| LIFE IS ELSEWHERE: Milan Kundera read by SleepyO |
" For real life is elsewhere." มิลาน คุนเดอราเล่าในปัจฉิมลิขิต
หมายเหตุด้านหลังหนังสือเล่มนี้ว่า "Life is elsewhere"
เป็นประโยคโด่งดังของอาตูร์ แรมโบด์ (Arthur Rimbaud)
กวีนักเขียนชาวฝรั่งเศสที่อังเดร เบรตอง (Andre Breton)
นำไปกล่าวอ้างในเหตุการณ์ประกาศลัทธิเซอร์เรียลลิสต์ (Surrealists Manifesto)
เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 1968 โดยกลุ่มนักศึกษาได้เขียนข้อความนี้เป็นสโลแกน
สลักบนกำแพงแห่งมหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ในกรุงปารีส
(มหาวิทยาลัยเก่าแก่แหล่งสร้างปัญญาชน
ตั้งอยู่ริมฝั่งซ้ายของแม่น้ำเซน
ในย่านลาแตงคาติเยร์ที่สมัยก่อนคนแถบนี้นิยมสื่อสารกันด้วยภาษาละติน)
แม้ประเด็นเรื่องการคลายปมขัดแย้งระหว่างความจริงกับความฝัน
อันเป็นสาระสำคัญของเซอร์เรียลลิลต์
ถูกคุนเดอรานำมาถ่ายทอดในหลักจิตวิทยาของฟรอยด์โดยละเอียดแก่สำนึกของเจโรมิลตัวละครตัวเอกของเรื่องก็ตาม
แต่เขาบอกว่าที่สำคัญไปกว่านั้นคือสาระของชีวิตในวัยเยาว์
ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นวัยสำคัญที่สุดในการสร้างสรรค์และหล่อหลอมอัจฉริยภาพแห่งโลกกวี
เดิมทีเขาตั้งชื่อหนังสือว่า The Lyric Age
แต่ทันทีที่ได้เห็นสีหน้ากังวลใจของบรรณาธิการผู้พิมพ์ในครั้งแรกเมื่อได้ยินชื่อพิลึกเข้า
เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อเรื่องเป็นประโยค "Life is Elsewhere" ของแรมโบด์
หนังสือเล่มนี้แสดงความหมายแจ่มชัดของคำกล่าวนี้ ความเป็นกวีเกิดได้อย่างไร
และเมื่ออัจริยะมีชีวิตอยู่ในช่วงปฎิวัติที่เป็นสังคมปิดแบบคอมมิวนิสต์ในกรุงปราก
ผลจะเป็นอย่างไร หรือชีวิตที่แท้อยู่ ณ ที่แห่งอื่น...
คุนเดอราไม่เคยเขียนหนังสือให้อ่านง่ายโดยตั้งใจให้สาระจากประเด็นๆ เดียว
เขาพร้อมจะทำให้นักอ่านกุมขมับอ่านอย่างช้าๆ เสมอ
เขาเริ่มต้นเล่าเรื่องชีวิตของเจโรมิล กวีหนุ่ม เล่าตั้งแต่เจโรมิลยังไม่เกิด
(อ่านภาคแปลเล็กๆ ได้ในลองอ่าน) ผ่านความนึกคิดของแม่บังเกิดเกล้า
เริ่มต้นที่ชีวิตครอบครัวมั่งมีของแม่
ความรักจากมุมมองในวัยเยาว์อันบริสุทธิ์ที่ถูกทำให้เปรอะเปื้อนเพราะผู้ชายแบบพ่อ
ผู้ที่ครั้งหนึ่งแม่เคยเชื่อว่าเป็นรักแท้
ความชังในตัวสามีเปลี่ยนเป็นความรักเทิดทูนเมื่อเกิดมีลูกชายขึ้นมา
