* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน
 
book THE NANNY DIARIES : Nicola Kraus & Emma McLaughlin

Book Coverผู้เขียนทั้งสองของหนังสือเล่มนี้เป็นอดีตพี่เลี้ยงเด็ก (แนนนี่) ที่ผ่านประสบการณ์กว่าแปดปี โดยได้ทำงานกับครอบครัวในนิวยอร์กมากกว่า 30 ครัวเรือน โดยเฉพาะในย่านผู้มีอันจะกินในอัปเปอร์อีสต์ไซด์ ทั้งคู่จับมือกันเขียนหนังสือแนนนี่นินทานายให้อยู่ในรูปนวนิยาย เล่าเรื่องสารพันที่พี่เลี้ยงเด็กต้องประสบจากคุณนายรวยๆ หนังสือเล่มนี้ติดอันดับขายดีมากตั้งแต่ต้น จูเลีย โรเบิร์ตเป็นผู้อ่านฉบับหนังสือเสียง และอนาคตก็สดใสยิ่งขึ้นไป เมื่อมิราแมกซ์ซื้อสิทธิ์ทำเป็นภาพยนตร์มาเรียบร้อย

เหตุที่หนังสือเล่มนี้ขายดี คงเป็นเพราะผู้อ่านอยากรู้อยากทราบความเป็นไปของครอบครัวร่ำรวยในนิวยอร์กซิตี้ ซึ่งแนนนี่ผู้เขียนบอกเล่าอย่างเปิดใจ และถึงแม้หนังสือจะเปิดหน้าแรกด้วยบันทึกถึงผู้อ่านว่าเนื้อเรื่องเป็นนวนิยายล้วนๆ โดยไม่มีส่วนของครอบครัวใดที่ผู้เขียนเคยทำงานให้อยู่เลย แต่สิ่งนี้ก็ยิ่งทำให้เราแน่ใจยิ่งขึ้นไปว่าเรื่องเล่านี้ต้องมีส่วนจริงแท้แน่นอน ไม่อย่างนั้นจะมาเตือนตอกย้ำอะไรกันหนักหนาอย่างนี้ และเมื่อในบันทึกเดียวกันนั้นบอกว่าผู้เขียนได้แรงบันดาลใจจากประสบการณ์ที่ผู้เขียนประสบ และเมื่อเอ็มมา ผู้เขียนบอกว่า "เราไม่ได้สร้างเธอ (เจ้านายที่ชื่อมิสซิสเอ็กซ์) ขึ้นมาหรอกนะคะ"

เนื้อเรื่องเล่าถึงตัวเอกที่ชื่อแนนนี่ พี่เลี้ยงเด็กที่ดูแลบุตรชายวัยสี่ขวบของมิสซิสเอ็กซ์ ในทางคณิตศาสตร์แล้ว x คือตัวแปรแทนจำนวนที่ไม่ทราบค่า ดูราวกับว่าตัวแปร x นี้จะแทนด้วยอะไรก็ได้เสียหมด โดยเฉพาะกับครอบครัวร่ำรวยที่ไม่สนใจลูกตัวเองเลย

แนนนี่เล่าเรื่องครอบครัวเอ็กซ์ได้น่าสนใจ มีพ่อที่ไม่มีความเป็นมนุษย์ใดๆ มากไปกว่าหุ่นยนต์หาเงินที่เย็นชา แม่ที่แต่งตัวสวยเสมอ ที่ไม่แม้แต่จะกอดลูกเพราะกลัวชุดจะเปื้อน เธอไม่ได้ทำงาน แต่ก็ดูจะมีอะไรทำได้ทั้งวันเสมอ ยกเว้นแต่การเลี้ยงลูก ลูกในเรื่องเป็นเด็กชายน่ารักชื่อเกรเออร์ที่เลี้ยงดูโดยพี่เลี้ยงเด็ก แนนนี่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยนิวยอร์กที่ทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กเพื่อหารายได้ แนนนี่เล่าให้เราฟังโดยเสียดสีสังคมมั่งคั่งนี้อย่างสุดขีด แต่ผู้อ่านก็ทราบได้ว่าครอบครัวเช่นนี้มีได้จริงๆ มิสซิสเอ็กซ์และมิสเตอร์เอ็กซ์เป็นตัวแทนที่สะท้อนหลายแง่มุมของสังคมเช่นนั้น

