| THE MASTER AND MARGARITA : Mikhail Bulgakov
read by SleepyO |
|
The Master and Margarita จัดเป็นหนึ่งในวรรณกรรมยอดเยี่ยมในศตวรรษที่ผ่านมาของประเทศรัสเซีย ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์และอ่านอย่างกว้างขวางจนเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวรัสเซีย มากกว่างานของนักเขียนเลื่องชื่ออย่างวลาดิเมียร์ นาโบคอฟผู้โด่งดังอยู่ในโลกวรรณกรรมตะวันตก ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ชื่อมิคาอิล บูลกาคอฟ นักเขียนอาภัพผู้ตกเป็นเหยื่อทางสังคมในระบอบเผด็จการ เขาเป็นตัวอย่างชิ้นเอกของนักเขียนต้องห้ามจากการตีตราของสตาลิน* (อ่านเรื่องเสียงโทรศัพท์จากสตาลินในประวัติด้านล่าง) บูลกาคอฟเริ่มเขียนหนังสือเล่มนี้เมื่อปี 1928 เขียนเสร็จในปี 1940 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายก่อนเสียชีวิต หนังสือเล่มนี้ไม่ได้รับการตีพิมพ์จนกระทั่งปี 1967 ยี่สิบเจ็ดปีให้หลังและปรากฎรูปเล่มเป็นฉบับตัดทอนที่ผ่านการเซ็นเซอร์จากรัฐบาล ส่วนฉบับเต็มที่ไม่มีการตัดทอนใดใดถูกตีพิมพ์เป็นครั้งแรกเมื่อปี 1969 ในเมืองแฟรงเฟิร์ต ประเทศเยอรมัน และฉบับสมบูรณ์ในภาษารัสเซียได้รับอนุญาตให้พิมพ์ในมอสโคว์เมื่อปี 1973 หนังสือเล่มนี้ใช้เวลากว่าสามสิบปีถึงจะมีชีวิตอยู่รอดเป็นหลักฐานให้เห็นทางตัวอักษร จะว่าไปตัวบูลกาคอฟเองแม้จะไม่ได้รับอิสระทางการเขียนมากแบบนักเขียนรัสเซียคนอื่นๆ (เช่น กอร์กี้ ปาสเตอร์แนค บาเบล เป็นต้น) แต่มองอีกแง่หนึ่งเรื่องนี้อาจเป็นความโชคดีของเขา เนื่องจากทำให้เขารอดพ้นจากการกลายเป็นบุคคลสูญหายซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยในสังคมสตาลินยุคนั้น แต่ในขณะเดียวกันการเป็นนักเขียนที่มีผลงานเสมือนถูกจองจำตลอดชีวิต ก็คงเหมือนอยู่ในสภาวะที่คล้ายตายทั้งเป็น ครั้งหนึ่งบูลกาคอฟเคยบ่นทดท้อกับภรรยาในจดหมายโดยพูดถึงอนาคตมืดมัวของหนังสือเล่มนี้ เพราะเขารู้ว่าถ้าเขาได้พิมพ์หนังสือเล่มนี้เมื่อไหร่ ตัวเขาก็คงถูกกำจัดออกไปจากสังคมเหมือนคนอื่นๆ ทันที "My own judgement of the book is already made and I think it truly deserves being hidden away in the darkness of some chest..." แล้วหนังสือเล่มนี้มีอะไร ทำไมงานของมิคาอิล บูลกาคอฟจึงโดนแบนในบ้านเกิดเมืองนอนของเขา บูลกาคอฟเป็นนักเขียนประเภทเสียดสีสังคมได้อย่างถึงแก่น มีอารมณ์ขันสูง งานเขียนของเขาจึงเต็มไปด้วยแนวความคิดพิลึกที่มักจะสวนทางกับระบบการเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนั้น เขานำเอาประเด็นที่ปรากฎในสังคมมาทำตลกล้อเลียน