| THE ORCHID THIEF : Susan Orlean |
![]() "กล้วยไม้ทำให้คนเสียสติได้ คนที่รักก็รักอย่างบ้าคลั่ง กล้วยไม้จุดความพิศวาสได้มากกว่าเรื่องรัก และเป็นดอกไม้เซ็กซี่ที่สุดในโลก" กล้วยไม้นั้นน่าทึ่งอย่างที่ซูซาน ออร์ลีนบรรยายไว้ข้างต้น หนังสือไม่ใช่นวนิยาย (non-fiction) เล่มนี้บอกเรื่องของกล้วยไม้ โดยเฉพาะเรื่องความปรารถนาคลั่งไคล้ของผู้คนที่ต้องเสน่ห์ในต้นไม้ชนิดนี้ ที่มาของเรื่องมาจากข่าวท้องถิ่นของฟลอริดาที่ออร์ลีนอ่านพบและสนใจ จนทำให้เธอเดินทางจากนิวยอร์กไปฟลอริดาเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม ข่าวที่จุดความสนใจของออร์ลีนมีความว่า วันที่ 21 ธันวาคม 1994 จอห์น ลาโรช ที่เป็นชายผิวขาว และคนอเมริกันพื้นเมือง (อินเดียน) 3 คนถูกจับที่แฟกกาฮัชชี (Fakahatchee) ที่เป็นหนองน้ำและเป็นพื้นที่สงวนของรัฐ ชายทั้งสี่มีปลอกหมอนสี่ใบที่เต็มไปด้วยกล้วยไม้ป่าจำนวนมาก จึงถูกจับด้วยข้อหานำต้นไม้และพืชสงวนออกจากพื้นที่ ลาโรชเป็นหัวหน้าทีมของคณะนี้ ซึ่งเมื่อถูกจับเขาก็บอกเจ้าหน้าที่ได้เป็นฉากๆ ว่าพืชที่ลักมาทั้งหมดมีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์อย่างไรบ้าง และอธิบายให้เจ้าหน้าที่ฟังว่าต้นไม้เหล่านี้จะถูกนำไปที่ห้องแล็บ เพื่อจะได้นำไปโคลนนิ่งแล้วส่งขายให้นักสะสมกล้วยไม้ทั่วโลก ความน่าสนใจในข่าวนี้อยู่ที่ตัวจอห์น ลาโรช ซึ่งทำงานเป็นผู้ก่อตั้งโรงเลี้ยงกล้วยไม้ให้ชาวอเมริกันพื้นเมืองเผ่าเซมิโนล เขาศึกษาข้อมูลมาเป็นอย่างดีแล้วว่ากฎหมายปกป้องพันธุ์พืชพื้นเมืองที่หายาก ได้ละเว้นการเอาผิดกับคนอเมริกันพื้นเมือง ดังนั้นเขาจึงไปที่แฟกกาฮัตชีกับชาวเซมิโนลเพื่อเก็บกล้วยไม้ โดยลาโรชมีหน้าที่ชี้กล้วยไม้ที่ต้องการ ให้ชาวเซมิโนลเป็นคนตัดมาให้ ลาโรชไม่แตะต้องกล้วยไม้เหล่านั้นเลย เพราะเผื่อถูกจับได้จะบอกได้ว่าตนเองไม่มีส่วนเก็บต้นไม้ แผนของลาโรชคือนำกล้วยไม้หายากเหล่านี้มาโคลนนิ่ง แล้วส่งขายจนรวย บุคลิกที่แปลกแต่น่าดึงดูดใจอย่างสูงของลาโรชเป็นที่มาของเรื่อง ขโมยกล้วยไม้ เรื่องนี้ ลาโรชมีความคิดที่น่าสนใจ แปลกประหลาด แต่มีเสน่ห์แบบไม่ธรรมดา ตามความคิดของเขาแล้ว สิ่งที่เขาทำเป็นเรื่องดี เพราะจะได้รักษากล้วยไม้หายากไม่ให้สูญพันธุ์ไป และหากโคลนนิ่งสำเร็จ ก็จะเป็นการแก้ปัญหาการขโมยกล้วยไม้ป่าอีกต่อหนึ่ง