* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน
 
book THE QUINCUNX : Charles Palliser
read by O

Book Cover

อะไรที่ทำให้คุณเลิกอ่านนิยายกลางคัน อาจารย์วรรณคดีผู้สอนวิชานวนิยายของคนอ่านเคยถามคำถามนี้กลางห้องเรียน คำตอบส่วนใหญ่ของเด็กๆ คือหนังสือเล่มนั้นมีความยาก แต่อาจารย์บอกว่าเหตุผลข้อนี้ตกไปเพราะเราไม่ได้พูดถึงบลัดดี้เชคสเปียร์หรืองานของมิลตัน หนังสือยิ่งยากยิ่งควรอ่านจะได้พัฒนาก้อนสมองขึ้นเป็นลำดับ หรือคุณอยากให้สมองของพวกคุณเหมือนถุงถั่ว อาจารย์กล่าวว่านิยายที่ดีต้องมีคุณสมบัติที่ไม่ทำให้นักอ่านเลิกอ่าน แต่คุณสมบัติที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง บางทีเราคงต้องใช้เวลาชั่วชีวิตจากการอ่านหนังสือบนโลกนี้ จะมีนักเขียนสักกี่คนคำนึงในสิ่งเหล่านี้บ้าง อาจารย์บอกว่าคนที่ทำได้ หนังสือของเขาจะได้รับการอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก กลายเป็นหนังสือคลาสสิคอยู่ตราบนานเท่านานเพราะเรื่องเหล่านั้นไม่เคยล้าสมัย

อะไรที่ทำให้คุณเลิกอ่านนิยายกลางคัน คนอ่านเจอเหตุผลง่ายๆ อยู่สองข้อกับนิยายในสมัยใหม่ ข้อแรกคือปวดหัวกับการใช้ภาษาบิดเบี้ยวหรือประดิษฐ์มากของคนเขียน (ตัวอย่างเช่น Cloud Atlas ของเดวิท มิทเชล เป็นต้น) หรือเหตุการณ์ที่อ่านในเรื่องไม่น่าเชื่อถือ ไม่คล้อยตาม ไม่รู้สึกมีส่วนร่วมไปกับตัวละคร (เช่น The Line of Beauty ของ Alan Hollinghurst เป็นต้น) อ่านแล้วต้องถามตัวเองว่าแล้วอย่างไรฤา อิตาโล คัลวิโนเขียนไว้ข้อหนึ่งในหนังสือ Why read classic ว่า คลาสสิกคือหนังสือที่ทุกครั้งที่คุณอ่านซ้ำ หนังสือไม่ทำให้คุณเหนื่อยหน่ายและพาคุณไปพบกับประสบการณ์ใหม่ๆ เหมือนเมื่อตอนอ่านครั้งแรก คนอ่านขอจัด The Quincunx ของชาร์ลส์ พอลลิเซอร์ไว้ในหิ้งหนังสือคลาสสิกส่วนตัว แม้เวลาจะล่วงเลยไปเพียงสิบห้าปี

The Quincunx ตีพิมพ์ครั้งแรกในประเทศอังกฤษเมื่อปี 1989 ควินคันซเป็นคำในภาษาละตินหมายถึงแฝดห้า ในที่นี้คือการวางรูปทรงให้เรียงเป็นวงสี่เหลี่ยมโดยตำแหน่งของรูปทรงที่ห้าอยู่ตรงกลาง ดังเช่นรูปกุญแจที่ปรากฏบนหน้าปกหนังสือ Quincunx เป็นนิยายลึกลับซ่อนเงื่อนที่บรรจุด้วยปริศนาหมายเลข 5 เริ่มจากตัวหนังสือแบ่งออกเป็นห้าตอนใหญ่ๆ ในแต่ละตอนประกอบด้วยหนังสือห้าเล่ม และในแต่ละเล่มยังแบ่งออกเป็นห้าบท โดยเนื้อเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับการแย่งชิงสมบัติของคนห้ารุ่นในห้าตระกูลที่สืบทอดมาจากต้นสายเดียวกัน

พอลลิเซอร์อาจดำเนินศิลปะการเขียนตามรอยขนบนิยายในสมัยวิคตอเรียนแบบ Bleak House ของชาร์ล ดิกเกนส์ หนังสือที่ว่าด้วยความล้มเหลวของระบบศาลตุลาการชั้นสูงในอังกฤษ แต่ในโทนและการดำเนินเรื่องที่ต่างกัน เพราะดิกเกนส์ไม่ได้ให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องและฉับไวของเหตุการณ์ Bleak House สะท้อนผลกระทบในเชิงวิเคราะห์สังคมจากบนลงล่างในเชิงปรัชญาที่ยิ่งใหญ่และด้วยภาษางดงามชนิดที่ว่าเจ้านายอย่างดิกเกนส์เท่านั้นจะทำได้ พอลลิเซอร์รับรู้อิทธิพลในข้อนี้ดี ที่น่าชื่นชมคือเขาสามารถปรุงแต่งนิยายสไตล์วิคตอเรียนให้เป็นไปในแบบฉบับระทึกขวัญของเขาเอง

