* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน
 
book THE PLOT AGAINST AMERICA : Philip Roth
read by O

Book Cover

ฟิลิป รอทแบ่งผลงานของเขาออกเป็นหลายประเภท เช่น ซัคเกอร์แมนบุ๊ก เคเปสบุ๊ก และมีอยู่ประเภทหนึ่งที่เขาเรียกว่า Roth Books โดยตัวละครหลักในเรื่องมีชื่อเสียงเรียงนามเช่นเดียวกับผู้เขียน มีพ่อแม่เดียวกันและเติบโตมาในครอบครัวชาวยิว อย่างหนังสือ Operation Shylock: A Confession, Deception, Patrimony และรวมถึง The Plot Against America เล่มใหม่นี้ แม้หนังสือจะเล่าด้วยอวตารของฟิลิป รอธในภาคต่างๆ แต่งานเหล่านี้จัดเป็นนิยาย รอทมักจะเริ่มหมายเหตุถึงผู้อ่านในท้ายเล่มว่า นี่คืองานประดิษฐ์ในรูปแบบนิยาย ใน Operation Shylock เขายังจบหมายเหตุด้วยว่าดังนั้นทุกอย่างที่อยู่ในนี้จึงเป็นเรื่องไม่จริง

The Plot Against America เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ในจินตนาการล้ำยุค เช่นเดียวกับ Brave New World ของอัลดัส ฮักซเลย์ หรือ 1984 ของจอร์จ ออร์เวลล์ เพียงแต่ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่วางบนสังคมในอนาคต กลับสะท้อนความหวาดกลัวของสังคมในอดีตที่เมื่อถึงจุดเลวร้ายสุดขีด มันจะเกิดผลกระทบเช่นไร The Plot Against America เป็นประวัติศาตร์ที่รอทสร้างทางเลือกใหม่ขึ้นเอง โดยเขาสมมติว่าถ้า ชาร์ลส์ เอ. ลินด์เบิร์ก เป็นประธานาธิบดี จะเกิดอะไรขึ้นกับชาวยิวในอเมริกา

ตามประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ฮิตเลอร์แผ่อำนาจเผด็จการออกไปสองในสามของพื้นที่โลก ชาร์ลส์ เอ. ลินด์เบิร์กไม่ได้เป็นประธานาธิบดีของอเมริกา เขาเป็นนักบินชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียง ผู้ขับเครื่องบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจากนิวยอร์กไปถึงกรุงปารีสแบบรวดเดียว 33 ชั่วโมงได้เป็นคนแรกของโลก เขาเคยเดินทางไปเยือนเยอรมันในฐานะตัวแทนทหารอเมริกัน ซึ่งความพร้อมของเยอรมันมีส่วนทำให้เขาชื่นชมลัทธิสวัสติกะ โดยบันทึกให้ความเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่ฮิตเลอร์กระทำ การกวาดล้างชาวยิว และแสดงความนับถืออยู่ลึกๆ เขาปราศรัยว่าถ้าเขาจะเห็นด้วยกับเยอรมัน ก็เพราะสิ่งนี้จะทำให้อเมริการอดพ้นจากสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ ความปลอดภัยในทรัพย์สินและชีวิตที่เงียบสงบของคนอเมริกันคือสิ่งที่เขาใฝ่ฝัน หลายฝ่ายเห็นด้วยกับเขา เพราะมองว่าประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ เป็นผู้นิยมในสงคราม เห็นใจยิว และผลักไสให้คนอเมริกันไปตายมากกว่า

อย่างไรก็ตาม อเมริกาในประวัติศาสตร์ปี 1940-1942 กลายเป็นชนชาติที่แสนจะใจดำ ขณะที่อังกฤษ ฮอลแลนด์และประเทศอื่นในยุโรปมีนโยบายอพยพเด็กยิวขึ้นรถไฟไปอยู่ในประเทศต่างๆ หลังจากที่เยอรมันเริ่มกวาดล้างชาวยิว เมื่อไปขอความช่วยเหลือเรื่องนี้จากอเมริกา พวกเขากลับนิ่งเฉยไม่สนใจ แต่นั่นอาจเป็นหนทางแห่งความอยู่รอดทางการเมืองอย่างหนึ่ง ความไว้ใจบางประการของรัฐบาลอเมริกันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งผลให้ตัวเองโดนโจมตีจากญี่ปุ่นในสามปีให้หลัง และกำลังส่งผลอย่างยาวไกลในเผด็จการของผู้นำอเมริกันในยุคนี้ ที่ไม่มีใครเห็นด้วยจนต้องข่มขู่ผู้อื่นด้วยมาตรการต่างๆ อยู่ร่ำไป

ฟิลิป รอทเขียนบทความหนึ่งลงนิวยอร์กไทมส์ เมื่อมีคนทักว่าเขาตั้งใจจะโยงถึงความเผด็จการของประธานาธิบดีคนปัจจุบัน แถม The Plot Against America ออกจำหน่ายก่อนการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่รอทปฏิเสธ เขากล่าวว่าเขาสนใจในประวัติศาสตร์ช่วงสองปีนั้นต่างหาก ถ้าอย่างนั้นจินตนาการทางประวัติศาสตร์ที่เขาสร้างขึ้นในนิยายเล่มนี้บ่งบอกอะไร สิ่งหนึ่งที่รอทไม่ได้ปั้นแต่งคือความหวาดกลัวของชาวยิว ซึ่งความกลัวเยี่ยงนี้อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้

"Fear presides over these memories, a perpetual fear.Of course no childhood is without its terrors, yet I wonder if I would have been a less frightened boy if Lindbergh hadn't been president or if I hadn't been the offspring of Jews."

หนังสือเริ่มต้นในปี 1940 ชาร์ลส์ เอ. ลินด์เบิร์กชนะการเลือกตั้งเหนืออดีตประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ ด้วยการรณรงค์ว่าอเมริกาจะไม่เข้าร่วมสงครามที่กำลังเกิดในยุโรป สำหรับชาวยิวแล้วนี่คือฝันร้าย เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าลินด์เบิร์กนิยมชมชอบผู้นำเยอรมัน รอทเล่าเรื่องผ่านตัวละครวัย 9 ขวบที่ชื่อ ฟิลิป รอทเหมือนกัน เด็กชายเอ่ยถึงความกลัวในเบื้องต้น ซึ่งสิ่งนี้ได้กำหนดทิศทางและโทนเสียงในเนื้อหาที่ตามมา ฟิลิป รอทในภาคเก้าขวบเป็นเด็กชายเชื้อสายยิวที่เกิดและเติบโตในอเมริกา เรียนหนังสือในโรงเรียนอเมริกา พ่อแม่เป็นคนอเมริกาโดยกำเนิด และมีสิทธิเสรีภาพเช่นเดียวกับคนอเมริกาอื่นๆ นี่คือดินแดนแห่งอิสระเสรี แต่ในทางตรงกันข้าม ภาพนี้เกิดขึ้นเฉพาะในหนังสือเรียนเท่านั้น เด็กชายรอทเรียนรู้ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคม เขาเป็นเพียงเด็กคนหนึ่งเท่านั้น ผลกระทบที่ตกแก่เขาจึงสร้างความตื่นตระหนกได้มาก

เฮอร์แมน พ่อของรอทพยายามปกป้องครอบครัวจากโปรแกรมที่ทางรัฐบาลนำมาใช้กับชาวยิว ลึกๆ แล้วชาวยิวรู้ว่ามันเป็นแผนอุบายที่จะกำจัดพวกเขา เฮอร์แมนเป็นตัวละครที่มีความเชื่อมั่นในอำนาจประชาธิปไตย มีบทหนึ่งในหนังสือ เมื่อเขาและครอบครัวเดินทางไปเที่ยวกรุงวอชิงตัน เขาถูกคนแปลกหน้าตะโกนใส่ว่าเป็นพวกยิวปากมาก เฮอร์แมนตะโกนกลับว่า "คนเราทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน" เขานึกถึงคำหนึ่งที่เก็ตตี้สเบิร์กซึ่งเขามักจะสอนลูกๆ เสมอ หลังจากนั้นครอบครัวเขาถูกขับไล่ออกจากโรงแรมที่พัก อาการกีดกันที่เกิดแก่ชาวยิวทำให้เฮอร์แมนรู้สึกอึดอัด เขาไม่อยากเชื่อว่าอเมริกาจะสิ้นหวังได้เพียงนี้ ผู้เขียนค่อยๆ สร้างความกดดันในเหตุการณ์ที่เป็นชีวิตประจำวัน จนคนอ่านรู้สึกถึงความคับแค้นและความเป็นมนุษย์ของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ต่างจากครอบครัวอื่นๆ เด็กชายรอทรู้สึกว่าความศรัทธาของพ่อกำลังจะไร้ซึ่งอำนาจในการจะนำพาครอบครัวให้พ้นภัย เด็กชายรอทจึงเกิดอาการวิตกจริต จนบางครั้งอยากหนีออกจากบ้านไปเป็นเด็กกำพร้า ผู้เขียนบรรยายความรู้สึกนึกคิดของตัวละครได้ดีเยี่ยม และตามสไตล์เรื่องของฟิลิป รอทที่มักจะมีน้ำเสียงเชิงขบขัน เด็กชายรอทคิดมากเรื่องความเป็นยิว จนเขาเห็นแสตมป์ที่สะสมมีแต่รูปเครื่องหมายสวัสติกะ เหมือนเช่นรูปที่หน้าปกหนังสือ

