| FLAUBERT'S PARROT : Julian Barnes read by O |
" When you write the biography of a friend, หนังสือเล่มนี้เป็นการปอกเปลือกกุสตาฟ โฟลแบรต์ออกเป็นชิ้นๆ คุณอ่านไม่ผิดแน่ กุสตาฟ โฟลแบรต์ นักเขียนชาวฝรั่งเศส เจ้าของบทประพันธ์อันลือชื่อ มาดามโบวารี แต่เป็นการปอกเปลือกชนิดที่เหนือชั้นเป็นที่สนุกสนานยิ่ง (เนื่องจากผู้เล่าเรื่องเป็นหมอรักษาโรคจิต)ทั้งเหน็บแนมในทุกประเด็น ขบขัน และช่างตั้งข้อสังเกต ที่สำคัญคือมีเทคนิคการผูกเรื่องให้มีความลึกน่าค้นหาทั้งตัวละคร ทั้งวิธีการตีแผ่งาน"ศิลปะ"โดยละเอียด ก่อนจะเป็นกระจกสะท้อนย้อนกลับมาถึงเรื่องราวใน"ชีวิต"จริงของมนุษย์เรา โดยที่ผู้เขียนจูเลียน บาร์นส สามารถควบคุมโทนเสียงของผู้เล่าเรื่องได้ดี อ่านแล้วไม่รู้สึกว่าการที่โฟลแบรต์ถูกนำมายำนี้จะส่งผลร้ายให้แก่ตัวนักเขียน (ที่จริงแล้วในสายตาของหมอผู้เล่า การที่เขาวิเคราะห์จิตใจของโฟลแบรต์ถือเป็นการทำความเข้าใจทางจิตวิทยาในมนุษย์มากกว่า ในสายตาของเขาเป็นการแก้(แค้น)แทนนักเขียน แต่มองอีกทีก็เหมือนเป็น irony ซ้อน irony) แต่กลับสร้างบุคลิกความเป็นตัวของตัวเองให้โฟลแบรต์ในอีกแง่หนึ่ง แถมยังสร้างอารมณ์ขันหันไปตั้งคำถามกับคนที่มาสนใจต่างหากว่าต้องการอะไร รู้ไปแล้วจะทำไม แล้วเนื้อหาที่แท้และร้ายที่สุด(ร้ายเพราะหมอก็เหน็บตัวเอง)...ดูจะสื่อว่าไม่มีใครรู้เรื่องใครดีไปกว่าตัวของเขาเอง และการที่เราเหมือนจะเข้าใจคนอื่นมาก(ด้วยการศึกษางานของคนอื่น) ที่แท้ก็เป็นความเข้าใจของตัวเราเองทั้งนั้น คนที่ทำหน้าที่เล่าเรื่องเป็นนกแก้วของโฟลแบรต์(พูดเจื้อยแจ้วไปจนจบเล่ม) คือด็อกเตอร์เจฟฟรีย์ เบรทเวท เขาเป็นชายวัยหกสิบปี เกษียณแล้ว มีงานอดิเรกคือชอบศึกษางานของโฟลแบรต์ เนื้อเรื่องในตอนต้นมีอยู่ว่า คุณหมอเจฟฟรีย์ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ของโรงพยาบาลในเมืองรูอัง เป็นโรงพยาบาลที่บิดาของโฟลแบรต์เคยเป็นหมอศัลยกรรมทำงานอยู่ ทันทีที่เขาเจอนกแก้วสตัฟฟ์ หมอเจฟฟรีย์ซาบซึ้งตรึงใจคิดไปถึงเรื่องราวชีวิตโฟลแบรต์ คิดไปอีกว่านกสตัฟฟ์ตัวนี้ช่างเหมือนนกในบทบรรยายเรื่องสั้น ''Un coeur simple'' (หัวใจเรียบง่าย) ที่ชื่อลูลูเหลือเกิน มันเป็นสัตว์เลี้ยงของเฟลิซิเต หญิงรับใช้ซึ่งเป็นตัวเอกในเรื่อง หลังจากนั้นไม่นานหมอเดินทางไปชมบ้านเกิดนักเขียน ก็ไปเห็นนกสตัฟฟ์อีกตัวหนึ่ง ซึ่งเหมือนตัวแรกที่โรงพยาบาล หมอเริ่มสงสัยว่าตัวไหนกันแน่ที่โฟลแบรต์เลือกเป็นแม่แบบให้ลูลู แต่ความสงสัยของหมอยังดูคลุมเครืออยู่ถ้าบาร์นส์ปล่อยให้หมอเจฟฟรีย์เล่าเรื่องโฟลแบรต์ขึ้นมาเฉยๆ เพราะอย่างหนึ่งก็คือหมอเจฟฟรีย์ไม่ใช่หมอโรคจิตประจำตัวของโฟลแบรต์ นักประพันธ์คนนั้นตายไปแล้วตั้งร้อยกว่าปี อยู่ดีดีหมอจะมานั่งชำแหละนักเขียนทำไม บาร์นสเลยหยอดเรื่องราวส่วนตัวของหมอที่เกี่ยวกับภรรยาที่ตายไป ทำไมถึงตาย โดยให้หมอทำเป็นเล่าก้ำๆกึ่งๆอยู่ตลอดเล่ม ทำให้คนอ่านกระหายใคร่รู้ว่าแล้วโฟลแบรต์ไปเกี่ยวอะไรกับตัวหมอและภรรยา ชวนให้อ่านต่อไปเรื่อยๆจนจบ ขณะเดียวกันวิธีที่หมอชำแหละนักเขียนก็สนุกมากจนวางไม่ลง หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็น 15 บท ถูกเขียนขึ้นในหลายๆรูปแบบ อย่างเช่น เป็นทั้งคำบัญญัติศัพท์ บทความ ประวัติ บทวิเคราะห์ทางจิตวิทยาหรือทางวรรณคดี และในฐานะที่หมอเจฟฟรีย์เป็นผู้เล่า เขาก็จะย้ำตลอดเวลาว่าเขาเขียนด้วยจรรยาบรรณของหมอ (I say as a doctor) การตั้งข้อสังเกตกระทำแบบจิตวิทยาล้วนๆ เขาเพียงแต่รวบรวม พยายามหาความสัมพันธ์และโยงใยชีวิตของนักเขียนจากจดหมายส่วนตัว บันทึก ประวัติ งานเขียนของโฟลแบรต์เอง อย่างในบทแรกเป็นการเล่าเรื่องนกแก้วดังที่กล่าวมา บทที่สองเป็น Chronology คือ เป็นการเล่าประวัติด้วยการลำดับวันที่ ซึ่งถ้าใครลืมไปแล้วหรือยังไม่เคยรู้ประวัติของโฟลแบรต์มาก่อน ก็จะรื้อฟื้นได้จากช่วงนี้ ประวัตินี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกคือ ประวัติโฟลแบรต์เอง เล่าอย่างย่อๆว่า เขาเกิดที่เมืองรูอังเมื่อปี 1821 ในครอบครัวชนชั้นกระฎุมพีมีฐานะปานกลาง พ่อเป็นหมอ แม่เป็นแม่บ้าน มีพี่น้องตายเกือบหมด เหลือเพียงคาโรลีนน้องสาว ตัวเขาเองมีชีวิตผูกพันกับใครบ้าง มีงานเขียนเป็นลำดับอย่างไร และช่วงที่เขาล้มป่วยมีอาการประสาทเนื่องจากลมบ้าหมูกำเริบ ทำให้ชีวิตเขาหักเหไปอย่างไร จนไปถึงเรื่องผู้หญิงที่เขาผูกพัน คือ หลุยส์ โกเลต์ กวีสาวในสมัยนั้น ในภาคสองเป็นส่วนที่ยังเรียงด้วยปีเหมือนอย่างภาคแรก แต่เริ่มเกี่ยวข้องกับการมาและจากของคนที่ใกล้ชิดโฟลแบรต์ หมอเจฟฟรีย์เล่าความคิดของโฟลแบรต์ด้วยการหยิบยกคำพูดของนักเขียนเองมาประกอบอยู่เนืองๆ อ่านแล้วตลกดี อย่างเช่นที่เขาพูดถึงมาดามโบวารี เขาบอกดู แคมป์ เพื่อนสนิทว่า เพราะหนังสือเล่มนี้ทำให้เขากลายนักเขียนเล่มเดียว (One-book author) ถ้าเขาทำได้เขาจะกว้านซื้อก๊อปปี้ของหนังสือทั้งหมดแล้วนำมันไปเผาไฟทิ้ง ส่วนภาคสาม เป็นคำพูดล้วนๆ เหมือนการบ่นคนเดียวของโฟลแบรต์ และพบว่าเขาปากคมดั่งกรรไกรพอสมควร