หนังสือเริ่มต้นในชีวิตผจญภัยตั้งแต่วัยห้าขวบของจอห์น เขาเป็นคนเล่าเรื่องเอง ดังนั้นอะไรที่จอห์นรู้ นักอ่านก็จะเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับเขา แมรี่ แม่ของจอห์นพาลูกชายหนีมาอยู่ในเมืองเมลทร็อป ทั้งสองใช้ชีวิตอย่างสมถะด้วยเงินจำนวนจำกัดในการดำรงชีวิต จอห์นไม่รู้ประวัติความเป็นมาของตัวเองเลย เขานึกว่าตัวเองเป็นเด็กกำพร้าพ่อ จอห์นจึงเรียนรู้ชีวิตและเอาตัวรอดจากความจำเป็นเฉพาะหน้าทั้งสิ้น พอลลิเซอร์ค่อยๆ เผยเหตุผลที่แม่ลูกคู่นี้ต้องคอยหลบซ่อนเพราะแมรี่ครอบครองเอกสารไว้ชิ้นหนึ่งที่มีผลทางกฎหมาย ซึ่งจะบันดาลความเป็นไปในชะตากรรมและความมั่งคั่งของบุคคลผู้มีอำนาจหลายคน หรือผู้ไร้อำนาจให้กลายเป็นมีอำนาจ

และนี่คือที่มาของคดีแย่งชิงมรดกที่เรื่องราวยังคงดำเนินอยู่ในศาลตุลาการชั้นสูงหลายทศวรรษ จอห์นเป็นทายาทคนสุดท้ายของตระกูลฮัพแฟมผู้ครอบครองสมบัติพัสถานที่มีค่ามากที่สุดในเกาะอังกฤษ พินัยกรรมดั้งเดิมของเจฟฟรีย์ ฮัพแฟมระบุทายาทเกี่ยวข้องกับคนถึงห้าตระกูล ดังเช่น กรณีที่ฮัพแฟมไร้ทายาท สมบัติจะตกเป็นของพวกโคลเทียร์ หรือกรณีที่คนของฮัพแฟมยังมีชีวิต พวกมอมเปสซอนจะได้ครอบครองที่ดิน ความซับซ้อนและเงื่อนไขของพินัยกรรมนั้นเกี่ยวเนื่องกับหลายชีวิตในหลายรุ่นและไม่เรียบง่ายเหมือนที่คนอ่านเล่าให้ฟัง พอลลิเซอร์ฉลาดมากในการผูกเรื่องซ้อนซ้อนกันเป็นลำดับ เหมือนเกมปริศนาที่เมื่อเปิดปริศนาที่หนึ่งได้ก็มีปริศนารอต่อไปไม่สิ้นสุด กว่าจอห์นจะรู้ตัวเขาก็เกือบตายเพราะการตามล่าอยู่หลายหน เพราะถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ คนอื่นจะหมดสิทธิ์ในการครอบครอง เขากับแม่จึงต้องหนีกับดักที่วางบนทุกฝีก้าวที่เท้าเดิน โดยไม่รู้ว่าข้างหน้ายังมีความหวังเหลือรออยู่ไหม

หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาละเอียดยิบ สนุกตื่นเต้นและตรึงใจนัก ด้วยความหนากว่าหนึ่งพันหน้าแต่เป็นหนึ่งพันหน้าที่ไม่มีเบื่อ ขนาดง่วงนอนก็บอกตัวเองว่าขออ่านอีกหน้าเถิดนะ เพราะกะเอาไว้ว่าในที่สุดนักเขียนจะต้องจนมุม ไม่สามารถสร้างกับดักเพื่อทรมานตัวละครให้ผ่านไปได้อีกหน้า แต่พอลลิเซอร์คิดโครงเรื่องและเขียนไว้ดีเยี่ยม หนังสือเล่มหลังๆ ของเขาเองยังทำได้ไม่ดีเท่า The Quincunx เลย พอลลิเซอร์ทำให้ความผิดหวังและความไม่วางใจเป็นธรรมชาติของหนังสือเล่มนี้ ตัวละครของเขาและนักอ่านจะไม่ทันระวังตัว เต็มไปด้วยความสงสัยจนกว่าจะถึงหน้าสุดท้าย

ความงดงามอีกประการหนึ่งที่น่าประทับใจคือสภาพแวดล้อมและบรรยากาศของเรื่อง ในบรรดานิยายของนักเขียนสมัยใหม่ที่เขียนเรื่องอิงประวัติศาสตร์จากยุควิคตอเรียน หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มเดียวที่บรรยายงดงามจนบรรยากาศเป็นธีมสำคัญธีมหนึ่งของหนังสือแบบที่ดิกเกนส์ชอบใช้ เรารู้สึกได้ถึงหมอกหนาและสายฝน ฟ้ามืดครึ้ม กลิ่นความยากจนคลุ้งมาจากหัวถนน กรุงลอนดอนสีเทาในยุคนั้นแทบจะหลับตาเดินได้เลย ใครที่ชอบ The Name of the Rose ของ Eco หรือ An Instance of the Fingerpost ของ Pears เห็นหนังสือเล่มนี้ต้องชวนเป็นเจ้าของครับ

--"There is only one way for you to be completely alive,You must read this book."

เกี่ยวกับผู้เขียน Charles Palliser ชาร์ลส์ พอลลิเซอร์ จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด เป็นอาจารย์สอนวรรณคดีเกี่ยวกับนิยายในศตวรรษที่สิบเก้าที่ Strathclyde University ในกลาสโกว์ พอลลิเซอร์ใช้เวลาสิบสองปีค้นคว้าหาข้อมูลในการเขียน The Quincunx และเขามีผลงานอีกสามเล่มดังนี้ The Sensationist (1991) Betrayals (1994) และ The Unburied (1999)

The Quincunx : Charles Palliser
ISBN: 0345369424 Ballantine Books, 1033 pages, £ 10.99

I was almost certain that I now knew the reason for his sullenness towards me: there is nobody we resent as much as someone to whom we feel we have done wrong.

Charles Palliser . . . The Quincunx

Copyright © 2004 faylicity.com

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๑ ธันวาคม ๒๕๔๗