 "I am a tree and I am quite lonely. I weep in the rain."
นิยายประวัติศาสตร์เล่มนี้เริ่มต้นในยุคจักรวรรดิออตโตมาน สมัยสุลต่าน Murat ที่สามเมื่อปี คศ. 1574 ซึ่งเป็นดินแดนของประเทศตุรกีในปัจจุบัน ก่อนอื่นอยากรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ของดินแดนแห่งนี้ว่าเคยได้รับอิทธิพลผ่านอารยธรรมมาหลายยุคสมัยตั้งแต่ก่อนคริสต์กาล จนล่วงมาถึงยุคที่โรมันเข้ามาครอบครองดินแดนโดยรอบเหนือน่านน้ำทะเลเมดิเตอเรเนียน และสถาปนาเมืองหลวงชื่อว่าคอนสแตนติโนเบิลเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิไบแซนไทน์หรือโรมันตะวันออก โดยปกครองยึดขนบธรรมเนียมประเพณีโรมันและคริสต์ศาสนาจากกรุงโรมเป็นหลัก อาณาจักรนี้กินเวลาตั้งแต่ปี คศ. 330 จนถึง คศ. 1453 และหลังจากนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นของจักรวรรดิออตโตมาน ที่เล่ามาเพราะหนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับความเป็นตะวันตกและตะวันออก เกี่ยวกับศาสนา เกี่ยวกับภาพศิลปะชั้นสูงในยุคสมัย ผู้เขียนไม่ได้เล่าประวัติศาสตร์อย่างที่คนอ่านเล่าให้ฟัง แต่การที่ทราบประวัติศาสตร์มาบ้างก็จะทำให้หนังสือเล่มนี้อ่านสนุก และเข้าใจวิถีชีวิตของคนในสมัยนั้น
หลังจากที่สุลต่านออสมานที่หนึ่งเปลี่ยนชื่อเมืองคอนสแตนติโนเบิลเป็นอิสตันบูล และให้ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติของชาวเติร์ก ความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดก็ปรากฎขึ้นในสมัยสุลต่านสุไลมาน ศิลปะการวาดภาพจิตรกรรม(miniature painting) กับศิลปะการเขียนตัวอักษร (calligraphy) เป็นศิลปะสำคัญและเด่นที่สุด เนื่องจากบทบัญญัติทางศาสนาที่ไม่ให้มีการแสดงภาพของพระเจ้า เพื่อมิให้มุสลิมหลงใหลผูกติดกับภาพลักษณ์หน้าตาใด (idolatry) มากไปกว่าคำสอน การถ่ายทอดตัวอักษรจากคัมภีร์โกรานเป็นจิตรกรรมจึงกลายเป็นภาษาศิลปะที่เป็นสื่อกลางทางศาสนา และสุลต่านหลายพระองค์ก็นิยมการจ้างจิตรกรจำนวนมากมาประจำพระราชสำนักเพื่อบันทึกความเจริญของบ้านเมือง ชีวิตของคนในยุคสมัยตนลงไว้สมุดภาพต่างๆ เก็บไว้ในคลังของพระองค์และกลายเป็นสมบัติประจำชาติไปในที่สุด
หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องชีวิตของจิตรกรกลุ่มหนึ่งที่ถูกจ้างมาวาดภาพในสมุดลับของสุลต่าน ที่ว่าลับเพราะภาพที่ว่านี้ขัดแย้งกับหลักศาสนาและวัฒนธรรม เช่นการวาดภาพพอทเตรท และวาดโดยใช้สไตล์ชาวตะวันตก (ในหนังสือเรียกชาวตะวันตกว่าพวก Frank หรือ Frankish) ผู้ได้รับการมอบหมายให้ดูแลสมุดภาพคืออินิชเต เขาเป็นคนเดียวที่รู้ว่าจะให้ใครเป็นคนวาดภาพไหน และใครบ้างที่เขาอยากจะแอบจ้าง แต่จิตรกรส่วนใหญ่มาจากสำนักของมาสเตอร์ออสมานผู้ดูแลสมุดภาพโดยทั่วไปให้สุลต่าน สองคนนี้เลยไม่ถูกกัน เพราะออสมานไม่นิยมการวาดภาพแบบตะวันตกมองว่าเป็นศิลปะที่ต่ำช้า และอินิชเตเป็นคนที่ทำให้สุลต่านอยากจะมีสมุดภาพเยี่ยงนี้ แต่ออสมานนั้นไม่รู้ว่าลูกศิษย์เขาคนไหนบ้างที่ไปวาดภาพให้ และวาดภาพเกี่ยวกับอะไร
ออร์ฮานเป็นนักเขียนที่คนอ่านไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่ต้องบอกว่าเขาเขียนหนังสือได้ดีเลิศ สมบูรณ์แบบในแง่วิชา Art of Fiction ทั้งความรุ่มรวยในน้ำเสียง วิธีเล่า ภาษา ทำให้หนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยแนวความคิด ศิลปะและปรัชญา แต่ที่สำคัญคือความสนุกจากการอ่านในระดับแรก นักเขียนคนนี้ไม่ทิ้งคนอ่านไว้ด้วยความเยิ่นเย้อ ไร้สาระ แต่ทุกบรรทัดอัดแน่นด้วยความอยากรู้และหลงใหล ออร์ฮานเขียนประโยคแรกในหนังสือว่า
I am nothing but a corpse now, a body at the bottom of a well. Although I drew my last breath long ago and my heart has stopped beating, no one, apart from that vile murderer, knows what's happened to me. As for that wretch, he felt for my pulse and listened for my breath to be sure I was dead, then kicked me in the midriff, carried me to the edge of the well, raised me up and dropped me below. As I fell, my head, which he had smashed with a stone, broke apart; my face, my forehead and cheeks, were crushed; my bones shattered, and my mouth filled with blood.
