* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน
 
book ME TALK PRETTY ONE DAY : David Sedaris

Book Coverหนังสืออัตประวัติที่ทำให้เราสนใจอ่านได้ ก็มักเป็นด้วยเราผูกใจกับผู้เขียน อาจเป็นเพราะเจ้าของชีวิตเป็นคนดังที่เราชื่นชอบ หรือน่าทึ่งในประสบการณ์ที่เราอยากทราบ แต่หากเราจะไม่ได้รู้จักเจ้าของประวัตินั้นเลย แต่กลับติดใจอยากอ่านเรื่องของเขาซ้ำๆ ก็อาจมาจากอีกเหตุหนึ่งว่าผู้เขียนเล่าเรื่องตนเองได้มีเสน่ห์น่าติดตาม ซึ่งเดวิด ซีดาริสได้สร้างเสน่ห์เช่นนั้นในเรื่องราวชีวิตของเขาด้วยอารมณ์ขันกับลูกเล่นในภาษาที่ดี เรื่องของเขาจึงน่าอ่านเพราะฝีมือการเขียนแท้ๆ โดยมิได้มาจากความเป็นคนเด่นดังอะไรทั้งสิ้น

หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานล่าสุดของซีดาริสต่อจาก Naked ในเล่มเป็นบทความสั้นๆที่จัดเป็นสองส่วนใหญ่ๆ โดยแยกเอาประสบการณ์ที่ซีดาริสได้จากการใช้ชีวิตในฝรั่งเศสมาอยู่ในครึ่งเล่มหลัง เรื่องของเขายังคงความขบขันที่ไม่ทิ้งความอ่อนโยน เป็นอารมณ์ที่เรียกได้ว่าขันและขื่น อารมณ์ตลกของเขาจึงพิเศษขึ้นไป เรื่องเล่าที่น่าหัวเราะทำให้เราสนุกได้ก็จริง แต่เสียงหัวเราะไม่อยู่กับเราได้นานเท่ารอยน้ำตา อารมณ์ของซีดาริสจึงน่าประทับใจจากการมองโลกละเอียดอ่อน เผยส่วนลึกในใจคนได้ซาบซึ้งโดยไม่ฟูมฟาย เขาเขียนถึงทั้งความสดใสและร้ายกาจของโลกด้วยกันได้ ฉันชอบที่ซีดาริสทำได้เหมือนอย่างศิลปินที่ยิ่งใหญ่อย่างชาลี แชปปลิน ตรงที่เขาทำให้เราหัวเราะและอ้างว้างได้ในนาทีถัดมาอย่างไม่ทันตั้งตัว

หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานเล่มที่สองของเขาที่ฉันได้อ่าน อาจจะเพราะความคุ้นเคยก็ได้ จึงรู้สึกว่าเพลินกับการอ่านเล่มนี้มากกว่าเดิม ซีดาริสยังเล่าเรื่องครอบครัวได้น่าประทับใจเช่นเคย แม่ของซีดาริสที่ลูกๆรักเพราะบุคลิกที่สนุกเข้าใจง่าย อย่างถ้าถามว่าวิทยุทำงานอย่างไร พ่ออาจจะอธิบายวงจรเป็นชั่วโมง แต่แม่เขาจะตอบง่ายๆ เพียง "กดเปิดแล้วดึงเสาอากาศห่านั่นออกมา" พ่อของเขาที่มีพฤติกรรมน่ารักหลายอย่าง นอกจากพ่อแม่แล้ว เล่มนี้เรายังจะได้รู้จักเอมี่ น้องสาวที่ประหลาดด้วยบุคลิกชอบคิดว่าตัวเองเป็นคนอื่น และน้องชายคนเล็กที่ผูกพันกับพ่ออย่างน่าประทับใจมาก

ซีดาริสเล่าเรื่องสัตว์เลี้ยงที่ทั้งขำและจับใจอย่างยิ่ง เราคงได้หวนคิดถึงเวลาที่สัตว์เลี้ยงที่รักได้จากเราไปเป็นครั้งแรก ได้ในถ้อยคำนี้

ความตายของแมวมาสู่ผมดังจุดจบของยุคสมัย จริงอยู่ว่าเป็นจุดจบยุคสมัยของมัน แต่ความตายของสัตว์เลี้ยงมักจะมีแรงกระตุ้นให้โยงสายใยสีดำไปตลอดช่วงสิบหรือยี่สิบปี การจบสิ้นชีวิตนักศึกษาที่ปลอดภัยของผม เอวสามสิบนิ้วครั้งสุดท้ายของผม ความสัมพันธ์คลอนแคลนของแฟนจริงจังคนแรกของผม ผมร้องไห้กับทั้งหมดนี้...

ตอนหลังในเรื่องของฝรั่งเศสเป็นมุมมองที่แสดงความต่างในวัฒนธรรม เพื่อนชายของซีดาริสมีบ้านที่ฝรั่งเศส ซีดาริสจึงได้ย้ายจากนิวยอร์กไปที่นั่น เขาเล่าความยากในการเรียนภาษาใหม่ ที่เขาได้แก้ปัญหาการต้องจำเพศของสิ่งต่างๆ โดยการเรียกสิ่งนั้นเป็นพหูพจน์ไปเลย เวลาไปซื้อของอะไรจึงต้องซื้อสองเท่า ซีดาริสเล่าการพบแฟนคนนี้ (ฮิวจ์) ไว้ได้น่ารักมาก ว่าได้พบกันเพราะซีดาริสไปช่วยเพื่อนอีกคนทาสีบ้าน และฮิวจ์ให้ยืมบันไดยาวสิบสองฟุต "การเป็นเจ้าของบันไดสิบสองฟุตในนิวยอร์กเป็นเครื่องหมายแห่งการประสบความสำเร็จได้ เพราะแปลว่าคุณต้องมีห้องที่ใหญ่พอจะเก็บมัน" ซีดาริสเล่าว่า

เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ผมอยากได้ ผมทำเป็นว่าผมเป็นตัวแสดงในละครน้ำเน่าภาคกลางวัน เป็นนักวางแผนการ นักแสดงละครน้ำเน่าจะต้องมีการประกาศเพื่อเน้นย้ำ พวกนี้จะกำปั้นแล้วบอกเป้าหมายของตนออกมาดังๆ "ฉันจะต้องทำลายธุรกิจของบิวแคนันให้ได้" "ฟีบี วอลลิ่งฟอร์ดจะต้องชดใช้สิ่งที่ทำกับครอบครัวเรา" ระหว่างที่ผมเดินกลับบ้านและถือครึ่งหลังของบันไดสิบสองฟุตนั้น ผมหันไปมองทางห้องของฮิวจ์ ลั่นวาจาว่า "คุณจะต้องเป็นของผม"

ถึงหนังสือเล่มนี้จะไม่ถึงกับทำให้ใครต้องกำปั้นและลั่นปากว่า "ฉันจะต้องอ่านให้ได้" แต่ก็อ่านได้สนุกประทับใจ เมื่อได้อ่านแล้วก็รู้ว่าถ้าเขาเขียนงานเล่มใหม่ฉันก็คงจะอ่านต่อไป เพราะอ่านเรื่องของเขาแล้วบอกได้ว่า me read pretty today

ME TALK PRETTY ONE DAY : David Sedaris
ISBN 0-316-7772-2 Back Bay 272 pages, $14.95

Copyright © 2002 faylicity.com

ผมอาจจะเที่ยวเดินรอบบ้าน ดื่มแป้งทำแพนเค้กจากถังพลาสติกได้สบายๆ แต่ทันทีที่พี่น้องผู้หญิงของผมเกิดมีเนื้อล้นบิกินี่ล่ะก็ พ่อจะสร้างคำเปรียบเทียบขึ้นทันที "อุแม่เจ้า ฟลอสซี นี่เรากำลังผลิตอะไรอยู่ ฟาร์มวัวรึ ดูลูกสิ ลูกตัวเท่าบ้านแล้วนะ อีกกิโลเดียวล่ะก็ ลูกไม่มีทางได้ผ่านเส้นข้ามรัฐไปได้โดยไม่ติดป้ายทะเบียนรถสิบล้อ"
A Shiner Like a Diamond . . . David Sedaris
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