| ปิดหู ปิดตา ปิดปาก : อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ (บรรณาธิการ) |
หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกเดือนมีนาคม
ปี 2548 บรรณาธิการบอกในบทนำว่าหนังสือ
"ประสงค์จะวิเคราะห์สภาพการละเมิดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชนในช่วง
4 ปีที่ผ่านมา
ให้เห็นเบื้องหน้าเบื้องหลังว่าการควบคุมสื่อในระบบประชาธิปไตยอำนาจนิยม
มีวิธีการอย่างไร กฎหมายถูกบิดเบนแบบไหน เพื่อรับใช้ใคร
การสร้างข่าวใหญ่และข่าวใหม่
มีกลเม็ดที่เกี่ยวพันกับการกำหนดวาระทางการเมืองอย่างไร
ทำไมประชาชนจึงเห็นว่าภาพลวงตาเป็นภาพจริง
และเหตุใดพลังของการโฆษณาชวนเชื่อจึงเข้ามาบิดเบือนตรรกะของเราให้ผิดเพี้ยนไป
จนเห็นผิดเป็นถูกไปได้"
ในเล่มมีบทความจากผู้เขียนต่างๆ มีทั้งนักวิชาการ ภาคประชาชน และสื่อมวลชน (ดูสารบัญท้ายหน้านี้) บทความจำนวนมากในเล่มดีมากอย่างไม่น่าพลาด ผาสุก พงษ์ไพจิตร บอกเล่ากรณีศึกษาจากเปรู ที่ควบคุมสื่อโดยการให้สินบน ซึ่งเมื่อย้อนมาดูบ้านเรา "ขบวนการผลักดันให้เกิดการปฏิรูปสื่อเริ่มขึ้นในสมัยของรัฐบาล ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน แต่กล่าวได้ว่า ณ จุดนี้ ดูเหมือนว่าประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ด้านความเป็นเจ้าของ ... อันที่จริง สถานการณ์ด้านเสรีภาพสื่อมีแนวโน้มลดลงกว่าเดิม" เกษียร เตชะพีระ เขียนบทความดีมากเช่นกัน โดยวิเคราะห์วิจารณ์รัฐธรรมนูญปฏิรูปการเมือง ว่าพยายามปฏิรูป 3 ด้าน คือ จำกัดอำนาจรัฐ เพื่อถ่วงดุลและตรวจสอบ, กระจายอำนาจรัฐ, และการรวมศูนย์อำนาจรัฐไว้ที่ฝ่ายบริการ แต่ในปัจจุบันกลับลดการปฏิรูปให้เหลือเพียงด้านเดียว คือการรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่ผู้นำพรรค ผู้เขียนยังได้วิเคราะห์วัฒนธรรมการเมืองไทยไว้ดีมาก ว่าวัฒนธรรมการเมืองบ้านเรานั้น มีทัศนคติบางอย่างที่ไม่เอื้อต่อสิทธิมนุษยชน ตอนสุดท้ายของบทความ เกษียรได้วิเคราะห์ วัฒนธรรมการเมืองอำนาจนิยมภายใต้ระบอบทักษิณ ซึ่งมีลักษณะเด่นประการหนึ่งคือ การสร้างเสียงข้างมากเสมือนจริงและผลประโยชน์ส่วนรวมเสมือนจริง บทตอนนี้ดีมากจนน่าหยิบยกมาให้อ่านกันดู การสร้าง "เสียงข้างมาก" และ "ผลประโยชน์ส่วนรวม" เสมือนจริง (the manufacture of virtual majority & virtual public interest) ขึ้นมา โดยผ่านการเลือกหรี่กลบ และ/หรือ ขยายเสียงสาธารณะบางเสียง (selective silencing & amplifying of the public voices) ซึ่งทำได้โดยการควบคุมครอบงำสื่อมวลชนอิเล็กทรอนิกส์ของรัฐ เทกโอเวอร์สื่ออิเล็กทรอนิกส์เสรี