* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก
 
book LIFE & TIMES OF MICHAEL K : J.M. COETZEE

Bookตัวละครหนึ่งในหนังสือเล่มนี้บอกว่า ชีวิตของ ไมเคิล เค เป็นความผิดพลาดตั้งแต่ต้น และไมเคิลไม่ควรจะเกิดมาบนโลกนี้เลย

ไมเคิลเป็นคนผิวสีในแอฟริกาใต้ ตั้งแต่เกิดมาก็ผิดปกติทางกายด้วยปากที่รั้งเผยอขึ้นดังปากกระต่าย มารดาของเขาชังปากน้อยๆ ที่ปิดไม่สนิทของทารกตั้งแต่แรกเห็น ใจสั่นวูบเมื่อคิดไปว่าตนเองแบกทารกผู้นี้ไว้ในครรภ์ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่เล็ก ไมเคิลก็ถูกแยกตัวไม่ให้สุงสิงกับเด็กอื่น ด้วยแม่ของเขาอับอายและเจ็บปวดกับรอยยิ้มและเสียงกระซิบกระซาบรอบตัว ไมเคิลยังมีสติปัญญาเชื่องช้า คิดอะไรพูดอะไรไม่รวดเร็ว เขาจึงเป็นคนนอก แปลกแยกจากสังคมตั้งแต่เด็ก และคงสถานภาพนี้ไปจนตลอดชีวิต

เมื่อไมเคิลอายุ 31 ปี มารดาของเขาล้มป่วย ความฝันของแม่ที่อยากจะทิ้งชีวิตในเมืองเคปทาวน์ กลับไปยังชนบทบ้านเกิด ทำให้ไมเคิลพาแม่เดินทางกลับบ้าน บ้านเกิดแห่งนี้ห่างจากเคปทาวน์ 5 ชั่วโมงทางรถยนต์ แต่เขาและแม่ไม่อาจเดินทางออกจากพื้นที่ไม่ได้จนกว่าจะมีใบอนุญาต ไมเคิลขอใบอนุญาตและรอคอย จนวันหนึ่งที่เขาบอกมารดาว่าใบอนุญาตนั้นจะไม่มีวันมาถึง เขาประกอบรถลากง่ายๆ มาคันหนึ่ง แล้วพาแม่ออกเดินทาง

บ้านเมืองในท้องเรื่องขณะนั้นตกอยู่ในภาวะสงคราม มีการประกาศเคอร์ฟิวยามกลางคืน และผู้ที่จะใช้ถนนได้ก็ต้องมีใบอนุญาต การเดินทางของไมเคิลและแม่จึงลำบากไม่น้อย ระหว่างทาง เขาต้องประสบกับความหนาว ฝน ความอ่อนล้า โจร ไปจนกระทั่งถูกจับตัว ถูกส่งไปค่ายทำงาน ชีวิตของคนธรรมดาๆ อย่างไมเคิล ที่ไม่เคยคิดฝันจะเกี่ยวข้องกับสงคราม ก็ได้รับรู้ว่าสงครามนั้นจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับเขาจนได้ ไม่ว่าจะพยายามหนีและหลบซ่อนอย่างสุดแรงเพียงใด

what a pity that to live in times like these a man must be ready to live like a beast. A man who wants to live cannot live in a house with lights in the windows. He must live in a hole and hide by day. A man must live so that he leaves no trace of his living. That is what it has come to.

ภาษาเขียนของคูทซีที่บรรยายให้เห็นภาพและอารมณ์ได้กระจ่างแจ้ง ปรากฏให้เห็นในหนังสือเล่มนี้ ที่ตีพิมพ์ในแอฟริกาใต้ครั้งแรกในปี 1974 คูทซีประหยัดถ้อยคำอย่างยิ่งยวด ภาษาเขียนของเขาสะอาดสะอ้านหมดจด ไม่มีส่วนเกิน แต่ในคำน้อยๆ ของเขานั้น เขาใช้คำบอกเล่าที่ตรง ชัดเจน และมีพลังมาก หลายบทหลายตอนในเล่มนี้น่าจดจำ และน่าจะประทับในใจผู้อ่านได้นาน โดยเฉพาะความผูกพันของไมเคิลกับธรรมชาติ ยิ่งไมเคิลโดดเดี่ยวตัวเองจากผู้คนมากเท่าไร เขาก็เข้าใกล้ธรรมชาติมากขึ้นเท่านั้น

เมื่อไมเคิลซ่อนตัวในไร่ห่างไกล เขาก็เปลี่ยนไป เขากินแมลงและรากไม้ รับรู้ความแตกต่างของรสขมที่เป็นพิษ และรสขมที่กินได้ ประสาทรับกลิ่นของเขาแหลมคม เขาได้กลิ่นกระทั่งกลิ่นฝนบนเมฆ เสมือนว่าความรู้ที่มีในสัตว์เหล่านี้ยังไม่ตายไปจากจิตวิญญาณ

ความผูกพันของธรรมชาติที่น่าประทับใจที่สุดในเรื่อง คือเรื่องของไมเคิลกับผืนดิน ไมเคิลเป็นคนสวนโดยอาชีพและโดยธรรมชาติ คูทซีบรรยายความรักของไมเคิลต่อผืนดินและต้นไม้ได้ลึกซึ้ง สัมผัสใจมาก ไมเคิลปลูกผลไม้จากเมล็ด และเมื่อเขาได้กินดอกผลแรก ความสุขนั้นเปี่ยมท้นล้นหลาม บทตอนนี้เป็นบทน่าตื้นตันที่สุดตอนหนึ่ง เป็นจังหวะความสุขที่สวยงามที่สุดจังหวะหนึ่งในชีวิตไมเคิล

because enough men had gone off to war saying the time for gardening was when the war was over; whereas there must be men to stay behind and keep gradening alive, or at least the idea of gardening; because once the cord was broken, the earth would grow hard and forget her children.

เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าสะเทือนใจที่ไม่ฟูมฟาย แต่จะทิ้งรสขมขื่นไว้กับผู้อ่านได้นาน (เรื่องของไมเคิล เค ไม่มีอารมณ์ขันอยู่เลยแม้แต่ตอนเดียว ขณะที่ใน Disgrace ยังมีอารมณ์ขันร้ายๆ อยู่สองสามตอน) ความเจ็บปวดในเรื่อง ก็เพราะไมเคิลอยากจะมีเพียงชีวิตเรียบง่ายกับผืนดินและผลผลิตจากการเพาะปลูกของเขา แต่สงครามก็ทำลายสิ่งนี้ลงครั้งแล้วครั้งเล่า ไมเคิลบอกไว้ว่ามีสายใยความผูกพันจากตัวเขาไปสู่ผืนดิน ซึ่งเราจะตัดสายใยนันได้ไม่กี่ครั้งเท่านั้น เพราะสักวัน สายใยนั้นจะไม่มีวันกลับมางอกงามอีกเลย

ไมเคิลเป็นผู้เล่าเรื่อง โดยมองโลกอย่างเรียบง่าย ไม่ตัดสิน ไม่พร่ำบ่นน้อยใจในโชคชะตา เขาเป็นเพียงคนสมองช้าที่ไม่คิดอะไรมาก เรื่องที่เขาเล่าจึงไม่เคยเอ่ยถึงสีผิว หรือความแตกต่างทางชาติพันธุ์ใดๆ หากแต่สถานการณ์ที่ไมเคิลต้องประสบในเรื่อง (เช่น การต้องขอใบอนุญาตก่อนเดินทางออกจากพื้นที่) ก็ทำให้ทราบได้ว่าเขาเป็นคนผิวสี แต่นอกจากนั้นแล้ว เราไม่เคยทราบว่าใครสีผิวอะไร โลกที่ไมเคิลมองออกไปนั้นไม่มีสีผิว ไม่มีขอบเขตขีดแบ่งพื้นที่

หนังสือดีมากเล่มนี้มีข้อด้อยอยู่ด้วยเช่นกัน เมื่อคูทซีดำเนินเรื่องในบทที่ 2 ในส่วนท้ายเล่ม ด้วยบันทึกของแพทย์ที่รักษาไมเคิล หากหมอคนนี้จะบอกเพียงข้อเท็จจริงให้เราได้รับรู้อาการของไมเคิล ก็คงไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่คูทซีให้หมอผู้นี้รำพึงรำพันและตอกย้ำประเด็นหลักๆ ในนิยายอีกครั้ง ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้นเลย เพราะผู้อ่านรับรู้เองได้ด้วยตนเองอยู่แล้ว จากที่เราอยู่กับไมเคิลมาตลอดเรื่อง บทตอนนี้จึงดูเป็นการตอกย้ำพร่ำสอนผู้อ่านอย่างยัดเยียด

อย่างไรก็ตาม ข้อด้อยส่วนนี้เทียบกันไม่ได้กับคุณความดีของนิยายเรื่องนี้ หนังสือเล่มนี้อ่านได้น่าติดตาม และสำหรับคนอ่านคนนี้ที่ชื่นชอบคูทซีอย่างเหลือเกิน ก็ต้องบอกว่างานเขียนของคูทซีเป็นงานเขียนที่วางไม่ลงโดยแท้ ภาษาเขียนแสนดีของเขาเป็นมนต์เสน่ห์ที่น่าหลงใหล

ชีวิตของไมเคิลจะเป็นชีวิตที่ลืมลงได้ยาก เขาดิ้นรนตลอดมา สุดท้ายแล้ว เขาจะใช้ชีวิตให้เป็นไปได้ในโลกแวดล้อมได้อย่างไร เป็นเรื่องที่ควรติดตาม
 

เกี่ยวกับผู้เขียน J.M. Coetzee

Life & Times of Michael K : J.M. Coetzee
ISBN 0-09-926834-5 Vintage, 184 pages, $14 paperback

Copyright © 2004 faylicity.com

He remembered Huis Norenius and the classroom. Numb with terror he stared at the problem before him while the teacher stalked the rows counting off the minutes till it should be time for them to lay down their pencils and be divided, the sheep from the goats. Twelve men eat six bags of potatoes. Each bag holds six kilograms of potatoes. What is the quotient? He saw himself write down 12, he saw himself write down 6. He did not know what to do with the numbers. He crossed both out. He stared at the word quotient. It did not change, it did not dissolve, it did not yield its mystery. I will die, he thought, still not knowing what the quotient is.

-- J.M. Coetzee Life & Times of Michael K

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๑ ธันวาคม ๒๕๔๗