของวัยรุ่นที่ต้องตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิต และเสน่ห์ของเรื่องนี้อยู่ที่ภาษาของผู้เขียนที่ชวนอ่านได้สบายใจ ให้อารมณ์ความรู้สึกละเอียดอ่อนจนตลอดเล่ม ลมหนาวของเขาสวย และเราสัมผัสความรักลึกซึ้งในสายลมนั้นของธันวาได้จริงจัง ธันวาค่อยๆ ผูกใจผู้อ่านได้มากขึ้นเรื่อยๆ แม้เขาจะยังไม่เปิดหัวใจกับเรามากขึ้นก็ตาม หนังสือเล่มนี้มีบทจบทิ้งท้ายได้น่าประทับใจมาก ถึงแม้จะมีจังหวะที่น้ำเสียงกระโดดอยู่บ้าง (เช่น ด้วงเค้าเป็นคนเพื่อนเยอะ) หรือ จังหวะกระตุกของการย้อนอดีตแบบไม่ทันตั้งตัว แต่โดยรวมแล้ว เรื่องนี้ก็น่าจะทำให้ผู้อ่านรำลึกถึงอดีตได้ น่าเสียดายเล็กน้อยว่าธันวาไม่ได้บอกเล่าในตอนท้ายว่าเพื่อนที่ห่างหายไปนั้นเป็นอย่างไรแล้ว เราอดนึกไม่ได้ว่าชีวิตที่กระจัดกระจายนั้นยังอยู่ดีหรือไร หากใครจะมองหาหนังสือสักเล่มที่ทำให้หวนนึกถึงวันวานด้วยความรู้สึกสวยๆ หนังสือเล่มนี้ก็ไม่น่าทำให้คุณผิดหวัง ก้าวแรกของนักเขียนผู้นี้ทำให้หวังว่าก้าวต่อไปของเขาจะน่าติดตาม อภิชาติเขียนในความนำว่า "ผมเขียนนิยายเรื่องนี้ด้วยความไม่ลำบากนัก เพราะรู้ตั้งแต่ต้นว่าเรื่องราวจะดำเนินไปและจบลงอย่างไร" เราหวังว่าเรื่องราวใหม่ของเขาจะเขียนถึงโลกใบที่เปิดกว้างกว่านี้ เพื่อให้เข้าถึงผู้อ่านจำนวนมากได้ แม้เรื่องนั้นอาจจะเขียนด้วยความลำบากมากกว่านี้ แต่เมื่อนั้นเท่านั้น ที่เราจะอยากให้ลมหนาวของเขาหวนมาอีกครั้ง เมื่อธันวาผ่านวัยเยาว์และสูญเสียอดีตไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่เขาจะต้องเติบโตและเผชิญหน้ากับโลกจริง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้เขียนด้วยว่าจะอยากให้ลมหนาวของเขาพัดไปทางไหน
เกี่ยวกับผู้เขียน อภิชาติ เพชรลีลา นามปากกาของ สุรฉัตร เพชรลีลา เกิดที่กรุงเทพฯ จบภาคภูมิศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในรหัส ๓๔ ผลงานเขียนคือ กล่องไปรษณีย์สีแดง (๒๕๔๓) อยากให้ลมหนาวหวนมาอีกครั้ง (๒๕๔๔) นกดวงจันทร์ (๒๕๔๕) หนึ่งปีของชีวิต (๒๕๔๖) และใช้นามปากกา นอม วิเศษสิงห์ เขียนนวนิยาย แม่ (๒๕๔๖) อยากให้ลมหนาวหวนมาอีกครั้ง : อภิชาติ เพชรลีลา
Copyright © 2002 faylicity.com เสียงหัวเราะของเธอแจ่มใสราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ และเรื่องราวของทั้งสองเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นเอง |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๕ |