* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน
 
book A PATCHWORK PLANET : Anne Tyler

Book Coverแอนน์ ไทเลอร์เขียนเรื่อง The Accidental Tourist (1985) ให้เราได้รู้จักตัวละครเมคอนที่น่าทึ่งมาแล้ว เธอได้เขียนเรื่องของตัวละครที่จะอยู่ในใจผู้อ่านอีกครั้งในเล่มนี้ กับบาร์นาบี เกทลิน ผู้ชายที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงชีวิต และแสวงหาสิ่งอัศจรรย์สักอย่างที่จะบอกได้ว่าเขาควรดำเนินชีวิตต่อไปในทางใด

บาร์นาบีอายุสามสิบปี พักอยู่ในห้องเช่าชั้นใต้ดินที่เล็กและโทรม เขาหย่ากับภรรยาแล้ว มีลูกสาววัยเก้าขวบที่อยู่ในความเลี้ยงดูของภรรยาเก่าซึ่งเขาจะได้พบลูกเดือนละครั้ง ในสายตาของนาตาลีภรรยาเก่าแล้ว บาร์นาบีเป็นคนไม่เอาไหน ไม่มีเป้าหมายและความทะเยอทะยานในชีวิต เรียนไม่จบมหาวิทยาลัย และทำงานใช้แรงงานอันน่าต้อยต่ำ ความเห็นนี้ก็ไม่ได้ต่างไปจากความเห็นของคนในครอบครัวคนอื่น บาร์นาบีเกิดจากครอบครัวร่ำรวยผู้ก่อตั้งมูลนิธิอันมีชื่อ แต่พฤติกรรมผิดพลาดในวัยรุ่นหักเหชีวิตของเขาไปมาก มากจนบางครั้ง บาร์นาบีก็กังขาว่าคนเราจะเปลี่ยนแปลงได้บ้างหรือไม่ ? หรือเราจะเป็นอย่างที่เป็นมาตลอดไป บาร์นาบีเฝ้ารอการเปลี่ยนแปลง และเมื่อโซเฟียเข้ามาในชีวิต เขาก็รู้สึกว่าได้เปลี่ยนไป เปลี่ยนไปตั้งแต่เขารักโซเฟีย ความรู้สึกนี้จะจีรังหรือไม่เพียงใด และการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นกับบาร์นาบีอย่างไร ติดตามได้จากเนื้อเรื่องนี้

เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้มิใช่เป็นความรักของชายกับหญิง แต่เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก บอกความรักต่อชีวิต ต่อเพื่อนมนุษย์ และต่อครอบครัว สิ่งที่น่าประทับใจมากในเรื่องคือเนื้อหาที่สะท้อนชีวิตคนชราในอเมริกา บาร์นาบีทำงานในบริษัท Rent-a-Back ที่รับจ้างทั่วไปกับลูกค้าที่เป็นคนชรา คนแก่ในอเมริกามักจะอยู่กันเอง หากคู่ชีวิตจากไปแล้ว ก็เรียกได้ว่าคนแก่ต้องอยู่ตัวคนเดียวโดยลำพัง ลูกหลานจะมาเยี่ยมก็แต่ในเฉพาะโอกาสสำคัญ เช่น Thanksgiving หรือคริสต์มาส คนแก่เหล่านี้ต้องดูแลตัวเอง เราจึงได้เห็นว่าในอเมริกา สถานคาสิโนในวันธรรมดาจะเต็มไปด้วยคนมีอายุที่แต่งตัวดีมานั่งเล่นสล็อตแมชชีน หรือรถเมล์ในรอบสายที่เต็มไปด้วยคนชราแต่งตัวสวยมาก นั่งรถเมล์ออกไปกินอาหารเช้าและอ่านหนังสือพิมพ์ในมอลล์ สวัสดิการและประกันสังคมดูแลให้คนชราเหล่านี้อยู่ได้ด้วยตนเอง มีเงินทองเลี้ยงตัวเองได้ แต่คนสูงอายุเหล่านี้ก็ต้องการความช่วยเหลือ เช่นเมื่อหมดฤดูหนาว ก็อยากให้มีใครขนเก้าอี้ฤดูร้อนออกมาจากห้องใต้หลังคา เพื่อวางริมระเบียงให้นั่งเล่นได้ หรือการวางสายไฟประดับบ้านในช่วงคริสต์มาสที่ลูกหลานจะมาเยี่ยม กรณีที่ขับรถเองไม่ได้ ก็ต้องการหาคนขับรถพาไปซื้อกับข้าวหรือซื้อของตามรายการมาให้ บาร์นาบีทำงานบริการช่วยเหลือเหล่านี้โดยได้ค่าจ้างเป็นรายชั่วโมง เราได้เห็นภาพชีวิตของคนชราไปพร้อมกับงานที่บาร์นาบีทำ งานเหล่านี้ฟังดูอาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่าจะต้องจ้างอะไร แต่เรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องจำเป็นทั้งสิ้น ฉันเคยพักอยู่ในอพาร์ตเมนท์ที่เพื่อนบ้านห้องข้างบนเป็นคุณยายอายุมาก เวลาที่เธอไปจ่ายกับข้าวช่วงฤดูหนาว เธอจะเก็บของที่ซื้อมาเอาไว้ในรถ ฉันเคยสงสัยว่าทำไมยายจึงไม่เอาของขึ้นบ้าน แต่เก็บไว้ในรถแทนตู้เย็นเช่นนี้ แต่ก็คิดได้ว่าคุณยายคงถือของทั้งหมดที่ซื้อมาขึ้นไปเก็บในคราวเดียวไม่ไหว เมื่อคิดแล้วก็อดสะท้อนใจไม่ได้

