* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก
 
book NORTHERN LIGHTS (HIS DARK MATERIALS, BOOK 1) : Philip Pullman
read by O

Book Cover

ผู้เป็นใหญ่ในบ้านเป็นแฟนหนังสือแฟนตาซีมหากาพย์ His Dark Materials ของฟิลิป พูลแมน เคยตั้งคำถามว่าทำไมหนังสือชุดนี้มีคนอ่านน้อยกว่าแฮร์รี พอตเตอร์ ทั้งที่ความสนุกไม่น้อยกว่ากันและพูลแมนก็โด่งดังพอพอกับเจ เค โรว์ลิ่งในอังกฤษ คนอ่านเองก็รู้จักแต่ชื่อนักเขียน ยังไม่เคยอ่านหนังสือของเขาสักที อุปมาเอาว่าพูลแมนคงเดินตามทางที่โรว์ลิ่งวางไว้ ดังนั้นอ่านพอตเตอร์เล่มเดียวก็คล้ายอ่านเล่มอื่นไปด้วย เดาได้หมดแล้วจะไปสนุกอะไร เพราะถ้าเราพิจารณาหนังสือเด็กส่วนใหญ่ในสมัยนี้ จะเห็นว่าดำเนินเรื่องคล้ายคลึงกันหมด ทำนองว่าโลกประกอบด้วยสีขาวและสีดำ ตัวละครเวลาร้ายก็ร้ายหมด ดีก็ดีหมด เป็นอุดมคติเกินจริงชักเหมือนกับหนังยอดมนุษย์ของฮอลลีวูดในปัจจุบัน หนังสือเด็กเริ่มขาดเซนส์ของการผจญภัย ไม่มีจุดจบอะไรนอกจากแอคชันว่าใครเป็นผู้ชนะหรือใครเป็นผู้แพ้ ซึ่งผิดกับหนังสือเด็กในสมัยก่อนที่เรื่องราวจะลึกซึ้งและสนุกกว่านั้น เป็นเรื่องที่อ่านได้ทุกเพศทุกวัยโดยไม่ได้บรรจุในสารบัญของหนังสือเพื่อเยาวชนอย่างเดียว

Northern Lights (หรือ The Golden Compass ชื่อหนังสือที่วางจำหน่ายในอเมริกา) เป็นหนังสือเล่มแรกในสามเล่มจาก His Dark Materials หนังสือเล่มนี้เปลี่ยนโลกเป็นสีเทา ว่าด้วยเรื่องของเด็กน้อยไลร่า อายุสิบสองปี เป็นเด็กกำพร้าที่บ้านของเธอคือวิทยาลัยจอร์แดนในออกซฟอร์ด ลอร์ดแอสรีลผู้เป็นลุงนำเธอมาฝากไว้กับอาจารย์ใหญ่เพราะเขาต้องเดินทางบ่อยเพื่อไปสำรวจขั้วโลกเหนือ ไลร่าเติบโตมาท่ามกลางแหล่งความรู้จึงทำให้เธอเป็นเด็กฉลาด ช่างซนและดื้อมาก เธอมีเพื่อนรักชื่อโรเจอร์ เป็นเด็กในห้องครัวที่ชอบชวนกันไปทะโมนในที่ต่างต่าง ไลร่ารู้ว่าพ่อแม่ของเธอเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต แต่เรื่องราวอื่นนั้นเธอไม่รู้เลย หนังสือเริ่มเหตุการณ์ในช่วงแรกได้น่าติดตามเมื่อไลร่าแอบเข้าไปในห้อง Retiring Room เห็นอาจารย์ใหญ่ใส่ยาพิษในขวดเหล้า ซึ่งยาพิษขวดนี้เอาไว้ต้อนรับลุงซึ่งกำลังจะมาเยี่ยม เธอจึงต้องหาหนทางที่จะช่วยลุงให้พ้นภัย ไลร่ายังได้ฟังเรื่องราวพิลึกพิลั่นระหว่างที่แอบอยู่ในห้อง ลอร์ดแอสรีลเล่าเรื่องไฟเหนือให้บรรดาอาจารย์ฟัง เธอได้ยินคำว่า Dust เห็นภาพชาวทาร์ทาร์ มนุษย์ที่มีรูกลมบนหัว ได้ยินเรื่องแสง Aurora เรื่องเมืองบนท้องฟ้า แต่เธอก็ไม่เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไร ทั้งที่มันกำลังจะนำไปสู่ชะตาชีวิตที่ยิ่งใหญ่ของเธอ

พูลแมนสร้างโลกแห่งจินตนาการผสมกับความจริงอย่างล้ำลึก ซึ่งเขากำลังจะโยงถึง Parallel Universe ที่มนุษย์อยากจะข้ามไปในภายหลัง พูลแมนไม่ได้บ่งบอกเวลาอย่างแน่นอนในโลกสมมติของเขา แต่สร้างบรรยากาศที่พอจะเข้าใจได้ว่าโลกของไลร่านั้นน่าจะเป็นช่วงปลายของศตวรรษที่ 19 ซึ่งผสมองค์ประกอบของอดีต อนาคต เทพนิยายจนกลายเป็นอีกจักรวาลหนึ่ง มนุษย์ทุกคนในโลกนี้จะมีเดมอนประจำตัว (คล้ายสัตว์เลี้ยง) อันเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณที่แยกจากร่างกายไม่ขาด เดมอนของเด็กจะเปลี่ยนรูปเป็นสัตว์ชนิดต่างต่างเพราะเด็กนั้นมีอารมณ์บริสุทธิ์มากกว่าผู้ใหญ่ ขณะที่เดมอนของผู้ใหญ่จะคงรูปเดิม เดมอนทำให้คนเราไม่เหงาเพราะมันจะชวนคุยให้คำปรึกษาในทุกเรื่อง มนุษย์ที่ขาดเดมอนก็จะเหมือนกับตายทั้งเป็น และโลกนี้อำนาจสูงสุดอยู่ที่องค์กรศาสนาซึ่งคล้ายกับยุคมืดในอดีต สร้างภาพผิดด้านเทววิทยา พูดถึงความตายของพระเจ้าในเล่มหลัง จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ His Dark Materials โดนโจมตีจากคาทอลิกเฮรัลด์ว่าเป็นหนังสือมืดมนที่ "“fit for the bonfire . . .”

