| CORELLI'S MANDOLIN : Louis De Bernières
read by SleepyO |
" Love
is a temporary madness, it erupts like volcanoes and then subsides.
And when it subsides you have to make a decision. You have to work out
whether your roots have so entwined together that it is inconceivable
that you should ever part. Because this is what love is."
เดือนนี้เป็นเดือนแห่งกลิ่นหอมของรวงดอกไม้ มีการคุยกันถึงหนังสือในเรื่องราวของความรัก
มีตัวละครตัวไหนบ้างที่ทำให้คนอ่านนึกรักและประทับใจ สำหรับหนังสือภาษาไทย
หลายคนอาจจะนึกถึง นิยายรักอมตะที่ยิ่งใหญ่ เช่น ปริศนา หรือข้างหลังภาพ
...แต่ตัวผมเอง กลับนึกถึงหนังสือเล่มเล็กๆ อย่าง "แป้งร่ำ"
ของคุณอมรา จรรยงค์ หรือพระเอกช่างประหยัดถ้อยคำแบบ"หลวงนฤบาล"
ของ ดอกไม้สด เป็นคำตอบที่ผุดขึ้นมาจากความทรงจำแรกๆ โดยหาเหตุผลมิได้ รู้แต่ว่าเรื่องราวในนั้นประทับใจ
ส่วนในหนังสือภาษาอังกฤษ ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงตอบว่า Love in the Time of Cholera ของมาร์เกซ เพราะความน่ารักของฟลอเรนติโน่กับภาษาแสนสวยของผู้เขียน
คิดดูอีกทีถึงความรักที่ตรึงหัวใจนักอ่านได้นั้น ส่วนใหญ่มักจะเป็นการเขียนให้เห็นถึงความรักที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรค
หรือมีตัวละครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่เอาใจใส่ในความรักมากกว่า เห็นได้ชัดเจนจากฟลอเรนติโน่และแกสบี้
อ่านแล้วรู้สึกสงสารใจ คอยแต่จะลุ้นว่า ตอนจบจะเป็นอย่างไร...
มีหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ผมนึกถึง
คือ "แมนโดลินของกัปตันคอเรลลี่" เพราะนอกจากจะมีความน่ารักในเรื่องราวของตัวละคร
ทั้งรักเพื่อน รักพ่อ รักคนรัก หรือรักศัตรู หนังสือเล่มนี้ยังทำให้ผมจดจำคำสอนอันหนึ่งเกี่ยวกับความรักได้ดี ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบความรักไว้กับรากต้นไม้...เป็นคำสอนของพ่อที่ห่วงใยในลูกสาว
หมอเอียนนิสบอกเพลาเกียว่า...เวลารักใครสักคนหนึ่ง ความรักนั้นไม่ควรเป็นเพียงคำสัญญาของความปรารถนา
ความรักไม่ควรจะเป็นอาการหลงละเมอเพ้อพกเพียงชั่วขณะหนึ่ง เพราะอาการ "หลงรัก"
เป็นสิ่งที่คนโง่ที่ไหนก็สามารถรู้สึกได้ทั้งนั้น แต่ความรักที่แท้ ควรจะเป็นสิ่งที่หลงเหลือจากอาการดังกล่าว
ความรักควรมีรากแห่งความอ่อนโยนและเข้าใจที่ผูกพันดวงใจสองดวงเข้าไว้ด้วยกัน... หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวของสงครามกับความรัก บอกเล่าประวัติศาสตร์โดยผ่านมุมมองของคนเชื้อชาติที่ต่างกันในสภาวะสงคราม เนื้อเรื่องเกิดขึ้นในปี 1941 ซึ่งเป็นช่วงแรกๆ ของสงครามโลกครั้งที่สอง ตอนนั้นเกิดการแย่งอำนาจระหว่างฮิตเลอร์จากเยอรมัน กับเบนิโต้ มุสโซลินี ผู้นำของอิตาลี ทั้งเยอรมันและอิตาลีส่งกองทัพทหารเข้ายึดครองพื้นที่ของเกาะเคฟาโลเนียในประเทศกรีซ นอกจากนั้น ยังมีทหารจากอังกฤษและเมืองอื่นๆ ที่คอยจะช่วยเหลือทั้งสองฝ่าย การยึดครองแบบนี้เป็นการซุ่มหาขุมกำลังจากประเทศรอบข้าง และแผ่อำนาจไปเพื่อจะเป็นการง่าย เวลาที่เกิดการโจมตีขึ้นจริง ความวุ่นวายจึงเกิดขึ้นบนเกาะที่แสนจะห่างไกลและบริสุทธิ์เกาะนี้ เพราะอิทธิพลของสงครามนั้นไม่เคยปรานีใคร แต่หนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนคงตั้งใจให้เป็นมุมมองที่สะท้อนสงครามในแง่มุมที่อ่อนโยน ด้วยการสร้างความขบขันออกไปในแนวทางตลกเสียดสี [อันนี้อาจจะเป็นรูปแบบการเขียนจากฝั่งอังกฤษ หรือยุโรป พวกตลกปากร้าย ชอบเหน็บแนมลึกๆ คาดว่าเป็นกรรมพันธุ์ชนิดหนึ่งที่ถ่ายทอดมาก่อนสมัยเช็คสเปียร์ ซึ่งมาถึงทุกวันนี้กลายเป็น "วัฒนธรรมเฉพาะ" หนังสือเล่มล่าสุดที่ผมกำลังอ่านอยู่ English Passengers ของ Matthew Kneale ก็สืบทอดเจตนารมณ์อันนี้ แล้วผมจะนำมากล่าวต่อไปในภายหลัง] กลับมาที่แมนโดลินก่อน เดอ เบอร์เนียรส์เริ่มต้นจากการเล่าความเป็นอยู่ของชาวเกาะ ผ่านสายตาของหมอคนหนึ่งที่ชื่อ ดอกเตอร์เอียนนิส หมอคนนี้เป็นคนที่ชาวบ้านให้ความนับถือมาก เขาเป็นหมอรักษาโรคโดยการแต่งตั้งกันเองของชาวบ้าน เนื่องจากเขาไม่มีปริญญาบัตร แต่อาศัยผ่านการฝึกฝนจากประสบการณ์ที่ตนเคยออกเดินเรือในวัยหนุ่ม เวลาใครมีเรื่องอะไรก็ต้องไปปรึกษาเขา หมอเอียนนิสอาศัยอยู่กับลูกสาวคนสวย นามว่าเพลาเกีย ลูกสาวกำพร้าแม่ที่พ่อตั้งใจเลี้ยงให้เติบโตมาเป็นผู้หญิงที่มีความรู้และฉลาด ความน่ารักของเรื่องในเบื้องต้นอยู่ตรงบุคลิกความสัมพันธ์ของตัวละครแต่ละตัวที่สร้างขึ้นด้วยอารมณ์ขัน เป็นความประหลาดเหมือนหมู่บ้านในนิทาน อ่านแล้วหัวเราะสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็นแกะ แมว ชายชรา สตามาติส บาทหลวงจอมเพี้ยนอาเซนิออส ชายทรงกำลัง เวริซาริออส เด็กน้อยเลโมนี่ หรือ แมนดาส หนุ่มรูปงามผู้ว่ายน้ำดั่งปลาโลมา ชายคนแรกที่เพลาเกียหลงรักแบบชวนละเมอ เรื่องราวเหล่านี้ชวนหัวมาก เป็นความสดใสที่ผู้เขียนคงพยายามปูพื้นให้เห็น ก่อนที่สงครามจะมาเยือน... จนกระทั่งวันหนึ่ง กองทหารจากอิตาลีเข้ายึดครองเกาะ หัวหน้ากองร้อยคือกัปตันแอนโทนิโอ คอเรลลี่ ชายผู้ถือว่ามาจากประเทศที่เป็นศัตรูกับชาวเกาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลาเกีย เธอไม่ชอบคอเรลลี่เอาเลย เป็นความเกลียดเพราะสงครามโดยแท้ เนื่องจากถือเป็นสาเหตุหลายอย่าง ไม่ว่าพรากแมนดาสคนรักไปเป็นทหาร หรือทำให้ความเป็นอยู่ของผู้คนสั่นคลอนเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เธอจึงโทษทุกอย่างไปที่คอเรลลี่ และด้วยความที่เขาเป็นหัวหน้า จึงได้รับเชิญให้ไปอยู่ที่บ้านของหมอเอียนนิสแทน ซึ่งเป็นนโยบายการผูกมิตรกับชาวบ้าน ส่วนเพลาเกียนั้นก็ต้องสละห้องนอนของเธอให้เขา ความแค้นนี้จึงทวีคูณ เธอทำทุกอย่างที่จะแกล้งเขาและทหารของเขา แต่ในที่สุดจากความชังทั้งหมดก็เปลี่ยนเป็นความรักในภายหลัง เพราะคอเรลลี่นั้นเป็นนายหทารหนุ่มที่ขี้เล่นและอ่อนโยน มีความเอาใจใส่กับเรื่องจิตใจมาก เป็นตัวละครที่น่ารักน่าชังที่สุด ใครอ่านก็ต้องพลอยหลงรักทั้งคอเรลลี่และเพลาเกียในความโรแมนติคของทั้งคู่ [ฟังดูแล้ว คล้ายโกโบริแห่งคู่กรรม ผิดแต่ว่าเรื่องนี้น่ารักกว่าและไม่ตะบึงตะบอนเท่า] คอเรลลี่เป็นนักดนตรีเล่นแมนโดลินมาก่อน เวลาไปไหนก็จะเอาแมนโดลินไปด้วยเสมอ เขาบอกว่าเสียงของแมนโดลินนั้นเปรียบเสมือนความอ่อนหวานของผู้หญิง