แม่ทำทุกสิ่งทุกอย่างในการประคบประหงมลูก เลี้ยงเขาอย่างมีระเบียบแบบแผน
สอนให้ลูกชายประพฤติตัวดีและมีมารยาทสังคมมาก
ผมชอบเงื่อนไขที่ผู้เขียนสร้างขึ้นในจิตใจตัวละครทั้งหมด
อ่านแล้วรู้สึกเห็นจริงเห็นจัง
ฉากบรรยายความรักที่มีต่อลูกด้วยวิธีเปรียบในเรื่องเดียวกันนั้นทำได้ดี
...She has never given herself to another body in
this way, and no body had ever so given itself to her. Her lover had
used her belly but he never lived there. He had touched her breast but
he had never drunk from it... She lovingly watched the fishlike motions
of the toothless mouth and she imagined that with her milk there flowed
into her little son her deepest thoughts, concepts, and dreams. It was a
paradisiac state: the body was allowed to be a body, and had no
need to cover itself with a figleaf; mother and son were submerged in
infinite transquility. แต่เรื่องนี้จะไม่ใช่หนังสือของคุนเดอราแน่
ถ้าเขาไม่เขียนในเชิงเสียดสีตลกขบขัน และวิธีการเขียนเชิง commentary
คือมีวิเคราะห์ในมุมมองผู้เขียน
เหมือนเขากำลังนั่งเล่าให้เราฟังอยู่ข้างๆ ตลอดระยะเวลาที่อ่าน
คุนเดอราอธิบายละเอียดลออมากถึงความเป็นไปของชีวิตหนึ่ง
เขาเป็นนักสังเกตการณ์ชีวิตจิตใจมนุษย์
เขาทำให้เราเห็นว่าเจโรมิลกลายเป็นเด็กอ่อนไหว
ขี้อายและอ่อนโยนอย่างไรจากการหล่อหลอมและปลูกฝังของแม่
อย่างเช่นมีตอนหนึ่งในวัยเด็กของเจโรมิล คุนเดอราเล่าว่า
ถ้าเราไปแอบดูสมุดจดของแม่ที่บันทึกเกี่ยวกับลูกชาย
เราจะเห็นเรื่องราวต่อไปนี้ เช่น บันทึกวันที่เหตุการณ์ต่างๆ
ความพยายามให้ลูกเป็นอย่างในความนึกคิดของแม่ คำแรกของลูก
หรือประโยคแรกของลูก เช่น Mama nice. Mama is kaka. จนกระทั่ง Mama, I lick
you a kiss. และถ้าเปิดผ่านบันทึกข้ามไปอีกสักสองสามหน้า
เมื่อวันหนึ่งเจโรมิลโดนพี่เลี้ยงขัดใจ เขาพูดว่า ugly Anna stole banana.
ประโยคนี้เองที่ทำให้แม่เชื่อว่าลูกชายเกิดมามีพรสวรรค์เป็นกวี
แม่จึงปูทางให้ลูกเติบโตเป็นผู้ชายที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับพ่อ
แม่พาเขาไปเรียนหนังสือกับจิตรกร
จัดห้องเขาด้วยการแปะตัวหนังสือที่เป็นคำของเขาที่แม่ภาคภูมิใจนักหนา ...Mom,
life is really just like those weeds.