ยังมีอีกหลายตัวละครที่ผู้เขียนสามารถสื่อความหมายชัดเจนในการแตกแขนงความคิด แซนดี้ พี่ชายของเด็กชายรอท มองว่าพ่อของเขาเป็นยิวใจแคบ อยากเห็นอเมริกามีสงครามมากกว่า แซนดี้เข้าร่วมโครงการของรัฐบาลที่ป้าของเขาสนับสนุน โดยเป็นตัวแทนออกไปใช้ชีวิตในช่วงฤดูร้อนตามฟาร์มต่างๆ ได้เห็นชีวิตอเมริกันชนที่แท้จริง แซนดี้เป็นผู้รักในโอกาสขณะที่ครอบครัวของเขาเชื่อว่ามันเป็นโปรแกรมที่ต้องการจะพรากเด็กยิวออกจากครอบครัว ส่วนอัลวิน หลานของเฮอร์แมนผู้หนีไปอยู่แคนาดาเพื่อไปเป็นทหารรบกับเยอรมันในยุโรป เมื่ออัลวินกลับมาอยู่บ้านในฐานะคนพิการ ภาพของความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นในครอบครัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แซนดี้ตะโกนใส่พ่อว่าบางทีถ้าประเทศทำสงคราม เขาอาจจะต้องถูกส่งไปเป็นทหารและมีฐานะที่ไม่ต่างจากอัลวินตอนนี้

เด็กชายรอทจึงต้องทิ้งความฝันในวัยเด็กและเติบโตอย่างรวดเร็ว เพื่อพร้อมเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เข้มข้นขึ้นทุกวัน วอลเตอร์ วินเชลล์ นักจัดรายการวิทยุชื่อดังที่กล้าคัดค้านประธานาธิบดีลินด์เบิร์กถูกลอบสังหาร ความโกลาหลจึงเกิดตามมาเป็นลำดับ ครอบครัวรอทและญาติๆ เริ่มถูกเอฟบีไอคุกคาม และในที่สุดเฮอร์แมนโดนโปรแกรมสั่งย้ายที่อยู่ ภายใต้อิทธิพลของรัฐบาล บริษัทประกันภัยที่เฮอร์แมนทำมาแรมปีได้โปรโมทเขาให้ไปทำงานในเมืองแดนวิลล์ เขาและครอบครัวชาวยิวอื่นๆ จะตัดสินใจอย่างไร ต้องติดตาม

หนังสือเล่มนี้เป็นมากกว่ามาสเตอร์พีซ ดีจนไม่มีที่ติทั้งในแง่ความบันเทิงสนุกระทึกขวัญและทางด้านวรรณศิลป์ในการเขียน ถ้าใครไม่เคยสัมผัสกับภาษาของปรมาจารย์อย่างฟิลิป รอทเลย ชวนอ่าน The Plot Against America ครับ เพราะเป็นหนังสือที่แสดงอัจฉริยภาพของเขาเต็มที่ บรรดานักวิจารณ์พร้อมใจกันสรรเสริญเยินยอหนังสือเล่มนี้ หลายคนเชื่อว่า The Plot Against America จะเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของวรรณกรรมอเมริกาในยุคนี้เสียที คนอ่านรู้สึกแต่ว่าอ่านหนังสือเล่มนี้จบมีความสุขยิ่ง จนบอกได้เลยว่านี้เป็นหนังสือดีที่สุดประจำปีนี้ และบางทีปีหน้ารางวัลโนเบลน่าจะเป็นของฟิลิป รอท

เกี่ยวกับผู้เขียน Philip Roth

The Plot Against America : Philip Roth
ISBN: 0224074539 Jonathan Cape, 390 pages, £16.99

These were Jews who needed no large terms of reference, no profession of faith or doctrinal creed, in order to be Jews, and they certainly needed no other language—they had one, their native tongue, whose vernacular expressiveness they wielded effortlessly.... What they were was what they couldn't get rid of—what they couldn't even begin to want to get rid of. Their being Jews issued from their being themselves, as did their being American.

Philip Roth . . . The Plot Against America

Copyright © 2005 faylicity.com

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๒๙ ธันวาคม ๒๕๔๗