* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน
 
book INTERPRETER OF MALADIES : Jhumpa Lahiri
read by O


Book Cover“ What won’t be cured must be endured.”
- From The Treatment of Bibi Haldar

คนเขียนหนังสือเล่มนี้คงค่อยๆ บรรจงร้อยถ้อยคำทีละถ้อยคำอย่างละเอียดอ่อน เหมือนเวลาที่มีผู้ชำนาญปักเข็มเย็บผ้าร้อยไหมสีสวยลงไปในงานฝีมือที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณ นี่คือภาพที่เห็นระหว่างอ่านหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ เป็นความรู้สึกน่าทึ่งว่านี่คือศิลปะของงานเขียนที่ครบถ้วนกระบวนความ โดยเฉพาะเมื่อปรากฏโฉมออกมาในรูปแบบของเรื่องสั้น ซึ่งถูกจำกัดด้วยกลไกความยาวของการเขียน ต้องถือเป็นความสันทัดของผู้เขียนที่สามารถสื่อมากับ..หนึ่ง การใช้ถ้อยคำภาษาที่เรียบเรียงอ่านง่าย งามลึกซึ้ง สอง เนื้อหาทุกเรื่องสื่อความหมายได้ชัดเจน ไม่ต้องตะเกียกตะกายอ่าน สาม ตัวละครทุกตัวมีเสน่ห์ชวนหลงใหล เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มแรกที่ต้องกล่าวว่าดีเยี่ยม ไม่มีที่ติและดีครบทุกเรื่อง จนอยากจะนำมาเล่าและนึกจะแปลออกมาทั้งหมด ซึ่งไม่เกิดขึ้นบ่อยนักกับคนอ่านผู้ไม่สันทัดในเรื่องสั้นแบบนี้

หนังสือเล่มนี้ภายในประกอบด้วยเรื่องสั้นเก้าเรื่อง เนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวกับวิถีชีวิตต่างๆ ซึ่งดำเนินภายใต้วัฒนธรรมที่ถูกผสมผสาน เช่นถ้าเรื่องไม่เกิดในอินเดียหรือใกล้เคียง ก็จะเกิดขึ้นในอเมริกา เป็นเรื่องของคนที่อยู่ผิดที่ ผิดวัฒนธรรม เป็นความดิ้นรนจากสิ่งแวดล้อมแปลกแยกจนต้องเผชิญหน้ากับความเหงาและการอยู่อย่างโดดเดี่ยว สะท้อนภาพวัฒนธรรม สังคม การเมืองได้ดี และเหนืออื่นใดคือ สิ่งเหล่านี้ถูกถ่ายทอดด้วยภาพของครอบครัวสามัญในชีวิตประจำวันธรรมดาที่เข้าใจได้ง่ายๆ ผ่านสายตาบริสุทธิ์ของเด็กหรือผู้ใหญ่ ผู้เขียนสามารถบรรยายตัวละครอย่างมีชีวิตชีวาและมีน้ำเสียงเป็นเอกเทศ เกิดความหลากหลายในเนื้อหา ถึงแม้ว่าเนื้อเรื่องดูเศร้าหมองอยู่บ้างแต่ก็เต็มไปด้วยความหวังและรักล้นเปี่ยม