คุนเดอราบอกว่าบางทีตอนที่ลูกกล่าวประโยคนี้ อาจจะไม่ได้คิดอะไรเลย
แต่อย่างไรก็ตามอิทธิพลของผู้หล่อหลอมซึมซับลงไปในใจแก่ผู้ได้รับการถ่ายทอดทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว
ซึ่งเรื่องของอิทธิพลนี้เป็นแรงจูงใจที่ไม่แปลกอะไรในชีวิตของคนเรา ต่อเมื่อเจโรมิลเติบโตมาเป็นหนุ่ม
ความขัดแย้งที่เป็นปมซ่อนลึกอยู่ในตัวก็เริ่มแสดงสำนึกออกมา
เขาชิงชังแม่นักเมื่อทำให้เขากลายเป็นคนขี้อายและมีเงื่อนไขในใจมากขนาดนี้
ความไม่ประสีประสาในรักทำให้เขารู้สึกไม่เติบใหญ่เฉกเช่นเพื่อนฝูง
เหตุเพราะเขาอายเกินกว่าจะบอกกล่าวเรื่องในใจแก่ใครๆ
และพลังอันนี้เหมือนกระแสใต้น้ำ
เจโรมิลแสดงออกด้วยวิถีทางของการอ่านและเขียนบทกวี
พลังวัยหนุ่มเป็นแรงขับทำให้เขาตกอยู่ในห้วงแห่งการสร้างภาพ
ทั้งจากตัวหนังสือและภาพนึกคิด บทที่สองจึงเป็นเรื่องของซาเวียร์
บุคคลที่เป็นภาพฝันในตัวตนที่เจโรมิลอยากจะเป็น
ส่วนในบทที่สามเป็นเรื่องรักของกวี
ซึ่งคุนเดอราเล่าได้ตลกมากอ่านแล้วได้หัวเราะตลอดเวลา
เหมือนไปเห็นเด็กหนุ่มที่เพิ่งแตกเนื้อพานคอยเห็นดีเห็นงามในรัก Freedom does not begin when parents are rejected
or buried; freedom dies when parents are born. He is free who is
unaware of his origin. He is free who is born of an egg dropped
in the woods. He is free who is spat out from the sky and touches
the earth without a pang of gratitude. และความขัดแย้งในรักหลากหลายประเภท
ก็มาถึงจุดที่เป็นปมรุนแรงในตัว ทั้งเรื่องการอยากมีหนังสือตีพิมพ์และความรัก
ทั้งเรื่องสังคมและการเมืองที่คุนเดอราวางไว้เป็นพื้นที่ด้านหลัง
อย่าลืมว่าเจโรมิลเกิดในสมัยการเริ่มมีปฎิวัติในปี 1949
ความชังในตัวแม่ทั้งที่รู้ว่ารัก
ทำให้เขาแอบเอารูปพ่อซึ่งตายในแคมป์คอมมิวนิสต์มาแขวนในห้องและชื่นชม
เขาอยากเป็นอย่างพ่อ
ส่วนความอยากเป็นกวีนั้นมีเรื่องหนึ่งที่เขาเก็บกดจากการรอคอยคำตอบของสังคม
เขาเคยรอการตอบกลับจากกวีเอก เมื่อไม่มีเสียงย้อนกลับมา
ครั้งหนึ่งเขาจึงไปตัดหูโทรศัพท์ตามตู้สาธารณะ
แล้วส่งเมล์บรรจุหูฟังสิบสองอันกลับไปให้กวีเอกชื่อดังคนนั้น
กวีจะได้รู้สึกว่าเขาทุกข์อย่างไร และสุดท้ายความรักของเขาที่มีต่อสาวผมแดง
ก็แสดงออกด้วยความอิจฉาริษยา พลังของเจโรมิลในตอนท้าย
ทั้งเรื่องที่เขาคิดได้ว่าควรจะสลัดให้พ้นจากกรอบของผู้เป็นแม่
ขณะเดียวกันคนรักต้องเป็นอย่างที่เขาคิดทุกประการ ทำให้บางบทบางตอน
สภาวะของเขาไม่ต่างจากปีศาจ เรื่องราวนาฎกรรมในตอนจบ
ผู้เล่าต้องขอบอกว่าให้หามาอ่านกันแต่โดยดี หนังสือเล่มนี้อ่านสนุก
และจบด้วยความไม่คาดคิด
เป็นเรื่องที่ตีแผ่จิตใจชีวิตหนึ่งได้อย่างถ้วนถี่ดีแท้ อย่างที่บอกว่าหนังสือของคุนเดอราไม่เคยให้สาระจากเรื่องเรื่องเดียว