ทุกเช้าหลังจากตื่น เขาจะต้องเล่นแอนโทเนีย[ชื่อแมนโดลิน] เพื่อให้เสียงบรรเลงอันไพเราะไปปลุกเพลาเกีย อีกทั้งกองร้อยของคอเรลลี่เป็นกองร้อยแห่งความสดใส พยายามช่วยเหลือชาวบ้านเท่าที่จะทำได้ พอมีเวลาว่างพวกเขาก็จะเล่นดนตรี[เขาบอกว่าคือคอนแชร์โต้]ให้ชาวบ้านฟังในลานประชุม หรือไม่ก็ชวนทีมกองทหารเยอรมันเตะฟุตบอล [ซึ่งขณะนั้นเยอรมันมาพักที่เกาะแล้ว แต่ทหารเยอรมันมีนิสัยค่อนข้างแข็งกร้าว ชาวบ้านเลยเริ่มหันไปนิยมพวกทหารอิตาลีมากกว่า] ความสัมพันธ์ทั้งหมดนี้ดำเนินไปอย่างปรองดอง เหตุเพราะว่าหัวหน้าทหารเยอรมัน กุนเท่อนั้นเป็นเด็กหนุ่มที่มีจิตใจดีเช่นกัน เขาก็พร้อมจะเป็นมิตรกับคอเรลลี่ ทั้งสองจึงสนิทกัน กอดคอเล่นกีฬาเสมอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นความสามารถของผู้เขียนโดยแท้ ที่ถ่ายทอดตัวละครออกมาได้อย่างละเอียด เพราะบางทีสงครามที่เป็นปัจจัยกำหนดอยู่ภายนอก ก็ไม่สามารถปิดกั้นเบื้องลึกส่วนที่ดีที่สุดของจิตใจ ที่คอยขับขานความอ่อนโยนในเนื้อแท้ของความเป็นมนุษย์ แต่ความรักเหล่านี้มาถึงจุดวิกฤต เมื่อวันหนึ่งเยอรมันประกาศสงคราม จึงมีการกวาดล้างเกิดขึ้น คอเรลลี่นั้นมีความเข้าใจในหน้าที่ของเพื่อนทหารเยอรมัน จุดที่ต้องเลือกระหว่างความรักเพื่อนกับชาติ ก็ไม่ต่างกับความรักของเขาที่มีต่อเพลาเกียกับหน้าที่ในชาติเช่นกัน เรื่องราวจะเป็นอย่างไรในช่วงหลัง ความรักจะสมหวังหรือไหม คงบอกได้คำเดียวว่าสมควรอ่านอย่างยิ่ง มีข้อน่าสังเกตอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนกล่าวไว้ในตอนท้ายเล่ม ถึงเรื่องของประวัติศาสตร์ เขากล่าวทำนองว่า การเขียนประวัติศาสตร์นั้นเป็นเรื่องราวของการให้ข้อมูลความเป็นจริง แต่ความเป็นจริงนี้ก็อาจเป็นเพียงมุมมองของใครคนหนึ่ง ซึ่งแต่ละคนก็แต่ละความทรงจำที่ตนมองเห็นและประสบมา ในหนังสือของเขาในช่วงแรกๆ จึงมีการเล่าเรื่องโดยผ่านวิธีการหลายอย่างและหลายมุม เช่น การเขียนประวัติศาสตร์เป็นบทบันทึกของหมอเอียนนิส จดหมายรักของเพลาเกีย จดหมายระหว่างสงครามของแมนดาส บางบทก็เป็นโมโนล็อค บทพูดคนเดียวดื้อๆ ของทหาร บทสนทนาแบบบทละคร เป็นคำปราศรัยของมุสโซลินีบ้าง เป็นกระทั่งใบประกาศชวนเชื่อของทหารแต่ละฝ่าย ต้องติดตามและจำพอสมควรว่าใครเป็นใคร ประกอบกับภาษาที่ใช้คำศัพท์แปลกๆ บางทีก็ต้องใช้เวลาอ่านพอสมควร หนังสือเล่มนี้ได้รับการยอมรับจากนักอ่านจำนวนมาก ไปไหนก็จะมีแต่คนถามว่า อ่านหรือยัง? สนุกไหม? ความสนุกถูกรับประกันอย่างดีเมื่อหนังสือเล่มนี้ถูกนำไปสร้างภาพยนตร์ที่กำลังจะเข้าฉายในเดือนเมษายนปีนี้ นำแสดงโดย นิโคลาส เคจกับเพเนโลป ครูซ กำกับการแสดงโดยจอห์น แม๊ดเดน ผู้กำกับจากเรื่อง Shakespeare in Love ผมเชื่อว่าคงจะเป็นหนังที่ดีเรื่องหนึ่ง ยังไงก็คงจะดีไว้ก่อนเพราะผมรอมาร่วมปีแล้ว... หมายเหตุการอ่าน: ไม่เกี่ยวกับการเล่าหนังสือเล่มนี้แต่อย่างใด
แต่ตอนแรกที่จะให้พูดถึงหนังสือรักให้สมกับเทศกาลดอกไม้ ผมคิดถึงเรื่องราวของต้นทิวลิป
กับ Instruction การเลี้ยงอันน่าทึ่งมากกว่า ก่อนหน้านี้มีคนใจดีคอยอธิบายให้ฟังว่า
ดอกทิวลิปจะบานปีละหนในฤดูดอกไม้ผลิ ตอนที่อากาศอุ่นขึ้นแล้ว ต้นทิวลิปจัดเป็นพืชชนิดหนึ่ง