แนนนี่เล่าเรื่องด้วยอารมณ์ขัน ภาพสังคมชั้นสูงทำให้ยี่ห้อหรูหราพากันเดินพาเหรดในเนื้อเรื่อง กุชชี ชาแนล ปราดา ทิฟฟานี่ คาร์เทียร์ ฯลฯ เน้นให้เห็นแบรนด์เนมนิยม การเล่าเรื่องที่คนรวยมีลูกไว้เป็นเครื่องประดับ หรือเป็นเช่นสัตว์เลี้ยงอย่างหมาแมวที่เติมชีวิตให้สมบูรณ์ แต่เจ้าของไม่อยากจะเลี้ยงดูแล ทำได้น่าคิดทีเดียว ผู้อ่านยังจะได้สัมผัสกิจกรรมของการเลี้ยงเด็กสมัยใหม่ ที่เด็กวัยสี่ขวบต้องเรียนภาษาฝรั่งเศสหลังเลิกเรียน และมีกิจกรรมเช่น คาราเต้ ว่ายน้ำ เรียนเปียโน พี่เลี้ยงเด็กได้รับคำแนะนำจากผู้ให้คำปรึกษาว่าควรอ่านหนังสือจาก วอลสตรีทเจอร์นัล หรือไฟแนนเชียลไทม์สให้เด็กฟัง และแปลสีและขนาดเสื้อของเด็กให้เด็กฟังในภาษาละติน แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่ทำให้แนนนี่นึกอยากมีชีวิตเช่นนี้เลย แนนนี่ไม่เคยนึกอิจฉาเพราะพวกนี้แค่มีข้าวของมากกว่าเธอเท่านั้น และคงเพราะว่าในเรื่องความรักความอบอุ่นแล้ว พวกนี้สู้เธอไม่ได้

แนนนี่มีครอบครัวที่งดงามราวกับฝัน ต่างจากครอบครัวเอกซ์โดยสิ้นเชิง บ้านของเธอมีพ่อแม่ที่เข้าใจ เปี่ยมอารมณ์ขัน คุยกับลูกได้อย่างฉลาดมีไหวพริบ มีมุขตลกแพรวพราว แนนนี่มีคุณยายที่ยังเก๋มาก ให้คำแนะนำดีๆ เธอได้เสมอ สิ่งเหล่านี้ดูจะเหลือเชื่อไปบ้าง แต่คงมีเพื่อตอกย้ำว่าคนธรรมดานั้นมีความสุขกว่าคนรวยได้จริง แนนนี่ยังเล่าเรื่องความรักที่เธอไปติดใจหนุ่มฮาร์วาร์ดเสน่ห์ร้อนแรงเอาไว้ด้วย แต่ประเด็นเหล่านี้ไม่สำคัญและไม่น่าสนใจได้เท่ากับเรื่องของครอบครัวเอ็กซ์ และหากจะไม่ได้เล่าถึงก็คงไม่ทำให้เสียรสชาติอะไรไป และเนื้อหาส่วนนี้ยังเล่าได้ไม่น่าติดตามนัก (ไม่นับว่าเล่าได้ไม่น่าอ่านและไม่น่าจะมีปรากฏเลยในหลายตอน) เรื่องหลักๆ ที่น่าสนใจคือเรื่องของครอบครัวเอกซ์ ซึ่งเล่าได้อ่านได้ไปตลอดเรื่อง มีแต่ตอนท้ายเกือบจบที่มาเสียท่าจนเกือบจะเป็นนิยายน้ำเน่าไป (เผยภาพคุณนายแม่มดกับสาวรับใช้ที่ดีราวนางฟ้าต้องถูกรังแก) แต่เป็นข้อดีว่าใกล้จบเล่มแล้ว จึงคงไม่ทำให้ใครเลิกอ่านได้ เพราะธรรมชาติคนเรารับสิ่งแย่ๆ ได้ถ้ารู้ว่าสิ่งนั้นจะไม่คงอยู่ยาวนานเกินไปนัก