และทุ่มซื้อโฆษณาของสื่อสิ่งพิมพ์เอกชน เมื่อสื่อมวลชนถูกคุม ก็มีสื่อสำหรับส่งเสียงที่หนุน แต่ไม่มีสื่อสำหรับเสียงที่ค้านซึ่งจะถูกกลั่นกรองออกไป ภายใต้ภาวะที่สาธารณชนไม่ได้ถูกปิดปาก แต่ถูกผู้คุมสื่อผูกขาดตัดตอนเสียงที่ตนจะแสดงมติส่งถึงสาธารณะ ความเห็นแย้งใดที่มีจึงปรากฏเป็นทรรศนะส่วนตัวไว้บ่นเงียบๆ ในบ้าน ในห้องนอน หรือในส้วม แต่ไม่มีสิทธิ์ร่วมส่วนอย่างเสรีในสื่อสาธารณะ ไม่มีส่วนร่วมในมติมหาชน (public opinion) ... นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนถึงภัยคุกคามใหม่ของสื่อ ว่าไม่ใช่อำนาจเถื่อนของรัฐ แต่เป็นอำนาจเถื่อนของทุน ซึ่งเป็นการคุมคามที่เด็ดขาดและแนบเนียนกว่า อีกทั้งมาตรการและกลไกต่างๆ ที่ให้อำนาจประชาชนในการควบคุมรัฐนั้น ใช้ไม่ได้กับทุน ทุนคุกคามเสรีภาพของสื่อโดยการทำให้สื่อกลายเป็นสินค้า ผู้ผลิตสื่อจึงผลิตแต่สิ่งที่ขายได้เป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ด้านอื่นต่อสังคม ผู้เขียนได้เสนอทางออกในเรื่องนี้ถึงสื่อทางเลือกเอาไว้ด้วย สุภิญญา กลางณรงค์ เขียนบทความเรื่อง ประชาชนถูกปิดหู ปิดตา ปิดปาก, บุญส่ง จันทร์ส่องรัศมี ประธานกลุ่มปฏิรูปสื่อภาคประชาชน กาญจนบุรี เขียนเรื่องรัฐบาลปิดกั้นวิทยุชุมชน ทั้งที่ความหลากหลายแตกต่างน่าจะทำให้เกิดความสมดุล, เจษฏ์ โทณะวณิก เขียนบทความเรื่อง สื่อไทยถูกจองจำด้วยอะไร, ประสิทธิพร กาฬอ่อนศรี ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน เขียนถึงสมัชชาคนจนในยุครัฐบาลทุนนิยม โดยบอกนโยบายและกฎหมายที่ซ้ำเติมคนจน พร้อมทั้งบอกมาตรการต่างๆ ที่รัฐใช้เอาเปรียบคนจน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการใช้สื่อ ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์เข้าข้างตัวเอง ในขณะที่โจมตีสมัชชาคนจน ในรัฐบาลทุนนิยมใหม่ สมัชชาคนจนต้องสูญเสียแกนนำไปแล้ว 17 คน อีกบทความหนึ่งที่ดีมากเขียนขึ้นจากผลการศึกษา 2 เรื่อง จากนักศึกษาและอาจารย์จากคณะวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ที่ศึกษาข่าวจากมติชนรายวันเป็นเวลา 2 ปี ตั้งแต่เดือนกันยายน 2545 - สิงหาคม 2547 และเปรียบเทียบให้ดูระหว่างข่าวเชิงลบต่อภาพพจน์ของรัฐบาล และข่าวเชิงบวกที่เกิดขึ้นหลังจากเกิดข่าวเชิงลบ ข้อมูลเปรียบเทียบทำให้เห็นชัดเจนว่ารัฐบาลสร้างข่าวจำนวนมาก เพื่อกลบข่าวเชิงลบ (ตารางแสดงให้เห็นข่าวเชิงลบ 13 กรณี และข่าวสร้าง 25 วาระ) เช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจปี 2547 vs. ซื้อหุ้นลิเวอร์พูล และนัดแท็กซี่กินข้าวที่ทำเนียบ, ทนายสมชาย นีละไพจิตรหายตัว