บทถัดมาหลังจากนั้น ยิ่งสนุกขึ้นเรื่อยๆ ผมชอบบทที่สี่ เรื่อง The Flaubert Bestiary หมอเจฟฟรีย์พูดถึงสัญลักษณ์ "สัตว์" ต่างๆที่ปรากฎในหนังสือและบันทึกของโฟลแบรต์ และที่น่ารักมากก็คือชื่อของนักเขียน น้องสาวเขาเวลาเขียนจดหมายจะลงท้ายว่า 'your dear rat', 'your faithful rat' คุณหมอบอกว่าส่วนกุสตาฟนั้นเป็นหมี กุสตาฟเคยเขียนจดหมายว่า 'I am a bear and I want to stay a bear in my den, in my lair, in my skin, in my old bear's skin. I want to live quietly.' หลังจากนั้นก็เป็นการยกตัวอย่างในงานเขียนต่างๆที่มีคำว่า bear แล้วหมอก็ไล่ไปทีละคำที่โฟลแบรต์เคยนำมาใช้ เช่น camel, sheep, monkey, ostrich, parrot, dog เป็นต้น แต่ที่มันที่สุดคือการสะกดชื่อเขาเอง พยางค์หลังของชื่ออ่านว่าแบรต์ มีคนเคยสะกดผิดไว้ในที่ต่างๆ ซึ่งหมอให้ตัวอย่างกำกับอย่างละเอียดว่าใครเขียนผิดที่ไหนบ้าง คัดย่อๆมาได้ดังนี้ Faubert, Faubet, Foubert, Flambert, Folbert เป็นต้น ส่วนบทที่หก เป็นบทที่อ่านแล้วหัวเราะทันที เพราะชื่อเรื่องว่า Emma Bovary's Eyes เป็นการเล่าที่พาดพิงไปถึงสีดวงตาของมาดามโบวารี ว่าทำไมจะต้องเปลี่ยนสีไปมายังกับสีรุ้ง ผมต้องไปหาหนังสือต้นฉบับมาประกอบเพราะเคยอ่านนานแล้ว แต่ไม่เคยสังเกตเรื่องนี้เลย จูเลียน บาร์นสเหน็บได้แสบสันต์ ตอนแรกดูเหมือนจะประชดนักวิจารณ์ เขาให้หมอเจฟฟรีย์ขี้นต้นบทว่า
คำกล่าวหานี้เป็นของด็อกเตอร์เอนิด สตาร์กี จากมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด ผู้เชี่ยวชาญวรรณคดีภาษาฝรั่งเศส หมอเจฟฟรีย์ทำเป็นบ่นว่านี่เป็นบทเล็คเชอร์ที่บ้ามาก ไม่มีใครไปสังเกตขนาดนั้น และเขาอ่านหนังสือเพื่อความเพลิดเพลิน ไม่ใช่เพื่อการวิเคราะห์ทางวรรณคดี เขาต้องแคร์ด้วยหรือ แล้วโฟลแบรต์ในฐานะนักเขียนต้องสนใจหรือกับคำกล่าวหานี้ ตาสีรุ้งแล้วจะทำไม นักเขียนไม่ไช่เทวดา ถึงแม้หนังสือจะอยู่ยงคงกระพันเป็นหลักฐานไปชั่วกาลก็ตาม คุณหมอเถียงแทนโดยเล่าถึงความผิดที่เรียกว่า "external mistakes" ของนักเขียนอื่นๆ จนโยงมาถึงสีตาของมาดามโบวารี ซึ่งเป็น "internal mistakes" (ในการกล่าวถึงสิ่งๆเดียวกันแต่ในลักษณะที่ขัดแย้ง) แต่คุณหมอก็ยังพูดในลักษณะเห็นใจว่าไม่เป็นการยุติธรรมต่อโฟลแบรต์ เขาอาจจะละเอียดจนต้องเปลี่ยนลักษณะสีตาและความกว้างเพื่อแสดงอารมณ์ที่แตกต่างเวลาจะมีชู้กับไม่มีชู้ พอใกล้จะจบบทหมอเล่าต่อว่าได้ไปอ่านมาดามโบวารีมาใหม่ หมอเขียนโน้ตเกี่ยวกับสีตาของเอ็มมาอย่างละเอียด สนุกมากเพราะยาวกว่ารายงานของดอกเตอร์สตาร์กีอีก อย่างเช่น