ไทเลอร์บรรยายภาพชีวิตเหล่านี้ได้ดีสัมผัสใจมาก เช่นบาร์นาบีรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับลูกค้าที่เขาขับรถพาไปจ่ายกับข้าว ว่าลูกค้าใส่รองเท้าเบอร์อะไร กินอะไรได้หรือไม่ได้ บาร์นาบีคิดว่าเขาคงรู้ดีกว่าลูกของคนชราเหล่านี้เสียอีก ลูกค้าอีกคนอายุสามสิบปี แต่เธอไม่ยอมออกไปข้างนอกด้วยเหตุผลใดไม่ปรากฎ เวลาเธอต้องการอะไร ก็จะจ้างให้บริษัทบาร์นาบีไปซื้อของมาให้ แต่เธอก็จดจำวันเกิดของพนักงานทั้งสิบเอ็ดคนได้ และหาข้ออ้างเรียกให้พนักงานมาที่บ้านในช่วงใกล้วันเกิด เพื่อที่เธอจะได้ให้การ์ดได้เสมอ เป็นน้ำใจดีงามต่อมนุษย์สิบเอ็ดคนสุดท้ายในโลกที่เธอจะยอมเกี่ยวข้องชีวิตด้วย หรือลูกค้าบางรายที่ไม่มีเงินมากนัก ที่พนักงานพร้อมใจกันลงเวลาทำงานน้อยกว่าปกติ หรือไม่ก็ไม่ลงเวลาเลย เพื่อที่ลูกค้าจะไม่ต้องจ่ายเงินมาก บาร์นาบีคุ้นเคยกับการที่ลูกค้าทำเสมือนว่าคู่สามีหรือภรรยาที่จากไปนานแล้วยังมีอิทธิพลต่อคนที่ยังเหลืออยู่ เช่นอย่าวางต้นไม้ไว้ตรงนี้ เพราะสามีฉันไม่ชอบ การเก็บข้าวของเก่าแก่ที่ไร้ประโยชน์แล้วราวกับสมบัติมีค่า ความกลัวต่อการถูกส่งไปอยู่สถานคนชรา และขอร้องให้พนักงานแกล้งทำเป็นลูกเวลาที่เจ้าหน้าที่มาตรวจ จะได้ดูไม่เหมือนว่าคนชรานั้นอยู่คนเดียว การทำใจให้ชินกับลูกค้าที่จากไป ไม่ว่าจะไปโรงพยาบาลและไม่กลับมา หรือเมื่อไปทำงานตามกำหนดก็พบว่าหนังสือพิมพ์ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมากองอยู่หน้าบ้านลูกค้า บาร์นาบีเข้าใจสิ่งเหล่านี้เป็นอย่างดี

นอกจากเรื่องคนชราแล้ว ยังมีเรื่องของความผูกพันเข้าในครอบครัว ไทเลอร์ถ่ายทอดเรื่องครอบครัวได้อย่างเป็นธรรมชาติ ดังที่บาร์นาบีคิดว่าการร่วมสายโลหิตกับใครสักคน ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีความเข้าใจกันมากขึ้น เราจะได้เห็นครอบครัวต่างๆ ทั้งความสัมพันธ์ขื่นขมของพ่อแม่กับบาร์นาบี บาร์นาบีกับภรรยาเก่าและลูกสาว ครอบครัวของพี่ชายบาร์นาบี ตายาย ครอบครัวโซเฟีย และครอบครัวคนชราต่างๆ เหล่านี้ต่างเป็นครอบครัวเล็กๆ ที่ประกอบกันเป็นโลก มีเรื่องเล่าของตัวเอง มีความแตกต่าง ที่อยู่รวมกันเป็นดังผ้าผืนต่างลายที่เย็บต่อกันเป็นผืนใหญ่จนเป็นโลกใบหนึ่ง เป็นดัง A Patchwork Planet ที่เป็นชื่อเรื่องนี้

ไทเลอร์เขียนหนังสือด้วยภาษาเรียบง่ายอ่านเพลิน การเขียนบรรยายของเธอมีเสน่ห์มาก เธอเขียนความรู้สึกของคนได้น่าฟัง เพราะอารมณ์นั้นสัมผัสใจเราได้ลึกซึ้ง และสร้างความประทับใจให้ต่อผู้อ่าน เสมือนน้ำที่ค่อยๆ ซึมซับด้วยใจเราเองอย่างช้าๆ แต่ทิ้งค้างความรู้สึกไว้ในใจอย่างนั้น ไทเลอร์มักจะเขียนถึงชีวิตของคนธรรมดาสามัญ เรื่องในหนังสือของเธอจึงประกอบด้วยคนที่เราเคยรู้จัก เธอทำให้เราผูกพันกับตัวละครได้อย่างไม่รู้ตัว ลองดูการบรรยายตอนหนึ่งที่น่าจับใจมากตอนนี้ เมื่อบาร์นาบีได้ตระหนักถึงชีวิตคู่

At Rent-a-Back, I knew couples who'd been married almost forever--forty, fifty, sixty years. Seventy-two, in one case. They'd be tending each other's illnesses, filling in each other's faulty memories, dealing with the money troubles or the daughter's suicide or the grandson's drug addiction. And I was beginning to suspect that it made no difference whether they'd married the right person. Finally, you're just with who you're with. You've signed on with her, put in half a century with her, grown to know her as well as you know yourself or ever better, and she's become the right person. Or the only person might be more to the point. I wish someone had told me that earlier. I'd have hung on then; I swear I would.

ตระกูลของบาร์นาบีมีความเชื่อกันมาว่าในหนึ่งชีวิต เราจะได้พบกับเทวดาที่จะมาเปลี่ยนแปลงหรือบอกทางแก่ชีวิตเรา บาร์บาบียังไม่เคยเจอเทวดาของเขา และหวังว่าจะได้เจอเทวดาที่จะนำการเปลี่ยนแปลงที่ดีงามในชีวิตมาให้ ที่จะแก้ไขสิ่งผิดพลาดในอดีตได้ แต่บาร์นาบีเหมือนจะไม่รู้ตัวว่าเทวดาที่เขาเฝ้ารอล้วนแต่ปรากฎอยู่แล้วรอบตัวเขา และคนทุกคนบนโลกต่างก็มีบาดแผลและอดีตที่อยากลบลืม เราต่างก็หวังไปสู่สิ่งที่ดีกว่าด้วยกันทั้งนั้น หากแต่เทวดาปะปนอยู่บนโลกแล้วด้วยโฉมหน้าของคนธรรมดา ดังเช่นตัวบาร์นาบีเอง จิตใจดีงามของเขาทำให้เขาเป็นดังเทวดาต่อคนอื่นรอบตัวด้วยเช่นกัน
 

เกี่ยวกับผู้เขียน Anne Tyler

A PATCHWORK PLANET : Anne Tyler
ISBN 0-449-00398-1 Fawcett Books, 288 pages $12.95 Paperback

Every now and then, in this job, I suddenly understood that you really, truly can't take it with you. I don't think I ordinarily grasped the full implications of that. Just look at all the possessions a dead person leaves behind: every last one, even the most treasured. No luggage is permitted, no carry-on items, not a purse, not a pair of glasses. You spend seven or eight decades acquiring your objects, arranging them, dusting them, insuring them; then you walk out with nothing at all, as bare as the day you arrived.
Anne Tyler . . . A Patchwork Planet

Copyright © 2001 faylicity.com

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๑ สิงหาคม ๒๕๔๔