The Holy Church teaches that there are two worlds: the world of everything we can see and hear and touch, and another world, the spiritual world of heaven and hell. Barnard and Stokes were two -- how shall I put it -- renegade theologians who postulated the existence of numerous other worlds, like this one, neither heaven nor hell, but material and sinful. They are there, close by, but invisible and unreachable. The Holy Church naturally disapproved of this abominable heresy, and Barnard and Stokes were silenced.

กลับมาที่เนื้อหาช่วงแรกในหนังสือ ไลร่าพบว่ามีเด็กในกรุงลอนดอนถูกพวกกลอบเบอร์จับตัวไป เด็กเริ่มหายตัวจำนวนมากจนมีข่าวลือว่าเด็กเหล่านี้ถูกลำเลียงเพื่อไปเป็นหนูทดลองที่ขั้วโลกเหนือ เหตุการณ์มาคับขันขึ้นเมื่อโรเจอร์เพื่อนรักกลายเป็นเหยื่อ ไลร่าเองถูกส่งต่อให้มิสซิสคูลเตอร์เป็นผู้ดูแลแล้วจับได้ว่าเธอเป็นตัวการในเรื่องนี้ทั้งหมด ตอนสองและสามไลร่าต้องไปช่วยเพื่อน ช่วยลุงที่ถูกพระราชาหมีจับ ซึ่งคงต้องติดตามอ่านอย่างสนุกกันเองเพราะเล่าไม่ได้แล้ว

หนังสือเล่มนี้เนื้อหาและตัวละครมีความซับซ้อนกว่าที่คิด มิใช่เป็นเพียงตัวแทนของความดีหรือความชั่วร้ายเพียงเพราะโอนเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งอย่างที่คุ้นเคย กลับแสดงมิติได้อย่างน่ากลัวน่าตกใจตามจุดพลิกผันที่มีให้เห็นตลอดเรื่อง และไม่ใช่หนังสือที่คุณจะเดาออกว่าสรุปแล้วเจ้านี่มันดีหรือมันร้าย หนังสือเล่มนี้อ่านสนุกทั้งการผจญภัย ความมีอารมณ์ขันและอาการลุ้นตื่นเต้นแบบหน้าต่อหน้า รับรองว่าอ่านแล้วจะวางไม่ลงจนจบหน้าสุดท้าย เป็นหนังสือที่เด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่เองกลับอ่านสนุกกว่าเด็ก จึงไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง สุดท้ายแอบถามผู้เป็นใหญ่ในบ้านถึงความเห็นที่หนังสือโดนกระหน่ำในบางประการ มีเสียงหัวเราะกล่าวว่าเล่มหลังหลังยิ่งกว่านี้อีก แต่อย่างที่พูลแมนบอก " Without stories, we wouldn't be human beings at all."

เกี่ยวกับผู้เขียน: Philip Pullman ฟิลิป พูลแมน เกิดที่เมืองนอริชในปี 1946 ฟิลิป พูลแมนจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ทำงานเป็นครูสอนหนังสือเด็กประถมในโรงเรียน ก่อนจะหันมาสอนวิชาวรรณคดีสมัยวิคตอเรียนในมหาวิทยาลัย หนังสือเล่มแรกคือ The Ruby In The Smoke ซึ่งดัดแปลงมาจากบทละครที่เขาเขียนให้เด็กนักเรียนแสดง หนังสือของพูลแมนที่โด่งดังที่สุดคือหนังสือในชุด His Dark Materials ประกอบด้วย Northern Lights (1995), The Subtle Knife (1997) และ The Amber Spyglass (2001) เล่มหลังรับรางวัลวรรณกรรม Whitbread ในปี 2002 โดยกรรมการลงความเห็นว่าหนังสือน่าจะจัดเป็นนิยายสำหรับผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก His Dark Materials จะเปิดการแสดงเป็นละครในเดือนธันวาคมนี้ที่ National Theatre ในอังกฤษ

Northern Lights (His Dark Materials, Book 1) : Philip Pullman
ISBN:0439994128 Scholastic Press, 400 pages, £6.99

มหันตภัยขั้วโลกเหนือ ฟิลิป พูลแมน แปลโดย เอื้อนทิพย์ พีระเสถียร นานมี ๒๕๔๘

He bowed and left. Lyra watched as her uncle poured a cup of coffee, drained it at once, and poured another before sipping more slowly. She was agog: cases of specimens? A projecting lantern? What did he have to show the Scholars that was so urgent and important?

Philip Pullman . . . Northern Lights

Copyright © 2003 faylicity.com

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๑ ธันวาคม ๒๕๔๖