หนังสือเล่มนี้ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการเล่าในเรื่องอื่นๆ ประกอบไป
เราได้เห็นการเป็นชีวิตที่หล่อหลอมให้เป็นกวีของคนอื่นๆ
คุนเดอราเล่าถึงแรมโบด์ พุชกิ้น ริลเก้ เชลลี่ ฮูโก้ เลอมอนตอฟ
แม้กระทั่งลอร์ดไบรอน ที่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของผู้หญิงผู้เป็นใหญ่
ความไร้เดียงสาของความไม่โต
พลังของวัยเยาว์เป็นเหตุหนึ่งที่เป็นพลังในสุนทรียภาพของการเขียนบทกวี
และคุนเดอราสรุปในตอนท้ายว่า สิ่งที่อยู่ในตัวเจโรมิล
เป็นสิ่งที่อยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนแม้แต่ความเป็นปีศาจ
เจโรมิลเป็นภาพสะท้อนของสถานการณ์ที่ต่างกันไปของมนุษย์เท่านั้นเอง หมายเหตุการอ่าน:
คุนเดอราเขียนหนังสือในช่วงปี 1967- 1970 ติดต่อกันสามเล่ม เล่ม Life is
Elsewhere เขียนเสร็จสิ้นในเดือนมิถุนายนปี 1969
แต่ตีพิมพ์ครั้งแรกฉบับแปลเป็นภาษาฝรั่งเศสที่ประเทศฝรั่งเศสเมื่อปี 1973
(สืบเนื่องมาจากสถานการณ์ที่เขาถูกแบนทางการเมืองภายในประเทศ)
ฉบับแปลภาษาอังกฤษออกจำหน่ายในปี 1974 ผมอ่านฉบับแปลของปีเตอร์
คุซซี่ในช่วงต้นปีเก้าศูนย์ (ผู้แปล Immortality ฉบับชื่นใจ)
ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 1986 แต่ในฉบับพิมพ์ครั้งล่าสุดเป็นของอารอน
อาร์เชอร์ในปี 2000 นี้เอง คุนเดอราเป็นนักเขียนที่ใช้นักแปลเปลืองมากที่สุด
หนังสือ The Joke เป็นตัวอย่างที่ดีของการแปลในแบบฉบับของเขา ฉบับ Definite
Version
เป็นฉบับแปลในแบบที่ห้าซึ่งเป็นการแปลครั้งสุดท้ายจากของตัวผู้เขียนเอง
โดยมิลาน คุนเดอราไม่อนุญาตให้ใครแปลอีกแล้ว เขากล่าวว่านี้เป็นการ
retranslation จากฉบับแปลครั้งแรก หมายถึงการแปลอีกทีหลังจากที่ถูกแปลมาแล้ว
เนื่องจากทนการแปลแบบ translation-adaptation ไม่ได้
เรื่องนี้จะกล่าวถึงต่อไปเมื่อมีการเล่าถึงหนังสือเล่มนั้น
เกี่ยวกับผู้เขียน Milan
Kundera Life is Elsewhere: Milan Kundera, 1974 (Translated by Peter
Kussi)
Lyric poets generally come from homes run by
women: the sisters of Esenin and Mayakovsky, the aunts of Blok, the
grandmothers of Holderlin and Lermontov, the nurse of Pushkin and, above
all, of course, the mothers--the mothers that loom so large over
fathers. Lady Wilde and Frau Rilke dressed their sons like little girls.
Is it a wonder that the boy kept gazing anxiously into mirrors? It is
time to become a man, Orten wrote in his diary. The Lyric poet
spends a lifetime searching for signs of manhood in his face.
p.97 Life is Elsewhere .
Milan Kundera Copyright © 2001 faylicity.com
|
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑ กันยายน ๒๕๔๔ |