สำหรับผู้อ่านที่คิดว่าตัวเองใจร้ายและใจแข็งที่สุด ขอแนะนำให้อ่านเรื่อง Mrs. Sen เสียก่อน มิสซิสเซนเป็นเรื่องของแม่บ้านชาวอินเดียที่ติดตามสามีผู้ไปเป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ในอเมริกา วันวันอยู่บ้านด้วยความเหงา วันหนึ่งจึงประกาศลงหนังสือพิมพ์ว่ารับเลี้ยงเด็กที่บ้าน เพราะตัวเองขับรถไม่เป็น เอเลียตเป็นเด็กชายที่แม่นำมาฝากเลี้ยงเนื่องจากแม่ต้องไปทำงาน ทุกวันหลังเลิกเรียน เอเลียตจึงใช้เวลาว่างอยู่กับมิสซิสเซน บทสนทนาทั้งสองในเรื่องน่ารักมาก เช่นขณะที่มิสซิสเซนเตรียมอาหาร เอเลียตจะนั่งนิ่งดูทีวีหรือทำการบ้านไป บางครั้งเธอจะเล่าชีวิตยามอยู่ในอินเดียให้เอเลียทฟัง ครั้งหนึ่งเธอเล่าว่าละแวกบ้านที่อยู่เต็มไปด้วยเพื่อนบ้านมากมาย และเนื่องจากที่นั่นไม่มีโทรศัพท์ใช้ เวลาใครบ้านไหนเป็นอะไร ถ้ามีคนส่งเสียงร้องออกมา ในไม่ช้าก็จะมีเพื่อนบ้านคนใดคนหนึ่งออกมายืนชะโงกแถวหน้าบ้าน คอยถามด้วยความหวังดีอยากช่วยเหลือ ถ้าบ้านไหนจะมีงานเลี้ยง บ้านอื่นๆ ก็พร้อมจะไปช่วยในทันที ตอนกลางคืนก่อนนอนได้ยินเสียงพูดคุยจากทั่วทุกบ้านเหมือนเป็นเสียงกล่อมชนิดหนึ่ง แต่พอมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ในอเมริกา อัธยาศัยอึกทึกแฝงไปด้วยความอบอุ่นที่เคยสัมผัส กลายเป็นความเงียบ ถึงเงียบมากจนทำให้เธอตาค้าง นอนไม่หลับ มิสซิสเซนถามเอเลียตซื่อๆ ว่า ถ้าเธอตะโกนตอนนี้จะมีคนมาช่วยไหม เด็กน้อยตอบว่าเพื่อนบ้านคงแจ้งตำรวจว่าบ้านนี้เสียงดัง หรือบางวันเอเลียตถามว่าเมื่อไหร่จะขับรถเป็นครับ มิสซิสเซนถามกลับว่า ถ้าเธอขับได้เธอขับกลับไปกัลกัตตาได้ไหม

เอเลียตนั่งฟังเรื่องราวเหล่านี้ทุกวัน เขาเริ่มเคยชินกับการได้ยินเสียงมิสซิสเซน การได้นั่งอยู่ในบ้านหลังนี้ที่ตัวเขากับมิสซิสเซนก็เหงาไม่ต่างกัน เขาเรียนรู้ว่าเพื่อนต่างวัยคนนี้มีความสุขได้เพราะอะไร ประการแรกคือเวลาที่มิสซิสเซนได้รับจดหมายจากบ้านเกิด บางวันเธอใจลอยกับเนื้อหาในจดหมาย บางครั้งก็อมยิ้มอย่างมีความสุข อย่างที่สองคือการซื้อปลาสดในตลาด ซึ่งนี้เป็นสิ่งที่เธอรู้สึกว่าผูกพันเธอเอาไว้กับชีวิตเก่าๆ เธอจะสั่งซื้อปลาเท่าที่มีโอกาสทุกครั้ง แล้วจะโทรหาสามีให้มารับในตอนกลางวัน เพื่อไปตลาดรับปลา บางครั้งสามีเกิดอาการไม่พอใจเนื่องจากมีงานต้องทำ จนวันหนึ่งเธอขึ้นรถเมล์ไปกับเอเลียตหลังเลิกเรียน แต่ก็ถูกรายงานเรื่องความเหม็นของปลาในรถ และในที่สุดเธอก็ตัดสินใจกระทำอย่างหนึ่ง ซึ่งคุณต้องตามอ่านกันเอง เพราะนี่ก็เกินขอบข่ายของการเล่ามากแล้ว

