| A READER'S MANIFESTO : B. R. Myers |
"แถลงการณ์ของนักอ่าน" เล่มนี้ปรากฏต่อสาธารณชนครั้งแรกในรูปบทความ ในนิตยสารแอตแลนติกมันธ์ลี ฉบับเดือนกรกฎาคม/สิงหาคม ปี 2001 ในบทความนี้ ไมเออร์สประกาศว่างานเขียนที่ได้รับการยกย่องว่าดีในสมัยนี้ โดยเฉพาะงานที่ได้รับรางวัลระดับชาติและเป็นที่ชื่นชมของนักวิจารณ์หนังสือ ส่วนใหญ่แล้วเป็นการเขียนที่เสแสร้งโดยนักเขียนฝีมือกลางๆ ที่ใช้ลูกเล่นมาประดับประดาภาษา ทำให้การเขียนที่แย่ดูเหมือนว่าจะดีขึ้นมาได้ ไมเออร์สไม่ได้ประกาศเปล่าๆ แต่ยังยกตัวอย่างมาสนับสนุนความคิดของเขาด้วยการเลือกนักเขียนอเมริกาห้ารายมาชำแหละให้เห็นการเขียนที่เสแสร้งรูปแบบต่างๆ นักเขียนทั้งห้านี้ประกอบไปด้วย แอนนี พรูซ์ (Annie Proulx) ดอน เดอลิลโล (Don DeLillo) คอร์แม็ค แม็คคาร์ธี (Cormac McCarthy) พอล ออสเตอร์ (Paul Auster) และ เดวิด กูเตอร์สัน (David Guterson) นักเขียนเหล่านี้ล้วนแต่มีชื่อเสียง เป็นที่ชื่นชมยกย่องของนักวิจารณ์ งานเขียนขายดี และเคยได้รับรางวัลสำคัญทางวรรณกรรมระดับชาติมาแล้วทั้งสิ้น ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าบทความนี้สร้างความสั่นสะเทือนแก่วงการหนังสือชนิดเป็นปรากฏการณ์ และได้เป็นประเด็นวิวาทะที่ร้อนแรงที่สุดแห่งปี ความคิดเห็นขัดแย้งแรงๆ ต่อไมเออร์สก็มี แต่เสียงที่เห็นด้วยก็มาก ลอนดอนออบเซอร์เวอร์กล่าวว่า "วันข้างหน้า นักประวัติศาสตร์วรรณกรรมอาจจะกลับมามองที่แถลงการณ์เล่มนี้ และได้ตระหนักว่านี่คือนาทีที่มีผู้กล้าจะบอกออกมาดังๆ เหมือนอย่างที่เด็กชายในนิทานบอกว่าจักรพรรดินั้นไม่ได้สวมเสื้อผ้า" ส่วนไมเคิล เดียร์ดา จากวอชิงตัน โพสต์ บอกว่า "จะไม่มีใครจำบทความนี้ได้ในหนึ่งปีข้างหน้า" ในโอกาสครบรอบหนึ่งปีของบทความ จึงได้มีการตีพิมพ์บทความนี้เป็นเล่ม โดยไมเออร์สได้ขยายความ และเพิ่มเติมบทส่งท้ายตอบโต้คำวิจารณ์ที่เขาได้รับ และมีภาคผนวกเรื่อง "กฎสิบประการของนักประพันธ์" เสียดสีว่าหากนักเขียนต้องการได้รับคำยกย่อง ก็ให้เขียนให้น่าเบื่อเข้าไว้ ให้เขียนประโยคยาวๆ ใช้ความซ้ำซาก เป็นต้น ในส่วนเนื้อความ ไมเออร์สสนับสนุนความเห็นของเขาด้วยการยกตัวอย่างประโยคหรือบางส่วนของงานเขียน แล้วชี้ให้ดูว่าบกพร่องหรือเสแสร้งอย่างไร การกระทำเช่นนี้ทำให้มีผู้ครหาว่าเป็นการไม่ยุติธรรมและจ้องจับผิด แต่ไมเออร์สนั้นได้ยกมาแต่ประโยคที่นักวิจารณ์และนักวิชาการยกย่องกันมาแล้ว ผู้อ่านคนนี้ค่อนข้างจะเข้าใจในการกระทำข้อนี้ของเขา เนื่องจากหากไม่ยกตัวอย่างมาเลย ก็จะถูกตำหนิว่าวิจารณ์โดยไม่มีเหตุผลสนับสนุน หากยกประโยคมา ก็ต้องมีคำตำหนิว่าต้องดูทั้งย่อหน้า หากยกมาทั้งย่อหน้า ก็ต้องมีคำบอกว่าต้องดูทั้งบท แม้จะยกมาทั้งบท ก็มีข้อตำหนิได้อีกว่าต้องดูทั้งเล่ม ซึ่งไมเออร์สย่อมไม่สามารถคัดลอกข้อความทั้งเล่มมาประกอบบทความได้ ในเมื่อสรุปแล้วไม่มีหนทางใดดีกว่าทางใด ทางที่ดีที่สุดคือยกตัวอย่างมาเพียงสั้นที่สุดที่จะยกประเด็นมากล่าวถึงได้ และไมเออร์สก็บอกแล้วว่าตัวอย่างที่เขายกมานั้น หากยกประโยคแวดล้อมมาให้ดูด้วย ก็จะยิ่งเลวร้ายลงไปกว่าเดิมอีก นอกจากนั้น ผู้อ่านที่สนใจย่อมไปอ่านหนังสือเล่มนั้นเอาเองได้ เช่นจากงานเขียนของ แอนนี พรูซ์ นั้น ไมเออร์สกล่าวว่าเธอใช้คำอุปมาอันไร้ความหมายแน่นขนัดในงานเขียน สิ่งเหล่านี้จะทำให้ผู้อ่านต้องมึนชาไป เนื่องจากเมื่อต้องอ่านสิ่งที่ไม่มีความหมายและไม่ชัดเจน สมองของผู้อ่านก็จะเลิกล้มความพยายามในตีความอีกต่อไป เช่นในนวนิยาย The Shipping News (1993) มีตัวละครเอกเป็นชายที่รูปร่างเหมือนขนมปังแถว หัวเหมือนแตงโม ลักษณะบนใบหน้าเหมือนปลายนิ้วมือ ดวงตาสีพลาสติก คางเหมือนชั้น อีกตัวอย่างก็เช่นประโยคเปิดเรื่องของ The Half-Skinned Steer ที่เป็นประโยคที่ได้รับคำชมมากที่สุดประโยคหนึ่งในรอบทศวรรษ In the long unfurling of his life, from tight-wound kid hustler in a wool suit riding the train out of Cheyenne to geriatric limper in this spooled-out year, Mero had kicked down thoughts of the place where he began, a so-called ranch on strange ground at the south hinge of the Big Horns. ผู้อ่านที่หยุดคิดถึงความหมายก็อาจต้องนึกภาพคำเช่น "unfurling" รวมถึงความหมายของ "tight-wound kid" " kicked down" และ "south hinge" การเขียนโดยใช้คำเปรียบราวบทกวีนี้ หากใช้ดีๆ ก็เป็นความงดงามและแสดงความหมายที่ชัดเจนขึ้นได้ แต่การใช้ของพรูซ์เป็นการใช้เพื่อให้ความหมายกำกวมลงไปและเข้าใจยากขึ้น ตัวอย่างอื่นๆ ก็เช่น "Furious dabs of tulips stuttering in gardens." (การสัมผัสอย่างโกรธเกรี้ยวของทิวลิปที่ติดอ่างอยู่ในสวน) "An apron of sound lapped out of each dive." ผู้อ่านบางคนอาจจะนึกภาพผ้ากันเปื้อนแห่งเสียงออก ซึ่งก็นับเป็นโชคดีเนื่องจากจะเข้าใจงานของพรูซ์ได้เต็มที่ นอกจากนั้น ไมเออร์สบอกว่าเธอยังใช้สไตล์การเขียนแบบโทรเลขที่เอาประโยคสั้นง่ายมาเรียงต่อกัน เป็นประโยคยาวๆ เรียกได้ว่าให้ภาษาวูบวาบผ่านเราไป นักเขียนภาษาดีในสมัยก่อนใช้ประโยคที่ยาวและซับซ้อน แต่ก็ชัดเจน ต่างจากการเขียนวรรณกรรมแบบโทรเลขของพรูซ์ดังตัวอย่างข้างล่างนี้มาก Partridge black, small, a restless traveler across the slope of life, an all-night talker; Mercalia, second wife of Partridge and the color of a brown feather on dark water, a hot intelligence; Quoyle large, white, stumbling along, going nowhere. ประโยคข้างต้นบรรยายคนสามคน คือพาร์ทริดจ์ ที่ผิวดำ รูปร่างเล็ก ท่องไปไม่หยุดหย่อนบนทางชันแห่งชีวิต พูดคุยได้ทั้งคืน เมอร์คาเลีย ภรรยาคนที่สองของพาร์ทริดจ์ มีสีผิวอย่างขนนกสีน้ำตาลในน้ำสีมืด มีความฉลาดเฉลียวที่ร้อนแรง ควอยล์ รูปร่างใหญ่ ขาว ฯลฯ ประโยคนี้ยาวและดูเหมือนจะใช้คำง่ายๆ ก็จริง แต่เขียนได้ซับซ้อนและชัดเจนหรือไม่ ผู้อ่านน่าจะตัดสินเองได้ พรูซ์ได้รับรางวัล PEN พูลิตเซอร์ และรางวัลหนังสือแห่งชาติจากงานเขียนมาแล้ว หนังสือของเธอได้รับการนำไปสร้างเป็นหนัง แต่ถึงกระนั้น ไมเออร์สก็บอกว่า "ควรมีใครบอกเธอว่าครึ่งหนึ่งของการเขียนที่ดีนั้น ต้องรู้ว่าควรตัดอะไรทิ้ง" เท่านี้คงพอจะได้เห็นว่าไมเออร์สวิพากษ์อย่างเสียดสีได้แสบสันต์ ส่วนความเห็นต่อนักเขียนคนอื่นก็มีดังนี้