รัฐฯจึงถือเป็นเรื่องท้าทายที่ให้ความเชื่อผิดๆ แก่ทั้งระบบ เขาเป็นนักเขียนที่ถูกเรียกว่า Anti-Stalinist หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาต้องห้ามที่อ้างถึงเรื่องต่างๆ ที่ไม่มีใครกล้าแตะ เช่นศาสนา การเมือง ปรัชญา สังคม เป็นต้น โดยแฝงออกมาในคราบความดีและความชั่วร้าย วิธีกำจัดหักล้างให้หมดสิ้น ความมีอยู่และความไม่มีจริง บูลกาคอฟผูกเรื่องซ้อนกันสองเรื่อง โดยมีเรื่องที่สามเป็นตัวเชื่อม'เวลา'ระหว่างสองเรื่องดังกล่าว เรื่องแรกเกี่ยวกับการผจญภัยสนุกสนานของซาตานและพลพรรคในกรุงมอสโคว์ เมื่อเช้าวันหนึ่งซาตานปรากฎกายในรูปแบบของ'คน'ธรรมดา เป็นศาสตราจารย์ชาวต่างประเทศชื่อโวแลนด์ มีนัยน์ตาข้างหนึ่งเป็นสีเขียวสลับกับอีกข้างหนึ่งด้วยสีเทา โวแลนด์พบชายสองคนกำลังนั่งสนทนากันอยู่ในสวนสาธารณะเรื่อง"ความไม่มีอยู่จริงของพระเจ้า" คนหนึ่งเป็นนายกสมาคมนักเขียน'มาโซลิค'แห่งรัสเซีย อีกคนหนึ่งเป็นกวีนามเบซดอมนี โวแลนด์เข้าไปสนทนาโดยบอกว่า..ถ้าพระเจ้าไม่มีอยู่จริงก็ต้องมีใครสักคนหนึ่งที่วางแผนชะตาของมนุษย์ทุกคน เพราะมนุษย์นั้นไม่สามารถจะรู้ชะตาตัวเองได้ด้วยซ้ำว่าจะมีลมหายใจต่อไปหรือไม่ในนาทีถัดไป... หลังจากนั้นโวแลนด์ก็ให้คำทำนายเมื่อเบอริออซถามปนหัวเราะว่างั้นตัวเขาจะตายอย่างไร
ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นคำทำนายดังกล่าวก็กลายเป็นจริง เบอริออซถูกรถรางชนตาย เบซดอมนีตกใจวิ่งไล่ตามโวแลนด์เข้าไปในเมืองและกล่าวหาเขาว่าเป็นฆาตกร แต่ยิ่งตามซาตานและคณะก็ห่างไกลออกไปทุกที และในที่สุดก็อันตรธานหายไปด้วยเวทย์มนต์อันลึกลับ (คณะซาตานประกอบด้วย แมวดำอ้วนเบฮีมอธ จอมคาถาพูดได้และชอบยืนด้วยขาหลัง โคโรเวียฟมือขวาผู้ใจดีของซาตาน) เบซดอมนีถูกส่งเข้าโรงพยาบาลบ้า ยิ่งเขาเล่าเรื่องซาตานมากเท่าไหร่ก็ไม่มีใครเชื่อเขา ส่วนซาตานและคณะก็คอยส่งสาส์นแห่งความชั่วร้ายไปทั่วเมือง ใครขวางก็ถูกมนต์ทำให้บ้าหรือหรือหายไปไกลๆ โดนกลั่นแกล้งทุกวิถีทาง อย่างเช่นเรื่องมีธนบัตรต่างประเทศในครอบครองจนโดนตำรวจจับ หายไปทีละคนสองคนจนเมืองเริ่มปั่นป่วนเพราะความสนุกสนานของซาตาน ตรงนี้มีข้อชวนคิดอยู่ว่าสาส์นอะไรที่ซาตานอยากสื่อ และบูลกาคอฟแฝงนัยยะทางสังคมอะไรเอาไว้ ส่วนอีกเรื่องที่บูลกาคอฟเขียนควบคู่กันไปคือเรื่องของปอนติอุส ไพเรท เขาเป็น Procurator of Judaea ประจำเมืองเยรูซาเล็ม ปอนติอุสกำลังอยู่ในระหว่างพิจารณาเพื่อยืนยันการตัดสินลงโทษประหารนักปราชญ์คนหนึ่งนามว่าเยชัวร์ (ผ่านการพิจารณาคดีมาว่าเป็นกบฎต่อรัฐ ขัดขวางคำสอนของพระผู้เป็นเจ้า) แต่หลังจากที่เขาได้สนทนากับนักปราชญ์ ปอนติอุสพบว่าชายคนนี้ลึกซึ้ง เกิดชอบใจจึงพยายามหาทางช่วยชีวิตนักปราชญ์คนนี้ ส่วนเนื้อเรื่องที่สามซึ่งเป็นตัวเชื่อมระหว่างซาตานกับปอนติอุส คือเรื่องของนักเขียนคนหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า The Master เขาเป็นผู้แต่งหนังสือเกี่ยวกับปอนติอุสที่เราได้ฟังบูลกาคอฟเล่ามาตั้งแต่ต้น แต่เขาต้องหนีไปอยู่ในโรงพยาบาลบ้า หลังจากที่พบว่างานของเขาซึ่งถือเป็นการเล่าเรื่องจริงได้รับการกลั่นแกล้งต่อต้านจากวงการนักเขียนจนไม่ได้พิมพ์ ส่วนมาการิต้าคนรักของเขา เธอเสียใจมากหลังจากที่เขาหายไปเฉยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งซาตานและคณะมาเชิญเธอไปทำการอย่างหนึ่ง โดยบอกว่าจะช่วยเหลือคนรักของเธอให้กลับมาอยู่ด้วยกันอีก แล้วเธอจะยอมอุทิศตัวให้ซาตานหรือเปล่า เหล่านี้เป็นคำตอบในช่วงที่สองของหนังสือจนจบเล่ม บูลกาคอฟเขียนหนังสือได้สนุกสนาน ผูกเรื่องเก่ง ตัวละครเยอะมากแต่เขาก็สามารถอธิบายความต่อเนื่องของตัวละครต่างๆ ได้ดี ความหรรษาที่เกิดจากพฤติกรรมของซาตานและคณะ เรียกความบันเทิงได้แทบทุกตอน โวแลนด์ทำให้ผมนึกถึงวัลเดอมอท์ในแฮรี่ พอตเตอร์ แม้แต่มุขของการเรียกชื่อในตอนแรกนั้น ที่ไม่มีใครจำได้เลยว่าซาตานตนนี้ชื่ออะไร เช่นตอนหนึ่งอีวาน ผู้เป็นกวีเอ่ยด้วยความอึดอัดว่า ...I only remember the letter "W" - the name began with a "W" What could it have been.. We, wi, wa...wo... Walter? Wagner? Weiner? Wegner? Winter? หรืออย่างฉากในงานเลี้ยงของซาตานที่มีแต่วิญญาณมาเป็นแขกรับเชิญ มีโยฮันส์ สเตราซ์มาเป็นวาทยากร บูลกาคอฟล้อเลียนภาพคนตายและถูกทำให้ตายในสังคมยุคนั้นไว้ขบขัน ก่อนที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้ ผมคาดหวังว่าคงจะเจอเรื่องตามแบบฉบับของนักเขียนรัสเซียที่สะท้อนชีวิตอย่างเคร่งเครียด ไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าจะเจอหนังสือแบบ'พลิกหน้าเร็ว'ในวรรณกรรมคลาสสิค ถ้าอ่านในระดับบันเทิงก็จะพบว่าอ่านเพลินมาก และถ้าอ่านให้ลึกซึ้งว่าซาตานสะท้อนอะไรกับบรรยากาศการเมืองในตอนนั้น ก็จะพบว่าบูลกาคอฟเขียนได้อย่างแสบสันต์ แต่สิ่งหนึ่งที่ปรากฎอย่างเด่นชัดในหนังสือของบูลกาคอฟ ก็คือความรู้สึกเสมือนเป็นคนมีบาปหนาที่เกิดเป็นคนธรรมดาในสังคมของรัสเซียยุคนั้น แม้จะไม่ได้ทำผิดอะไรเลยก็ตาม.... เกี่ยวกับผู้เขียน Mikhail Bulgakov (1891-1940) มิคาอิล บูลกาคอฟ เกิดที่แคว้นเคียฟเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 1891 เข้าเรียนวิชาการแพทย์ในมหาวิทยาลัยแห่งเคียฟ เป็นหมออาสาสมัครให้กับสภากาชาดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ปี 1914 หลังจากนั้นสี่ปี เกิดการปฎิวัติในรัสเซียแย่งชิงอำนาจล้มล้างระบบราชวงศ์ของพระเจ้านิโคลาชที่สอง เกิดสงคราม Civil War ที่ทำให้น้องชายของเขาสองคนสูญหายไประหว่างสงครามการต่อสู้กลางเมือง จากประสบการณ์เลวร้ายนี้ ในปี 1921 บูลกาคอฟจึงตัดสินใจเลิกอาชีพหมอและหันมาเขียนหนังสืออย่างจริงจัง เขาย้ายมาอยู่ในเมืองมอสโคว์ ตีพิมพ์หนังสือชุด The Diaboliad, 1925 ปีถัดมา 1926 หนังสือระดับมาสเตอร์พีซอีกเล่มหนึ่งของเขา Heart of a Dog ถูกทางการแบนไม่ได้รับการตีพิมพ์จนปี 1987 หกสิบเอ็ดปีหลังจากเขียนเสร็จ บูลกาคอฟได้รับเชิญให้เขียนบทละครเพื่อแสดงที่ The Moscow Art Theatre เขาจึงแปลงหนังสือ White Guard ของเขาเองเป็นบทละคร เขาได้รับชื่อเสียงกับบทละครอีกเรื่องหนึ่งคือ Days of the Turbins และอีกบางส่วนในโรงละครเท่านั้น เนื่องจากรัสเซียในยุคนั้นอยู่ในช่วงการปกครองของสตาลิน ผลงานของบูลกาคอฟมักถูกตีความจากนักวิจารณ์ ข้าราชการ ผู้มีอำนาจในองค์กร ว่าเป็นพวกกบฎสังคม ต่อต้านการเมือง จึงไม่ได้รับการตีพิมพ์ ไม่ผ่านเซนเซอร์จากรัฐ อาชีพการเขียนของเขาหมดลง ตั้งแต่ปี 1927 หลังจากเรื่องสั้น Morphine บูลกาคอฟไม่เคยมีผลงานตีพิมพ์อีกเลยตราบเท่าที่เขามีชีวิตอยู่ ปี 1929 งานละครก็ถูกแบนจากรัฐบาล ปี 1930 หลังจากละครเรื่อง Molière ถูกปฎิเสธ เขาเขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงสตาลินผู้นำประเทศ อ้างถึงสิทธิในงานเขียนที่เขาถนัด คือการเขียนในรูปแบบตลกเสียดสี (satire) และเขาขอร้องผู้นำว่าให้อนุญาตเขาอพยพออกนอกประเทศได้ เพื่อเขาจะได้มีโอกาสเขียนงานที่ชอบ ถ้าประเทศรัสเซียหาความดีจากงานของเขาไม่ได้ สตาลินต่อโทรศัพท์หาบูลกาคอฟโดยตรง กล่าวว่าตนได้ดูละครเรื่อง Days of the Turbins อยู่หลายครั้งและชอบใจมาก จะหางานให้บูลกาคอฟทำประจำในโรงละครแห่งเดิม หลังจากนั้นบูลกาคอฟก็ทำงานที่โรงละครแห่งนี้แบบไร้วิญญาณ เขาเขียนจดหมายหาสตาลินและรัฐบาลอีกหลายฉบับจวบจนเขาเสียชีวิต เพื่อขออนุญาตเดินทางออกไปนอกประเทศ แต่ไม่ได้รับการตอบกลับใดใดทั้งสิ้น บูลกาคอฟเขียนหนังสือเล่มสุดท้ายคือ The Master and Margarita ซึ่งแอบเขียนเงียบๆ คนเดียวจนจบและเสียชีวิตลงด้วยโรคไตวายในปี 1940 The Master and Margarita: Mikhail Bulgakov, translated from the russian by Michael
Glenny
มาสเตอร์กับมาร์การิตา มิคาอิล บูลกาคอฟ แปลจากภาษาอังกฤษโดย นพดล เวชสวัสดิ์ เอิร์นเนสพับลิชชิ่ง ๒๕๕๔
Copyright © 2001 faylicity.com |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๔๔ |