เนื้อเรื่องตอนท้ายสุดที่พลาดท่าเสียที ก็เพราะว่าเป็นการสั่งสอนศีลธรรมมากเกินไป ผู้เขียนคงอยากจะสื่อถึงพ่อแม่เช่นครอบครัวเอกซ์ แต่ก็น่าสงสัยว่าสารนี้จะไปถึงผู้รับได้ถูกกลุ่มหรือไม่ เพราะเป็นการยากที่จะคิดภาพว่ามิสซิสเอกซ์จะมาอ่านหนังสือแบบนี้ ลูกตัวเองยังไม่เลี้ยง คงไม่มาอ่านเรื่องของแนนนี่เป็นแน่

ถึงหนังสือเล่มนี้จะอ่านได้สบายเพลินใจ แต่ใช่ว่าทุกคนจะชื่นชอบ ครอบครัวในอัปเปอร์อีสต์ไซด์ต้องกริ่งเกรงว่าตนเองจะมีส่วนเป็นอวตารหนึ่งของมิสซิสเอกซ์ บ้างก็ว่าหนังสือเล่มนี้เสื่อมทรามทางศีลธรรมเพราะเอาเรื่องนายจ้างมานินทา แต่หลายคนก็ซื้อหนังสือเพียงเพราะอยากรู้ว่า ฉันอยู่ในเล่มนี้ไหมนะ หรือ ฉันรู้จักใครในเล่มนี้ไหมนะ บทความหนึ่งในนิวยอร์กไทมส์บอกว่าผู้พักอาศัยในอาคารหลังหนึ่งถึงกับจะให้กรรมการออกกฎห้ามไม่ให้มีใครในตึกเขียนหนังสือถึงเรื่องผู้พักอาศัยในตึกนั้น

แต่สำหรับผู้อ่านธรรมดาแล้ว หนังสือเล่มนี้อ่านได้เบาสบายใจ ข้อดีคือเล่าเรื่องได้มีอารมณ์ขัน และเล่าความรักต่อแนนนี่กับเด็กชายได้น่ารักมากจริงๆ ผู้ที่สนใจอยากทราบชีวิตคนชั้นสูงในนิวยอร์กคงอ่านเล่มนี้ได้สนุก แต่ถ้าไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะพลาดอะไรไปเลย ถ้าเพียงแต่เราทราบอยู่แล้วว่าหากมีลูก ก็จงรักเขา เด็กๆ นั้นรักเราโดยไม่มีเงื่อนไข โดยไม่สนใจว่าเราจะใส่เสื้อผ้ายี่ห้ออะไร หรือเพราะเราซื้ออะไรให้ เขารักเราเพียงเพราะอยากให้เราอยู่กับเขา เล่นกับเขา ซึ่งเวลาเช่นนี้ก็มีอยู่ไม่นานนักเลย

สักวันหนึ่ง เด็กจะโตขึ้นและหมดความรักชนิดนี้ต่อตัวเรา
 

เกี่ยวกับผู้เขียน Nicola Kraus & Emma McLaughlin นิโคลา เคราส์ & เอ็มม่า แมคลัฟลิน ทั้งคู่อยู่ที่นิวยอร์กซิตี้ ปัจจุบันไม่ได้เป็นแนนนี่อีกแล้ว

THE NANNY DIARIES : Nicola Kraus & Emma McLaughlin
ISBN 0312278586 St. Martin's Press 352 pages, $24.95 Hardcover

ไดอารี่ของแนนนี่ : นิโคลา เคราส์ & เอ็มม่า แมคลัฟลิน แปลโดย เมลานี เพิร์ล ๒๕๔๕

Copyright © 2002 faylicity.com

I love children! I love little hands and little shoes and peanut butter sandwiches and peanut butter in my hair and Elmo--I love Elmo-- and sand in my purse and the "Hokey Pokey"-- can't get enough of it!--- and soy milk and blankies and the endless barrage of questions no one knows the answers to, I mean why is the sky blue? And Disney! Disney is my second language!
Nicola Kraus & Emma McLaughlin
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๕