จำพวกหัวที่เรียก bulb [ผมนึกเองว่าหัวมันคงเรืองแสงด้วยความน่ารักของดอกไม้]
คือหัวจะถูกปลูกอยู่ในเตียงดิน คอยเก็บสารอาหาร พอออกดอกแล้วบานเต็มที่
เราก็จะต้องตัดต้นเขาออก แล้วนำไปแช่ตู้เย็น คอยรดน้ำเขาจนกว่าเขาพร้อมจะโตอีกรอบหนึ่ง
เป็นการเลี้ยงที่ยุ่งยากพอสมควร โดยเฉพาะกับคนแบบผมที่คิดว่าคงแยกไม่ออกระหว่างสีของขนมกับดอกทิวลิป
ถ้ามันอยู่ในที่เดียวกันอย่างในตู้เย็น แต่ด้วยความรักและมีคนแยกสีออก
ตอนนี้ต้นทิวลิปสูงประมาณสองนิ้ว รอบานสลับสีอยู่ที่ข้างหน้าต่างท่ามกลางความหนาวเย็นของโปรยหิมะ
ผมอยากจะแปะวิธีการดูแลที่ทางร้านส่งมาให้ เป็นความเอาใจใส่ชนิดหนึ่งที่น่ารักและน่าทึ่งมาก
แต่เกรงว่าเรื่องราวของคอเรลลี่จะกลายเป็นเรื่องระวังไม่ให้เท้าของดอกทิวลิปเปียกชื้นไป
แล้วเดี๋ยวคุณจะรู้ความลับว่าผมเป็นพวกชอบอ่านคู่มือมากกว่าสิ่งอื่นใด...
เกี่ยวกับผู้เขียน Louis De Bernières ลูอิส เดอ เบอร์เนียรส์ เกิดเมื่อปี 1954 เป็นชาวอังกฤษ หลังจากไปเป็นทหารอยู่สี่เดือน ก็เดินทางไปประเทศโคลัมเบีย ไปเป็นครูสอนหนังสือในตอนเช้า ส่วนตอนบ่ายเป็นคาวบอย หลังจากนั้นก็เดินทางกลับมาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ทำงานตั้งแต่เป็นนักจัดสวน นายช่างเครื่อง คนดูแลในโรงพยาบาลโรคประสาท เขียนหนังสือมาสามสี่เล่ม The War of Don Emmanuel's Nether Parts, The Troublesome Offspring of Cardinal Guzman เป็นต้น เขากล่าวถึงหนังสือแมนโดลินเล่มนี้ตอนให้สัมภาษณ์กับหนังสือไทม์ เมื่อปี 1999 ไว้ว่า "...I would like to make it clear to any readers that this book is not about war. It is not about love. It is not about friendship. I consider all of these things to be boring. This book is about fish and the history of how fish perceive War." Corelli's Mandolin : Louis De Bernières Love is not breathlessness, it is not excitement, it is not the promulgation of promises of eternal passion, it is not the desire to mate every second minute of the day, it is not lying awake at night imagining that he is kissing every cranny of your body. No, don't blush, I am telling you some truths. That is just being "in love", which any fool can do. Love itself is what is left over when being in love has burned away, and this is both an art and a fortunate accident. Your mother and I had it, we had roots that grew towards each other underground, and when all the pretty blossom had fallen from our branches we found that we were one and not two. But sometimes the petals fall away and the roots have not entwined. Imagine giving up your home and your people, only to discover after six months, a year, three years, that the trees have no roots and have fallen over. Imagine the desolation. Imagine the imprisonment." p.281 Copyright © 2001 faylicity.com |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ |