* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน
 
book The Pick-Up ขับชีวิตสุดขอบฟ้า : วัฒน์ วรรลยางกูร

Book

The Pick-Up ขับชีวิตสุดขอบฟ้า เป็นนิยายที่มีโครงเรื่องจากบทภาพยนตร์ซึ่งเขียนร่วมกัน โดย วัฒน์ วรรลยางกูร, ทองขาว ทวีปรังษีนุกูล และบุญส่ง นาคภู่

เป็นเรื่องของ เทพบุตร หลานยายเชอรี่พิ้ง ที่ใครๆ พากันเรียก บักบุตร จนกลายเป็น บูด ไปในที่สุด บูดอยู่กับยายที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในร้อยเอ็ด ไลฟ์สไตล์ของบูดคืออยู่เฉยๆ ดูทีวีไปเรื่อยๆ ตกเย็นขอเงินไปกินเบียร์จากพระหรือจากยาย สาวในสเปคบูดคือผิวขาว บูดยังชอบเป่าเมโลเดียนเป็นเพลง Tie a Yellow Ribbon Round the Old Oak Tree

          ในทรรศนะของนายเทพบุตร ปลาร้ามิใช่ของบูด แต่เป็นของสะอาด ไม่บูดง่าย สะเตเบิ้ล...สะเตเบิ้ล...เก็บไว้รับประทานได้นาน หลังจากเก็บไว้หลายเดือน เปิดกล่องปลาแดกบองขึ้นมาดมความหอม กลิ่นปลาแดกสับคลุกเคล้าเครื่องปรุงหอมไหม้ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นกระเทียม ตะไคร้ ใบมะกรูด หอมเสียจนยายพิ้งรำพัน
          "โอ้ก๊อด! ปลาแดกฟอร์เอเวอร์ ดิลิเฌียสกะด้อกะเดี้ย"

บูดได้รับมอบหมายจากหมู่บ้านให้นำฝาเครื่องดื่มชูกำลังไปแลกรางวัลรถปิกอัพที่กรุงเทพ แต่ระหว่างเดินทางเกิดเรื่องราววุ่นวาย เมื่อบูดพบสาวสวยเซ็กซี่ลูกครึ่งไทย-รัสเซียนามแทนย่า ที่กำลังวิ่งหนีการไล่ล่าของมือปืนสี่พระกาฬ

ใครที่ชอบเรื่องตลกเฮฮา มุขตลกแบบไทยๆ เรื่องอ่านเพลินโดยไม่คิดอะไรมาก และชอบสำนวนของผู้เขียน น่าจะอ่านเรื่องนี้ได้บันเทิงใจ

แต่น่าเสียดายที่นิยายเรื่องนี้มีข้อบกพร่องประการสำคัญ เนื่องจากโครงเรื่องที่ตั้งใจจะนำมาสร้างเป็นหนังนั่นเอง ซึ่งดูท่าแล้วจะเป็นหนังตลาดให้คนจำนวนมากชอบเสียด้วย

หนังไทยตลกโรแมนติกตลาดๆ มีสูตรอย่างไรบ้าง ต้องมีมุขตลกหยอดตลอดเวลา มีสาวสวยเซ็กส์ ความคาดเดาได้ ผู้ร้ายงี่เง่าๆ มีฉากแอ็คชันบ้าง มีตัวประกอบฮาๆ

พล็อตเรื่องหลักจึงอ่อนยวบ พล็อตรองต่างๆ กลับดีกว่าพล็อตสำคัญ และบทฮาต่างๆ ที่อยู่ในรูปตัวหนังสือ ไม่ขำเสมอไป

โปรดอย่าแคลงใจ นิยายเรื่องนี้จะเต็มไปด้วยความบังเอิญตั้งแต่ต้นจนจบ!!!!!!!

แม้หนังสือจะบอกไว้ตั้งแต่หน้าหกว่านี่เป็นเรื่องบังเอิญอันหรรษา เป็นนิยาย แต่เมื่อเนื้อเรื่องเป็นไปอย่างอะไรก็เกิดขึ้นได้ ทำให้ผู้อ่านไม่เกิดความคาดหวังหรือคิดเอาจริงเอาจังอะไร ด้วยอะไรก็เกิดได้โดยไม่จำเป็นต้องมีความน่าเชื่อ เมื่ออ่านไปจึงไม่เกิดความยินดียินร้ายกับชะตากรรมของตัวละคร ไม่ได้ติดตามอ่านด้วยอยากรู้ตอนจบ (เพราะจบอย่างไรไม่สำคัญ) แต่ที่อ่านเพราะยังชอบรสภาษาการเล่าของผู้เขียนอยู่

การไม่เอาใจช่วยตัวละคร ยังมาจากตัวละครที่ไม่น่าผูกใจยกเว้นยายเชอรี่พิ้ง เรื่องราวนี้บรรยายถึงบูดมากก็จริง แต่บุคลิกที่ต้องปล่อยมุขตลอดเวลาโดยเฉพาะเมื่ออยู่กับนางเอก ตลกบ้างฝืดบ้าง ทำให้ไม่ค่อยน่าผูกใจ ยังดีว่าบูดเป็นคนจิตใจดีและมีความจริงใจ มีความเป็นมนุษย์ ทำให้น่ารักขึ้นมาบ้าง ส่วนนางเอกนั้น เมื่ออ่านจบคนอ่านระลึกได้เพียงว่าเธอมีผิวขาวผ่อง (เพราะบรรยายย้ำหลายครั้ง) แม้เรื่องจะเล่าภูมิหลังของเธอแต่เธอไม่มีบุคลิกชัดเจน แทนย่าเป็นเหมือนนางเอกไทยพื้นฐานทั่วไปคือสวย เว้นจากนี้แล้วไม่น่าจดจำ แม้เนื้อเรื่องจะพยายามแสดงให้เห็นพัฒนาการจากคนที่ไม่ค่อยคิดอะไรเอง ไม่รู้ประสา มาเป็นคนคิดอะไรเข้าใจอะไรได้มากขึ้นระดับหนึ่ง แต่ความพยายามนี้ไม่ค่อยสำเร็จ

ผู้ร้ายมือปืนสามารถยกคณะตลกคาเฟ่มารับบทได้ ส่วน พิชิตชน หัวหน้าผู้ร้ายนั้น แม้จะมีการเล่าที่มาของแค้นฝังใจ แต่ตัวละครนี้แบนราบน่าเบื่อหน่าย

กระทั่งในเรื่องความรัก พระเอกและนางเอกก็ขาดความน่าเชื่อและขาดความกุ๊กกิ๊กน่ารักของคู่พระนาง เป็นการยากที่จะเห็นการก่อตัวของความรัก เมื่อพระเอกเอาแต่ทำทะเล้นทะลึ่งปล่อยมุข กับนางเอกที่ตอบรับด้วยการตบบ้องหูและการด่า "ปัญญาอ่อน" หากความสัมพันธ์นี้เป็นการแสดงตลกตบถาดก็น่าเฮฮาไปอย่าง แต่การจะมองเห็นความรักในสิ่งเหล่านี้นั้น ทำไม่ได้ง่ายนัก

เวลาบูดเล่าถึงรักหนหลังกับส้มและสมศรี แม้จะเล่าเพียงน้อยนิด เรายังเห็นความรักกุ๊กกิ๊กในนั้นได้มากมหาศาลกว่าจะเห็นความรักของบูดต่อแทนย่า

ตัวละครยังถูกทำลายความเป็นมนุษย์ให้เหลือสภาพเป็นตัวละครสมมติมากขึ้น เมื่อผู้เขียนใช้คำเรียกพระนางในบทพ่อแง่แม่งอนว่าเด็กชายบูดกับเด็กหญิงแทนย่า ฟังดูอาจจะน่าเอ็นดูแต่โปรดนึกภาพว่า ไอ้ขวัญอีเรียมจะผูกใจคนอ่านได้เท่าวันนี้หรือไม่ ความรักของทั้งคู่จะจับใจได้หรือไม่ หากบทตอนหยอกล้อกันนั้น ไม้ เมืองเดิม เรียกตัวละครของตนว่า เด็กชายขวัญและเด็กหญิงเรียม แม้แต่ตัวละครที่ตลกหรรษาก็สามารถอยู่ในใจผู้อ่านได้มิใช่หรือ อย่างนายโทบี้ใน แผ่นดินนี้เราจอง นั่นยังไง

ฉากการไล่ล่าและบทตอนที่เกี่ยวข้องกับมือปืนพระกาฬคือตอนที่ไม่น่าติดตามที่สุดในเรื่อง ผู้ร้ายและการล่าเหล่านี้น่ารำคาญมากกว่าน่าลุ้น พฤติกรรมตลกเฮฮาของผู้ร้ายค่อนไปทางไม่ตลกไม่เลิกจนน่าเบื่อ ทำให้การไล่ล่าขาดความน่าตื่นเต้นหรือน่าใส่ใจใดๆ อ่านแล้วเข้าใจหัวอกตอนนี้ของบูดอย่างยิ่ง

          บูดก็รู้สึกว่าฝานำโชคบนหน้าอกเริ่มเฮี้ยนขึ้นมาอีกแล้ว
          "กูละเบื่อ"

อันที่จริง ตอนที่น่าหวาดเสียว "ขนหัวแสตนด์อัพ" ที่สุดในเล่มคือบทตอนนี้

พิชิตชนก็มีโอกาสพิชิตไวน์แพงสุดยอดชนิดนี้มาแล้ว ขณะเศรษฐีใหม่ผู้ร่ำรวยจากสัมปทานโทรศัพท์มือถือบางคนไม่กล้าซื้อไวน์ชนิดนี้ เพราะลึกๆ แล้วยังไม่หายเข็ดหลาบกับความยากจน สมัยชงกาแฟขายแก้วละห้าสิบสตางค์

น่าแปลกใจที่อ่านแล้วอดผิดหวังไม่ได้แม้ว่ากะจะอ่านเอาบันเทิงลูกเดียว เป็นไปได้ว่าอารมณ์ขันของคนเราไม่เหมือนกัน และแม้จะเข้าใจว่าเป็นหนังสือฮา ที่ผู้เขียนอาจไม่จริงจังกับพล็อตเรื่อง ไม่จริงจังกับตัวละคร ไม่จริงจังกับเหตุผลที่มาที่ไป ซึ่งเหล่านี้เป็นปกติธรรมดาในเรื่องแต่งหรรษา

แต่ที่ผิดหวังเพราะนิยายเรื่องนี้มีบทตอนจำนวนมากที่อ่านแล้วให้ความรู้สึกว่า นิยายไม่ได้นึกถึงคนอ่านอย่างจริงจังอะไร (ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องผิด ด้วยตัวเรื่องอาจคำนึงถึงการรับชมมากกว่าการอ่าน)

จึงได้มีมุขฮาอย่างผู้ร้ายวิ่งไล่ไม่ทัน "แถมพอไล่ทันก็วิ่งเลยแบบเหมือนกับมองไม่เห็น (ได้ยังไง) เป็นโอกาสให้หญิงสาวนั่งถลกกระโปรงตามสบาย ... กดโทรศัพท์หาพี่สาว"

การพิสูจน์อักษรที่ใช้ไม่ได้ สะกดผิดๆ พิมพ์พลาดๆ ตลอดเล่มยิ่งไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น น่าแปลกใจที่สำนักพิมพ์จะผลิตหนังสือของนักเขียนที่ตนเขียนคำนำว่า "นักเขียนนิยายมือเก๋า" ออกมาด้วยความสุกเอาเผากินถึงเพียงนี้ ไม่ต้องเป็นคำสะกดยากๆ อะไร แม้คำธรรมดาก็ยังผิดมาก เช่น ขี้จักรยาน, แทนย่าง (ชื่อตัวละคร) เมื่อถึงตอนที่จะสะกดอารมณ์อ่านให้เศร้าน้ำตาซึม อารมณ์จึงระเหิดไปเลยเมื่อเจอบทคร่ำครวญว่า "พี๋จ๋า หนาวไหม" ...โธ่ คนเพิ่งตายหยกๆ เรียกผีเสียแล้ว

แต่เรื่องนี้ยังมีข้อดีที่ชวนอ่านหลายประการ และที่จริงแล้ว บทตอนจำนวนมากของหนังสือนั้นเขียนดีมากๆ เป็นบทย่อยที่ดี น่าประทับใจ น่าสนใจกว่าพล็อตหลัก ผู้เขียนเรื่องนี้ใช้ภาษามีเสน่ห์โดยเฉพาะบทสนทนา บทบรรยายความ (ที่มีอารมณ์ขันน่ารักดีในตัวอยู่แล้วโดยไม่ต้องอาศัยมุขดาดๆ มาช่วย) การบรรยายธรรมชาติบรรยากาศชนบททำได้สวย รื่นรมย์ ให้ความรู้สึกโรแมนติก มีการอ้างอิงบทเพลงไพเราะภาษางดงามหลายตอน

โปรยควันไฟเป็นสายทุ่งไม้ปลายนา เหลืองทาบทาโค้งรวงรอเคียวเรียวเลือน ลมโบกแผ่วเบากล่าวคำย้ำเตือน เรียกหนุ่มนาคืนเรือน ลับเคียวไว้เกี่ยวรวงโอน

ในเล่มนี้ยังมีอดีตและเรื่องชีวิตที่หวานปนขม ความหลังเรื่องรักของบูดที่ฝังใจกับเพลงริบบิ้นสีเหลืองที่เขาชอบ ผู้เขียนยังสะท้อนความจริงในสังคมหลายตอน เช่นปัญหาความยากจน ติดหนี้ค่าปุ๋ยค่าสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เรื่องโทรศัพท์มือถือ บรรยากาศถนนข้าวสาร

          แล้วทำไมถึงยากจน ดอกเตอร์อ้างอิงข้อมูลมากมาย ฟังไปเป็นชั่วโมงก็ไม่รู้ว่าทำไมคนในชนบทยังยากจน
          บักบูดพูดแบบไม่มีใครฟัง ... "ยากจนก็เพราะไม่มีเงิน" ... เมื่อไม่มีเงินก็เลยไม่ได้รับเกียรติ ไม่มีโอกาส ไม่มีการศึกษา

แฟนๆ ของนักเขียนคงไม่พลาดหนังสือเล่มนี้อยู่แล้ว ใครที่อยากอ่านอะไรบันเทิงเบาสมอง หนังสือเล่มนี้ก็ให้ความบันเทิงเช่นนั้น (อาจจะบันเทิงเกินคาดคิด) แต่ใครที่อยากจะอ่านเล่มนี้เพราะอยากรู้จักผลงานของนักเขียนผู้นี้ อยากแนะนำว่าลองไปอ่านหนังสือเล่มอื่นๆ ของเขาดูก่อน เช่น มนต์รักทรานซิสเตอร์ แล้วค่อยมาอ่านเล่มนี้

คำเตือน : อย่าเชื่อคำโปรยทั้งปกหน้าและปกหลังที่โอเว่อร์สุดขอบฟ้า

จริงสินะ รักและแค้นของคนเราช่างใหญ่โตจนวุ่นวายเหลือเกิน ใหญ่โตทั้งที่มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ มองลงไปสิ มองลงไปจากที่สูง มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเล็ก แต่ความรักความแค้นของมนุษย์ช่างใหญ่โต


เกี่ยวกับผู้เขียน วัฒน์ วรรลยางกูร

The Pick-Up ขับชีวิตสุดขอบฟ้า : วัฒน์ วรรลยางกูร
ISBN 974-323-435-7 มติชน ๒๗๒ หน้า ราคา ๑๓๐ บาท ปกอ่อน ปีที่พิมพ์ ๒๕๔๘

ไม่มีรักรออยู่ เขาก็ต้องกลับบ้าน
จะสมหวัง ผิดหวัง ร่ำรวย ยากจน รื่นรมย์ ซมซาน ก็ยังดีมีบ้านให้กลับ
-- วัฒน์ วรรลยางกูร

Copyright © 2006 faylicity.com

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด   ๑ มิถุนายน ๒๕๔๙