แต่ถ้าคุณยังไม่ใจอ่อนพอจะหลงรักตัวละครในเล่ม ก็ขอให้อ่าน The Real Durwan เป็นเรื่องถัดไป เพราะเรื่องนี้อาจทำให้น้ำตาซึมด้วยความสงสาร ส่วนเรื่องอื่นๆ เช่น When Mr. Pirzada Came to Dinner เป็นเรื่องของเด็กน้อยคนหนึ่งที่ทุกปีพ่อแม่จะเปิดรายชื่อในสมุดโทรศัพท์ของมหาวิทยาลัย เพื่อหาคนที่มาจากประเทศแถบอินเดียและเชิญมาทานข้าวที่บ้าน แล้วมีอยู่ปีหนึ่งที่มีแขกประจำบ้านเป็นปริศนาทำให้เธอครุ่นคิดถึงอะไรใหม่ๆ ในชีวิต ส่วนเรื่องสั้นที่มีชื่อเดียวกับหนังสือ Interpreter of Maladies เป็นเรื่องของทัวร์ไกด์คนหนึ่ง เขาทำงานหลักคือเป็นคนแปลภาษาพื้นเมืองซึ่งเป็นอาการของคนไข้ให้แก่หมอ วันหนึ่งเขาขับรถพาครอบครัวของคนอินเดียที่กลับมาเยี่ยมบ้านเกิด แล้วปรากฏว่าเขาได้รับรู้เรื่องราวลึกลับซับซ้อนของภรรยาผู้มาเที่ยว เพราะเห็นว่าเขาเป็นผู้แปลอาการโรคได้ จึงอยากให้วินิจฉัย เรื่อง The Blessed House ตลกที่สุดในเล่ม ทวิงเกิลเป็นภรรยาของราจีฟ ทั้งสองเพิ่งแต่งงานใหม่และมีความแตกต่างในนิสัยอย่างเห็นได้ชัด วันหนึ่งย้ายเข้าบ้านใหม่ ทวิงเกิลเจอรูปปั้นต่างๆ ของศาสนาคริสต์จึงอยากเก็บไว้เป็นสิ่งนำโชค ขณะที่ราจีฟเองอยากนำไปทิ้งเพราะถือว่าครอบครัวเขาเป็นฮินดู เขาไม่อยากเป็นที่จ้องมองของคนรู้จักและที่ทำงาน ทวิงเกิลไม่ยอมทุกครั้ง จะคอยงอแงเอาแต่ใจ จนครั้งหนึ่งเจอรูปปั้นพระแม่มารี ทวิงเกิลนำไปวางหน้าบ้าน ราจีฟไม่ยอม ทวิงเกิลเลยร้องไห้อยู่ในอ่างน้ำ แล้วตะโกนว่า I hate you สุดท้ายราจีฟจะทำอย่างไร

A Temporary Matter เป็นเรื่องสามีภรรยาคู่หนึ่งที่พยายามใช้ชีวิตหลีกเลี่ยงกันเท่าที่จะทำได้ เหตุเพราะครั้งหนึ่งภรรยาเคยแท้ง เลยเป็นสาเหตุให้เหินห่าง จนกระทั่งวันหนึ่งมีใบประกาศไฟดับหนึ่งชั่วโมงเป็นเวลาห้าวันตอนสองทุ่ม สองคนนี้เลยต้องมานั่งทานข้าวเย็นด้วยกันท่ามกลางแสงแทียน แล้วเริ่มเล่นเกมส์ที่เคยเล่นมาก่อน คือให้เล่าเรื่องที่ไม่เคยบอกต่อกัน ซึ่งอาจจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเจ็บช้ำน้ำใจมากขึ้น เป็นเรื่องที่อ่านแล้วอึ้งมาก เนื่องจากคิดได้ว่าความรักก็มีเหตุบาดหมางมาจากอะไรเล็กน้อยๆ เช่นนี้เอง สิ่งที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงจึงต้องยอมรับว่ามันเป็นไปเช่นนั้น แต่จะมีใครสักกี่คนจะประคองความรักด้วยใจที่รักดั่งแรกพบ เป็นคำถามที่ค่อนข้างหักมุมเล็กน้อยเมื่อเจอคำตอบในตอนจบ ส่วนเรื่องสุดท้ายที่น่ารักที่สุดคือ The Third and Final Continent เป็นเรื่องของชายคนหนึ่งที่อพยพมาทำงานในอเมริกา และบ้านหลังแรกที่เขาไปเช่าพัก เป็นบ้านของคนแก่คนหนึ่งชื่อมิสซิสครอฟ์ ผู้มีพฤติกรรมประหลาดๆ คุยเรื่องคนบนดวงจันทร์กับเขาทุกวัน เขามารู้ภายหลังว่าเธอมีอายุมากถึง 103 ปี แต่พฤติกรรมประหลาดของมิสซิสครอฟ์กลับทำให้เขาผูกพันกับภรรยามากยิ่งขึ้น ผมชอบตอนจบที่เขาสอนลูกว่า...