ผู้เขียนให้ศพเป็นตัวเปิดเรื่อง เมื่อหนึ่งในจิตรกรผู้วาดสมุดภาพลับถูกฆ่าตายแล้วโยนลงบ่อน้ำโดยที่เราไม่รู้ว่าแท้จริงเขาตายเพราะอะไรและใครฆ่า และทุกบทต่อมาผู้เขียนให้ตัวละครออกมาแสดงมุมมองในส่วนของตน ผูกเรื่องฆาตกรรมและโยงเข้าหากันอย่างชาญฉลาด ตัวละครเป็นมนุษย์ สัตว์ สิ่งของในชีวิตจริง หรือสิ่งของในภาพเขียน รวมไปถึงสีแดง คนฆ่าหรือแม้แต่ซาตาน และเรื่องเข้มข้นเข้าไปอีกเมื่ออินิชเตถูกฆ่าเป็นคนที่สอง และเรื่องนี้ต้องหาตัวคนผิดมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นจิตรกรทุกคนจะถูกลงโทษทรมานจนตายจากเจ้าผู้ครองแผ่นดิน ความลึกลับซับซ้อนคือความบันเทิงในระดับหนึ่ง แต่เรื่องมีมากกว่าประเด็นนี้ มีเรื่องรัก เรื่องสังคม ความเป็นอยู่ของผู้หญิง ศิลปะ ศาสนา และที่สุดคือความเป็นตะวันตกกับตะวันออก ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าปัญหานี้ก็ยังคงอยู่ในปัจจุบัน หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ในตุรกีเมื่อสี่ปีก่อน เป็นหนังสือติดอันดับขายดีแสนกว่าเล่ม ได้รับการแปลและออกจำหน่ายในอเมริกาเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วพอดี และเป็นหนังสือที่ได้รับการยกย่องจากชาวตะวันตกว่ายอดเยี่ยม คนอ่านเห็นด้วยว่าเขาถ่ายทอดความงามของชาวตะวันออกได้งดงาม ถัดจากซารามาโก้ก็เห็นจะมีนักเขียนคนนี้ อีกคนที่ควรได้รับรางวัลโนเบล
เกี่ยวกับผู้เขียน Orhan Pamuk ออร์ฮาน ปามุก เป็นชาวตุรกีเกิดปี 1952 จบปริญญาตรีสาขาสถาปัตยกรรมจากมหาวิทยาลัยเทคนิคอิสตัลบูล และวารสารศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอิสตัลบูล ใช้ชีวิตอยู่นิวยอร์กสามปี เขียนหนังสือมาหกเล่ม ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษสี่เล่ม เช่น The White Castle, The Black Book และ The New Life
My Name is Red : Orhan Pamuk, translated by Erdag Goknar
ISBN: 0571214193 Faber and Faber, 508 pages, £7.99
My Name is Red ออร์ฮาน ปามุก แปลโดย นันทวัน เติมแสงสิริศักดิ์ Bliss ๒๕๕๓
I am a dog, and because you humans are less rational beasts than I, you're telling yourselves, "Dogs don't talk." Nevertheless, you seem to believe a story in which corpses speak and characters use words they couldn't possibly know. Dogs do speak, but only to those who know how to listen.
Orhan Pamuk . . . My Name is Red
Copyright © 2002 faylicity.com
|