หนังสือเล่มนี้สนุกมาก ผมเล่ายังไงก็คงไม่สนุกเท่ากับได้อ่านเอง แต่เป็นหนังสือที่ประทับใจมากในรอบปีทีเดียว นึกถึงเรื่องไฟซีด (Pale Fire)ของวลาดิเมียร์ นาโบคอฟ แต่หนังสือของบาร์นสนี้ใช้ภาษาที่อ่านง่ายกว่ามาก บทหลังๆมีเรื่องที่น่าสนใจอีกเยอะ เช่น บทที่ตั้งข้อสังเกตว่าโฟลแบรต์ไม่ชอบรถไฟ (The Train-Spotter's Guide to Flaubert) แล้วก็ชี้ให้เห็นเป็นข้อๆ บทที่เป็นเวอร์ชั่นบันทึกของหลุยส์ โกเลต์ (Louis Colet's Version) แล้วบทที่เป็นข้อสอบ (Examination Paper) โดยแบ่งเป็นส่วนๆแล้วบอกให้คุณทำข้อสอบทั้งหมด บทนี้ทำให้หยุดหัวเราะไม่ได้ และตรงนี้เองที่ทำให้คิดได้ว่าบาร์นสต้องการจะบอกอะไร และอยากให้คิดในแง่มุมไหนบ้าง ตัวหมอเจฟฟรีย์เองก็มาเผยความลับของตัวเองในช่วงหลังในเรื่องที่เกี่ยวกับภรรยาที่ตายและเฉลยปมที่เกี่ยวกับโฟลแบรต์ โดยสรุปความคิดได้ดีเยี่ยมในตอนท้าย หนังสือเล่มนี้อาจจะหายากสักนิด เพราะผมเองก็หามานานกว่าจะเจอ คนขายบอกว่ามันเกือบจะ out of print เกี่ยวกับ มาดามโบวารี เป็นบทประพันธ์อันมีชื่อของกุสตาฟ
โฟลแบรต์ เขียนขึ้นปี 1857 ตอนที่กุสตาฟมีอายุได้ 35 ปี เป็นงานที่ถูกรัฐบาลตีตราว่า
"ไร้ศีลธรรม" ในยุคสมัยนั้น เนื่องจากเป็นเรื่องราวของผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว
เอ็มมา โบวารี เป็นภรรยาของหมอที่ชื่อชารล์ โบวารี แต่เธอไปมีชู้กับชายที่ชื่อโรดอล์ฟ
จนตอนหลังนำไปสู่เหตุการณ์ที่เป็นโศกนาฎกรรม แต่สิ่งทำให้หนังสือเล่มสวยงาม
น่าจะบทบรรยายอันประณีต และเขียนได้ถึงจิตวิญญาณอันละเอียดอ่อนของตัวละคร
ความเห็นอกเห็นใจในมนุษย์ ลึกซึ้ง และมีความสมจริงมาก หนังสือเล่มเคยแปลเป็นภาษาไทยโดย
วิทย์ ศิวะศริยานนท์ ซึ่งแปลมาตั้งแต่ปีพศ. ๒๔๘๗ พิมพ์ครั้งสุดท้ายโดยสำนักพิมพ์อ่านไทย
ในปีพศ. ๒๕๓๑
หมายเหตุ * Irony เป็น Literary Term (ศัพท์เฉพาะทางวรรณคดี)
ที่แสดงออกมาในรูปแบบของคำพูด (verbal irony) หรือ เหตุการณ์ (irony of
situation) จุดประสงค์เพื่อต้องการจะให้ความหมายตรงข้ามกับความเป็นจริง
ความคาดหวังหรือรูปลักษณ์ที่มองเห็น ซึ่งก่อให้เกิดความตลก ขบขัน
เป็นเทคนิคที่นิยมใช้
เมื่อต้องการจะเสียดสี (satire) Modest Proposal ของ Swift
เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดในเรื่องนี้
เกี่ยวกับผู้เขียน Julian Barnes จูเลียน บาร์นส์ เกิดที่เมืองเลสเตอร์ ประเทศอังกฤษ
ปี 1946 จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ปัจจุบันอาศัยที่กรุงลอนดอน
มีผลงานหลายเล่ม เช่น Metroland, Before She Met Me, Staring
at the Sun เล่มที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักกว้างขวางคือ A History
of the World in 10 1/2 Chapters. หนังสือเล่มล่าสุดที่พึ่งออกวางจำหน่ายในปีนี้คือ
Love etc.
Flaubert's Parrot: Julian Barnes Examination Paper
E1 was born
in 1855 Flaubert's Parrot.
Julian Barnes Copyright © 2001 faylicity.com |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๔ |