In my son's eyes I see the ambition that had first hurled me across the world. In a few years he will graduate and pave his way alone, and unprotected. But I remind myself that he has a father who is still living, a mother who is happy and strong. Whenever he is discouraged, I tell him that if I can survive on three continents, then there is no obstacle he cannot conquer.

จำปาเล่าให้ฟังว่าชื่อหนังสือเล่มนี้ เธอคิดออกเมื่อปี 1991 ตอนเรียนหนังสือปีหนึ่ง เธอพบผู้ชายคนหนึ่งซึ่งทำงานเป็นผู้ช่วยหมอแปลอาการโรค เธอคิดตั้งแต่ตอนนั้นว่า วันหนึ่งเธอจะเขียนหนังสือด้วยชื่อนี้ เพราะชื่อได้อธิบายหัวใจของมนุษย์ได้ดี ความดิ้นรน ยากลำบาก การแสดงออกถึงอารมณ์ภายในของแต่ละชีวิต และเธอในฐานะนักเขียน ก็มีหน้าที่คือ เป็นผู้แปลอาการของตัวละครและถ่ายทอดออกมาให้นักอ่านฟัง แต่ความดีของหนังสือเล่มนี้ไม่ได้อยู่ที่รางวัลมากมายที่ได้รับ แต่เป็นเพราะนักเขียนถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกออกมาได้ดีจริงๆ ซึ่งน่าทึ่งมากเพราะความที่เป็นเรื่องสั้น

ผมรู้สึกละอายใจเพราะเห็นหนังสือเล่มนี้หลายครั้งแล้วแต่ก็ยังไม่นึกจะอ่านสักที จนมิสซิสเซนที่บ้านซื้อมาอ่าน เลยเพิ่งมีโอกาสได้อ่านบ้าง รู้สึกประทับใจจริงๆ จึงอยากชวนอ่านหนังสือคุ้มราคาเล่มนี้กัน

author

เกี่ยวกับผู้เขียน Jhumpa Lahiri จำปา ลาหิริ เป็นนักเขียนชาวอินเดีย อายุ 32 ปี เกิดที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ แต่เติบโตในโรดไอร์แลนด์ ประเทศอเมริกาตั้งแต่เด็ก จำปาเรียนหนังสือเก่งมาก จบปริญญาโทสามใบจากมหาวิทยาลัยบอสตัน ใบแรกด้านภาษาอังกฤษ ใบที่สอง Creative Writing ใบที่สาม วรรณคดีเปรียบเทียบ และสุดท้ายคือ Ph.D. ในด้าน Renaissance Studies ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยบอสตัน เธอหัดเขียนเรื่องสั้น และได้ลงตามแมกกาซีนต่างๆ แต่นี้คือหนังสือเล่มแรกในชีวิตของเธอ หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลดังนี้ Pulitzer Prize for Fiction ปี 2000, PEN/Hemingway Award ปี 2000 , O. Henry Award ปี 2000, Publishers Weekly Best Books of the Year 2000 และเป็นนักเขียนที่ถูกจัดให้เป็นหนึ่งใน "20 best young fiction writers in America" ของ The New Yorker ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่นิวยอร์ก และกำลังเขียนหนังสือเล่มใหม่ที่เป็นเรื่องยาว

Interpreter of Maladies: Jhumpa Lahiri
ISBN 039592720X Houghton Mifflin, (2000) 198 pages $12

He pictured her face clearly in the dark, the wide tilting eyes, the full grape-toned lips, the fall at age two from her high chair still visible as a comma on her chin. Each day, Shukumar noticed, her beauty, which had once overwhelmed him, seemed to fade. The cosmetics that had seemed superfluous were necessary now, not to improve her but to define her somehow.
Jhumpa Lahiri . . . A Temporary Matter

Copyright © 2001 faylicity.com

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๑ มิถุนายน ๒๕๔๔