นอกจากนั้นเมื่อเขาสมประสงค์แล้ว เขาก็จะติดต่อบอกเจ้าหน้าที่ว่ากฎหมายฟลอริดามีช่องโหว่ เพื่อไม่ให้มีคนประพฤติตามอย่างเขาได้ในภายหลัง ดังนั้นเขาจึงนับเป็นนักบุญแท้ๆ เมื่อลาโรชไปศาลครั้งแรก เขาบอกผู้พิพากษาว่า "บอกตามตรงนะท่านผู้พิพากษา ผมเป็นคนที่ฉลาดที่สุดที่ผมรู้จักก็ว่าได้" ที่นอกศาล เขาบอกว่า "พวกเจ้าหน้าที่ดูแลหนองน้ำนี่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรเกี่ยวกับต้นไม้เลย บางคนโง่จริงๆ เสียด้วยซ้ำ คือโง่เอามากๆ พวกนั้นโชคดีแล้วที่จับผมได้ เพราะจะได้ฟังผมบอกชื่อต้นไม้ให้ ไม่งั้นก็ไม่มีวันรู้หรอกว่าต้นไมันั่นมันคืออะไรบ้าง"
ออร์ลีนเหล่าเรื่องของความหลงใหลในกล้วยไม้ ตั้งแต่เรื่องผู้คนในวงการกล้วยไม้ ความคลั่งไคล้ของนักล่ากล้วยไม้ที่ท่องเที่ยวไปตามพื้นที่อันตรายต่างๆ ทั่วโลกเพื่อหากล้วยไม้ป่า เรื่องของการลักลอบนำเข้าและนำกล้วยไม้ออกจากฟลอริดา ความมหัศจรรย์ของดอกกล้วยไม้ และความปรารถนาจะได้มาครอบครองที่ทั้งโรแมนติกและสิ้นหวัง ออร์ลีนเล่าเรื่องจากความคิดความรู้สึกของเธอ ดังนั้นเราจึงไม่ได้รับรู้แต่ข้อเท็จจริง แต่ยังเป็นอารมณ์ของผู้เขียนต่อเนื้อหาในเรื่อง ผู้เขียนใช้ภาษาดีมาก เธอบรรยายสิ่งต่างๆ ได้เป็นภาพได้ดี เธอเลือกใช้ถ้อยคำที่สื่อความหมายชัดเจนแต่ไม่พร่ำเพรื่อ และเล่าเรื่องด้วยความละเอียดลออยิ่ง เธอมีอารมณ์ขันและเล่าเรื่องได้ทั้งแบบน่ารัก แบบเปี่ยมอารมณ์โรแมนติก ผู้อ่านที่ชอบงานเขียนแบบบรรยายความรู้สึกด้วยภาษาที่ดี ก็น่าจะเพลิดเพลินในการอ่านหนังสือเล่มนี้ ข้อด้อยในเล่มคือไม่มีรูปประกอบอยู่เลยแม้แต่รูปเดียว แม้ว่าการบรรยายของออร์ลีนจะดีมาก แต่บางครั้งคนอ่านก็อยากเห็นภาพไปด้วย ซึ่งออร์ลีนให้อิสระและภาระของผู้อ่านที่สนใจให้ไปค้นหาภาพต่อเอาเอง หนังสือไม่ใช่นวนิยายหลายเล่มก็มักเป็นเช่นนี้ จึงทำให้ขาดความสมบูรณ์ไปอย่างน่าเสียดาย นอกจากนั้น บทบรรยายบางตอนค่อนข้างอืดอาด ทั้งมีเรื่องเล่าเดียวกันที่บอกซ้ำกันอยู่หลายตอน ทำให้การเล่าบางช่วงเยิ่นเย้อไปบ้าง ออร์ลีนเขียนเรื่องของกล้วยไม้นี้เป็นบทความชื่อ Orchid Fever ลงนิตยสารเดอะนิวยอร์กเกอร์ในปี 1995 ซึ่งมีผู้สนใจอยากนำบทความนี้ไปสร้างหนังหลายราย เธอจึงนำบทความมาขยายเป็นหนังสือในภายหลัง หนังสือเล่มนี้ได้รับความสนใจอีกครั้งจากหนัง Adaptation ที่เป็นเรื่องของการประสบปัญหาเขียนไม่ออกของผู้เขียนบทที่พยายามเขียนบทหนังจากหนังสือเล่มนี้ เมื่ออ่านหนังสือจบแล้วก็จะไม่น่าประหลาดใจเลยว่าเหตุใดจึงดัดแปลงเป็นหนังยากนัก เนื้อเรื่องในเล่มไม่มีพล็อตเรื่อง เป็นแต่บทพรรณนาที่เล่าด้วยอารมณ์เป็นส่วนใหญ่ ทำให้หนังออกมาแทนที่จะเป็นเรื่องของจอห์น ลาโรช แต่กลับเป็นเรื่องของชาร์ลี คอฟแมน ผู้เขียนบทแทน ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ใช่สิ่งเกินคาดคิดแต่อย่างใด แม้แต่ในหนังสือเอง ที่สุดแล้วความเป็นออร์ลีนก็โดดเด่นกว่าลาโรช แกนของหนังสือเล่มนี้มีสาระสำคัญที่ความหลงใหลของมนุษย์ ออร์ลีนใคร่รู้ว่าการหลงใหลปรารถนาอย่างรุนแรงในบางสิ่งนั้นเป็นอย่างไร เหตุใดคนอย่างลาโรชจึงผูกพันแต่กับสิ่งที่ได้มาและรักษาไว้ยาก เธออยากรู้ว่าคนเรารู้สึกว่าชีวิตมีจุดหมายในการจดจ่อไปยังความสนใจแคบๆ ได้อย่างไร หนังสือเล่มนี้จึงไม่ได้บอกความหลงใหลของลาโรชเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้บอกความหลงใหลของออร์ลีนต่อความปรารถนาของลาโรชอีกด้วย จึงทำให้แกนเรื่องที่สุดแล้วก็ไม่ใช่อยู่ที่จอห์น ลาโรช แต่เป็นเรื่องของผู้เขียน ว่าเธอทำความเข้าใจกับแรงปรารถนาของมนุษย์อย่างไรบ้าง ออร์ลีนก็ตกอยู่ในความหลงใหลนี้ด้วยเช่นกัน แม้ว่าเธอจะบอกตนเองไว้แล้วก็ตามว่าความหลงใหลและปรารถนาให้ได้มาในเรื่องกล้วยไม้นั้นจะยังแต่ความผิดหวังให้ เพราะความรักชนิดนี้จะไม่มีวันได้ตอบแทนกลับมา
เกี่ยวกับผู้เขียน Susan Orlean ซูซาน ออร์ลีน เป็นนักเขียนของนิตยสาร เดอะนิวยอร์กเกอร์ ตั้งแต่ปี 1992 เขียนคอลัมน์ลงนิตยสารอื่นๆ เช่น โรลลิงสโตน, โว้ก, เอสไควร์ สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งมิชิแกน ปัจจุบันใช้ชีวิตที่นครนิวยอร์ก ผลงานหนังสืออื่นคือ Saturday Night, Red Sox and Bluefish, The Bullfighter Checks Her Makeup THE ORCHID THIEF : Susan Orlean
Copyright © 2003 faylicity.com การสะสมจัดได้ว่าเป็นความป่วยไข้ในรักชนิดหนึ่ง หากเราสะสมสิ่งมีชีวิต เราจะเฝ้าตามหาแต่สิ่งที่ไม่สมบูรณ์พร้อม เพราะแม้เราจะเสาะหาและครอบครองสิ่งมีชีวิตที่ต้องการมาจนได้แล้ว ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าสิ่งนั้นจะไม่ตายหรือเปลี่ยนแปลงไป |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑ กันยายน ๒๕๔๖ |