| SEEING: José Saramago
read by O |
![]()
หากนิยายเป็นแนวทางสะท้อนความจริงด้านใดด้านหนึ่งในสังคมมนุษย์ ถึงวันนี้ ซารามาโก้ ผู้เขียน Seeing คงแปลกใจที่มโนภาพซึ่งเคยเห็นเพียงในจินตนาการ กำลังเกิดขึ้นแล้วบนโลกใบนี้ Seeing เป็นหนังสือภาคต่อของ Blindness หนังสือที่เจ้าของเว็บแห่งนี้เคยบอกว่ามีเนื้อหาน่าสะพรึงกลัว ซารามาโก้เขียนเรื่อง Blindness เมื่อสิบปีก่อน หนังสือบอกเล่าถึงเมืองแห่งหนึ่งที่อาการตาบอดเห็นแต่แสงสว่างสีขาว กลายเป็นโรคระบาดติดต่อผู้คนในเมืองเพียงเพราะการสัมผัส ซารามาโก้ได้แสดงให้เห็นถึงความโกลาหลที่เกิดขึ้น ธรรมชาติสันดานดีและดิบของมนุษย์ถูกตีแผ่ออกมาต่างๆนานา รัฐบาลได้กักกันเหล่าคนตาบอดออกจากคนตาดีในโรงพยาบาลบ้า และความทารุณกรรมเกิดแก่มนุษย์กันเองอย่างโหดร้าย ภาพเปรียบเทียบดังกล่าวหลงเหลือไว้แต่ความครุ่นคิดว่า..มนุษย์เรา บางครั้งบางที..ตาบอดทางความคิดหรือมืดบอดตั้งแต่คิดนั้นเอง Seeing น่าจะเรียกชื่อภาษาไทยได้ว่าตาสว่าง แต่ผู้ตาสว่างคือผู้กระทำ ในที่นี้เป็นประชาชนที่ลงคะแนนเสียงว่าง ส่วนผู้ถูกกระทำในเรื่องนี้คือรัฐบาล ยังคงมืดบอดอย่างหมดสำนึก Seeing ใช้ฉากเมืองหลวงและตัวละครเดียวกับ Blindness แม้ผู้เขียนไม่บอกตั้งแต่แรกแต่นักอ่านจะเรียนรู้ได้เมื่อเรื่องดำเนินไป โดยเนื้อหาเริ่มต้นขึ้นในวันเลือกตั้งของประเทศแห่งหนึ่ง ในวันนั้นฝนตกทั้งวันจนไม่มีใครออกมาลงคะแนนเสียงเลยสักคน ยกเว้นกรรมการเขตเลือกตั้ง ผู้ช่วย เจ้าหน้าที่ ตัวแทนพรรคฝ่ายขวา พรรคฝ่ายกลางและพรรคฝ่ายซ้าย จนกระทั่งสี่โมงเย็นเมื่อฝนเริ่มหยุด จู่ๆ ประชากรในเมืองก็ออกมาลงคะแนนเสียง ผลการเลือกตั้งวันนั้นประชากรลงคะแนนว่าง (หรือไม่ออกเสียง) กว่า 70% รัฐบาลจึงประกาศให้เป็นโมฆะ และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายในหนึ่งอาทิตย์ ผลการเลือกตั้งครั้งที่สอง ประชากรยังลงคะแนนว่างสูงถึง 83% สำหรับผู้มีอำนาจแล้ว ปรากฏการณ์คะแนนว่างไม่เลือกใครจำนวนมหาศาลเป็นปรากฏการณ์ที่ถือว่าไม่เป็นประชาธิปไตย สั่นคลอนรัฐธรรมนูญในเมืองแห่งนั้น ความคิดมืดบอดของรัฐบาลเช่นนี้เรียกเสียงหัวเราะหลายครั้งในอารมณ์ขันของผู้เขียน ช่วงแรกในหนังสือเกาะติดอยู่กับการประชุมของคณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี มีการถกเถียงหลายครั้งถึงทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดของผู้คนในการล้มล้างรัฐบาล รัฐมนตรีคนหนึ่งกล่าวว่าประชาชนที่มาเลือกตั้งไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนว่างใดใด การกระทำเช่นนี้จึงเป็นการต่อต้านการปกครองระบอบประชาธิปไตย เปรียบได้ดังการก่อการร้าย ซารามาโก้เสียดสีการเมืองอย่างขบขัน ทั้งในแง่การครอบงำสื่อและองค์กรต่างๆ ตัวละครที่เป็นรัฐมนตรีอีกคนหนึ่งกล่าวว่ามันไม่มีทางเกิดขึ้นจริงในโลกที่จะมีประชากรมาลงคะแนนว่างจำนวนมาก เพราะมันเป็นเรื่องขายหน้าระดับประเทศ มีนักวิจารณ์กล่าวว่าบางทีซารามาโก้อาจนึกถึงประเทศของตัวเองที่ระบอบการปกครองแน่นิ่ง และถ้าประชากรออกมาเลือกตั้งกันสักครั้ง มโนภาพของเขาอาจเป็นจริง รัฐบาลในเรื่องจึงพยายามหาสาเหตุว่าทำไมประชากรถึงไม่ออกเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในเมืองหลวง รัฐบาลประกาศเขตสถานการณ์ฉุกเฉิน หลังจากนั้นประกาศกฎล้อมเมือง ให้ทหารปิดกั้นการเข้าออก และในที่สุดคณะรัฐบาล ตำรวจและทหาร จัดการย้ายออกไปอยู่จังหวัดอื่น ทิ้งคนในเมืองหลวงให้อยู่กันเองและห้ามออกนอกเมืองเด็ดขาด จำกัดอาหารและน้ำ และสิ่งจำเป็นอื่นๆ ด้วยความเชื่อว่าในที่สุดความโกลาหลบังเกิดแก่ผู้เป็นศัตรูกับรัฐ และที่หนักไปกว่านั้นคือรัฐบาลกลับเป็นผู้ก่อการร้ายสร้างความวุ่นวายเสียเอง ในประวัติศาสตร์เลวร้ายมักจะต้องหาคนผิดอยู่เสมอ แพะรับบาปของเรื่องจึงเป็นตัวละครผู้หญิงคนเดียวใน Blindness ที่มิได้ตาบอดเฉกเช่นคนอื่นในเรื่องนั้น ผู้มีอำนาจได้ใช้อำนาจในทางที่เป็นประโยชน์กับตัว พวกเขาส่งตำรวจลับสามคนไปหาหลักฐานเชื่อมโยงการเป็นผู้นำในการต่อต้านรัฐบาลครั้งนี้มาให้ได้ ถึงไม่มีก็ให้สร้างความเท็จ ช่วงครึ่งหลังของหนังสืออ่านชวนติดตามและเพลิดเพลินเกินกว่าที่จะมาบอกกล่าวในที่นี้ ซามาโก้น่าจะเป็นหนึ่งในนักเขียนที่ยังมีชีวิตอยู่และยังเขียนอะไรด้วยความรู้จักโลกถ้วนถี่ ฉลาดลึกซึ้ง ปีนี้ซารามาโก้จะมีอายุครบ 84 ปี และยังเขียนหนังสือได้โดยไม่มีอาการอ่อนล้า แล้วเราจะไม่อยากอ่านหนังสือของนักเขียนระดับโลกคนนี้เลยหรือครับ.. เกี่ยวกับผู้เขียน José Saramago Seeing : José Saramago, Translated by Margaret Jull Costa
Copyright © 2006 faylicity.com |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๙ |