ผู้ที่ถูกหยิบยกมาวิพากษ์นั้นไม่ได้มีแต่นักเขียนแต่อย่างเดียว ไมเออร์สยังให้ความเห็นต่อนักวิจารณ์ ว่านักวิจารณ์สมัยนี้นิยมชมหนังสือเป็นประโยคๆ โดยไม่ได้นำสัดส่วนของประโยคดีกับไม่ดีมาคิดเลย นักวิจารณ์หัวสูงพวกนี้ชอบชมการเขียนโดยไม่อธิบายเลยว่าดีอย่างไร หรือเพียงยกประโยคมาวางให้ดู ประหนึ่งจะบอกว่า "ถ้ายังไม่รู้ว่าทำไมมันถึงดี ฉันก็ไม่เสียเวลามาอธิบายให้ฟังหรอกนะ" ซึ่งต่างไปจากนักรีวิวมือสมัครเล่นอย่างใน อเมซอนดอทคอม ซึ่งมักจะไม่ค่อยเล่าเนื้อเรื่อง ด้วยเป็นการทำลายความสนุกที่คนอื่นไปพบเองได้ แต่จะบอกอย่างจริงใจถึงการเขียนว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร น่าเบื่อหรือน่าติดตาม ในขณะที่นักรีวิวมืออาชีพมักจะเอาแต่เล่าแต่เนื้อเรื่องและตัวละครโดยไม่พูดถึงการเขียนเลย แต่ก็จะสรุปว่าหนังสือเล่มนั้นๆ เขียนได้วิเศษอย่างยิ่ง ไมเออร์สยังกล่าวว่าการยกย่องหนังสือเกินจริงในหมู่ผู้รีวิวหนังสือ อาจทำให้คนอ่านเตลิดหนีไปเลยได้ คนอ่านบางคนสนใจซื้อหนังสือเพราะเห็นว่าได้รับรางวัลและคำชมมากมาย แต่เมื่ออ่านไปได้ไม่กี่หน้าก็ถอดใจเลิกอ่าน แล้วสรุปว่าสติปัญญาของตนมีไม่มากพอจะเข้าถึงหนังสือได้ เขาตั้งคำถามว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะตัดสินหนังสือด้วยคุณค่าจริงๆ ไม่ใช่เอาประโยคที่แม้แต่นักวิจารณ์เองก็อาจจะไม่เข้าใจ มาชมว่าดีเลิศอย่างเหลือเกิน ความเห็นต่อสไตล์การเขียนของแต่ละคนย่อมต่างกันไป แต่ไมเออร์สก็ได้แสดงประเด็นที่เขาต้องการบอกได้ชัดเจน บทความและหนังสือเล่มนี้ควรค่าแก่การอ่าน เขาเขียนอย่างกระตุ้นให้เราคิด ไม่ใช่เขียนอย่างต้องการให้เราเห็นด้วย แม้แต่ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับเขาก็น่าจะได้แง่คิดและได้ใคร่ครวญต่อสถานการณ์ของวงการหนังสือของยุคสมัยนี้ คำนำของหนังสือเล่มนี้บอกไว้ว่าผู้รู้จำนวนมากพยายามจะบอกเราว่าอย่าได้เชื่อในการรับรู้และความความเข้าใจของเราเอง เพราะศิลปะนั้นเป็นของสูง และเพราะการจะตีความวรรณกรรมนั้นต้องใช้ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และสังคมศาสตร์ แต่ไมเออร์สก็บอกว่าอย่าได้เชื่อคำกล่าวนี้ เราเชื่อในการรับรู้ของเราเองได้ ความคิดเห็นต่อไมเออร์สในเล่มนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวผู้อ่านเองเช่นกัน ที่จะตัดสินว่าสิ่งที่เขาบอกนั้นมีเหตุผลหรือไม่ การยอมรับบุคคลที่มีอำนาจ ไม่ว่าจะยศฐาบรรดาศักดิ์ใด ให้เข้ามาสู่ห้องสมุดของเรา และปล่อยให้คนเหล่านั้นบอกเราว่าควรอ่านอย่างไร อ่านอะไร และสิ่งที่เราอ่านมีคุณค่าอย่างไร คือการทำลายหัวใจของอิสรภาพที่เป็นลมหายใจในดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ให้หมดสิ้นไป ในที่อื่น เราอาจยอมอยู่ใต้กฎระเบียบและธรรมเนียมนิยมได้ แต่ไม่ใช่ในเรื่องการอ่าน เกี่ยวกับผู้เขียน B. R. Myers บี อาร์ ไมเออร์ส เกิดที่อเมริกา เติบโตที่เบอร์มิวด้า แอฟริกาใต้ และเยอรมัน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านวรรณคดีเกาหลีจากเยอรมัน ปัจจุบันสอนด้านเกาหลีเหนือศึกษาที่มหาวิทยาลัยเกาหลี กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ A Reader's Manifesto : B. R. Myers
Copyright © 2004 faylicity.com |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๗ |