vs. นายกฯ ให้ความเห็นว่าไม่ได้หายตัวไป เพียงแต่ทะเลาะกับครอบครัว การสร้างวาระข่าวยังเกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดมาจนทุกวันนี้ โดยเฉพาะในสภาวะที่ความนิยมต่อรัฐบาลตกต่ำอย่างที่สุด เราจึงได้ยินได้ฟังนโยบายการลงไปฝังตัวที่ต่างจังหวัด, การเปิด outsource ประเทศโดยให้ประเทศอื่นๆ มาเสนอโครงการ ประชาชนเริ่มจะเท่าทันกับวิธีการสร้างข่าวเช่นนี้บ้างแล้ว ข่าวสร้างเหล่านี้จึงเริ่มกลายเป็น แม้ว มุขแป้ก ไปอย่างช่วยไม่ได้ บทความนี้ยังชี้ให้เห็นว่านอกจากการสร้างข่าวกลบกระแสแล้ว รัฐบาลยังแทรกแซงการนำเสนอข่าวของสื่อด้วยวิธีการต่างๆ การศึกษาในเรื่องนี้เป็นบทเรียนที่ดี บทความสรุปว่าประชาชนพึงตระหนักว่าข่าวที่เห็นอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงเสมอไป แต่เป็นกระบวนการสร้างความจริงก็เป็นได้ เทพชัย หย่อง เขียนบทความดีและคมคายมากในเล่ม บอกเล่าวิธีการต่างๆ ที่ทักษิณใช้ในการเอาสื่อมวลชนมาเป็นพวก ซึ่งมีตั้งแต่การยึด (เช่น ไอทีวี), การขอ, การบีบ, การทำให้สยบยอม, การสร้างข่าวใหญ่, การสร้างข้อกล่าวหา, การกำจัดเสียงคัดค้าน (เช่น ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน, การปลดบรรณาธิการบางกอกโพสต์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2547), การตอบโต้บริภาษสื่อ (เช่น ไม่รักชาติ ไม่หวังดีต่อชาติ ไม่สร้างสรรค์ ซึ่ง เกษียร เตชะพีระ ชี้ว่าวิธีการนี้เป็นการ "หยิบยืมเอาวาทกรรมและวิธีการของชาตินิยมเผด็จการฝ่ายขวาต่อต้านคอมมิวนิสต์ในอดีตมาเวียนใช้ สืบทอด และพัฒนา") นักข่าวหรือผู้ดำเนินรายการที่ดื้อดึง ไม่ถูกย้ายก็ถูกบีบจนอยู่ไม่ได้ ข่าวทีวีที่เคยแข่งขันกันให้ข่าวสารประชาชนก็กลับไปสู่สภาพเดิม รายการสัมภาษณ์นักการเมืองหรือตรวจสอบการทำงานรัฐบาล ที่เคยมีผู้จัดแข่งขันกันอยู่หลายช่อง ต่างก็ล้มหายตายจากจนเรียกได้ว่า "สูญพันธ์" ไปจากจอทีวี เทพชัยยังชี้ให้เห็นความจริงที่น่าเยือกเย็นที่สุดข้อหนึ่งของสภาพสื่อในปัจจุบัน นั่นคือการสร้างภาพลวงตาให้ดูเสมือนว่าไม่ได้ปิดกั้นข่าวสาร การแทรกแซงและควบคุมสื่อในอดีตนั้น ชัดเจนและเปิดเผย ประชาชนเองก็รู้สึก แต่ปัจจุบัน "ประชาชนทั่วไปกลับไม่รู้สึกตัวว่าเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารกำลังถูกลิดรอน ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อหลักๆ ทั้งหลายต้องถอยจากบทบาทของการเป็น "สุนัขเฝ้าบ้าน" มาสวมบท "สุนัขว่านอนสอนง่าย" กันเป็นส่วนใหญ่" เราจึงเห็นรายการที่ดูผิวเผินแล้วเสมือนหนึ่งเป็นรายการข่าว แต่เนื้อหาจริงแล้วเป็นรายการที่พิธีกรเอาข่าวต่างๆ ที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อใคร (โดยเฉพาะต่อรัฐบาล) มานั่งพูดจาหยอกล้อกันในห้องส่ง บางครั้งคุยกันจนชาวบ้านไม่รู้ว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือเป็นความเห็น ส่วนรายการวิเคราะห์หรือรายการสัมภาษณ์ที่มีเนื้อหาสาระก็หายไปจากจอ เพราะรายการประเภทนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้คนทำเนียบรัฐบาลเดือดร้อนได้ ดังที่ ผาสุก พงษ์ไพจิตร เขียนไว้ว่า "สื่อเสรีเป็นภัยต่ออำนาจนิยมมากที่สุด โดยเฉพาะสื่อทีวี" ทั้งนี้เพราะทีวีเข้าถึงประชาชนได้มากที่สุดและรวดเร็วที่สุด จึงไม่น่าแปลกใจที่โทรทัศน์บ้านเราปัจจุบัน ได้กลายเป็นสื่อที่ไม่มีความเสรีไปแล้วอย่างราบคาบ บทความแหลมคมที่สุดอีกบทในเล่มคือเรื่อง พลังของคำถามที่ทำลายความลวงของข้อมูลข่าวสาร เขียนโดย ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ที่ชี้ว่าสื่อในปัจจุบันไม่ค่อยตั้งคำถามถึงเหตุผลและที่มาที่ไปของเหตุการณ์ และยกตัวอย่าง 3 กรณี ที่แสดงว่าความจริงนั้นน่าจะต่างไปจากข้อมูลที่รัฐบาลให้อยู่มาก ได้แก่ 1. กรณีความไม่สงบในภาคใต้ : รักชาติจริงหรือเห็นแก่พรรค 2. ปัญหาหนี้ (คนจน) นอกระบบ : การสร้างภาพความสำเร็จเกินจริง ประสงค์ชี้ข้อมูลให้เห็นว่าจริงๆ แล้วความสำเร็จในการโอนหนี้เข้าระบบนั้นมีแค่ร้อยละ 15-16 เท่านั้น แต่รัฐบาลกลับอ้างว่าการเจรจาได้ข้อยุติเกือบ 100% 3. มหัศจรรย์ โอท็อป : ปั่นตัวเลขยอดขายตบตาประชาชน ต้องไปดูกันว่ารัฐบาลเสกตัวเลขนี้มาได้อย่างไร หนังสือยังมีภาคผนวกที่น่าสนใจ เช่น เรื่องการแปรรูปสถานีโทรทัศน์ อสมท., ช่อง 11, ช่อง 5, การแปรสัญญาลดค่าสัมปทานไอทีวี ประเด็นเรื่องการปิดกั้นสื่ออาจจะดูร้อนแรงมากในช่วงที่ผ่านมา แต่ความจริงแล้ว สื่อถูกปิดปากและครอบงำมานานมากแล้ว ตลอดระยะเวลายาวนานที่ผ่านมา มีสื่อมวลชนที่ยังยืนหยัดต่อสู้ภายใต้ภาวะกดดัน หวังว่าสภาพการปิดหู ปิดตา ปิดปาก จะลดลง ผู้คนจะเท่าทันข่าวสาร เพื่อที่สุดท้ายแล้ว จะเป็นดังคำจากบทนำหนังสือที่ว่า "ความจริงปรากฏ ประชาชนหูตาสว่าง"
ปิดหู ปิดตา ปิดปาก : อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ (บ.ก.)
สารบัญ * บทนำ
ภาคผนวก
Copyright © 2005 faylicity.com การ "ยึด" ไอทีวีจึงถือได้ว่าเป็นก้าวแรกของการรุกเข้าสู่วงการสื่ออย่างเป็นรูปธรรมที่สุดของคุณทักษิณ นักการเมืองที่ชาญฉลาดอย่างคุณทักษิณย่อมรู้ดีว่าการปล่อยให้มีสถานีโทรทัศน์ที่มีความอิสระในการเสนอข่าว เป็นอันตรายต่ออำนาจการเมืองแค่ไหน |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๘ |