| SUITE FRANÇAISE : Irene Nemirovsky
read by O |
![]() กระเป๋าเดินทางมักบรรจุด้วยความทรงจำ ปัจจุบันดีนิส เอปสตีนในวัย 77 ปี หวนระลึกถึงความหลังสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1942 ขณะเธอมีอายุเพียง 13 ปี ก่อนที่พ่อและแม่จะถูกส่งตัวไปค่ายกักกันชาวยิวในเมืองเอาชวิตซ์ ไอรีน เนเมียรอฟสกี้ ผู้เป็นแม่ส่งกระเป๋าใบหนึ่งให้เธอ ในนั้นเก็บสมุดที่แม่ชอบขีดเขียน หลังสงครามดีนิสยังคงหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด เธอไม่ยอมอ่านตัวหนังสือของแม่ เพราะคิดว่ามันเป็นสมุดบันทึกยามสงคราม จนเวลาผ่านไป 33 ปี เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม ดีนิสเป็นห่วงสิ่งของที่อยู่ในกระเป๋า เธอจึงรื้อออกมาและนำสมุดของแม่มาคัดลอก บางครั้งเธอต้องใช้แว่นขยายอ่านตัวอักษรเล็กๆ ที่แม่เขียนลงบนกระดาษบางๆ เธอพบว่าสิ่งที่เธออ่านคือนวนิยายชิ้นเอก ดีนิสเก็บความงดงามเอาไว้คนเดียว จนปี 2004 เธอตัดสินใจให้นักอ่านตัดสินบทประพันธ์ชิ้นนี้ด้วยตัวเอง นั่นคือเรื่องจริงเบื้องหลัง Suite Française ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้หนังสือเล่มนี้ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมายทั้งในอังกฤษและอเมริกาจนติดอันดับขายดี แต่หากเปรียบเทียบกับสิ่งที่ได้อ่าน ประวัติศาสตร์ของหนังสือกลับเป็นเรื่องน้อยนิด เทียบไม่ได้กับตัวอักษรที่เนเมียรอฟสกี้บรรจงเขียน เธอเขียนด้วยหัวใจ ดั่งที่แสดงไว้ในคำพูดหนึ่งของตัวละครในท้องเรื่องที่กล่าวว่า "นักอ่านมองเห็นและรู้สึก" บทบันทึกในภาคผนวก (บันทึกของผู้เขียนและจดหมายถึงบรรณาธิการ) บ่งบอกว่าเนเมียรอฟสกี้ตั้งใจเขียน Suite Française เป็นซิมโฟนี 5 ท่อน เธอคิดชื่อและกำกับทิศทางของแต่ละท่อนไว้เรียบร้อย แต่เธอเขียนจบเพียง 2 ภาคเท่านั้น (Strom in June และ Dolce) แต่ละภาคแสดงจังหวะและลีลาเฉพาะในตัวมันเอง เนเมียรอฟสกี้ใช้สงครามเป็นเครื่องมือสะท้อนความแตกต่างของชนชั้น การให้ความสำคัญของแต่ละชีวิต หนังสือเต็มไปด้วยอารมณ์เสียดสี ซึ่งเนเมียรอฟสกี้เขียนได้ดีมากๆ อ่านแล้วขบขัน โกรธแค้น บางครั้งสมเพชในธรรมชาติของมนุษย์ อันเป็นสิ่งที่อยู่ในตัวเราทุกคน Suite Française ดำเนินเรื่องราวของหลากชีวิตระหว่างการหนีสงครามจากกรุงปารีส ผู้เขียนใช้ตัวละครได้อย่างยอดเยี่ยม การมีอยู่ของตัวละครจึงแสดงความชัดเจนในบทบาทว่าต้องการจะสะท้อนอะไร ดังเช่น ตระกูลเปริกองด์ชนชั้นกลางผู้ร่ำรวย พวกเขาต่างเก็บความทรงจำลงกระเป๋าเดินทาง อันเป็นข้าวของทุกชนิดที่รำลึกถึงความมั่งคั่งและธรรมเนียมปฏิบัติของครอบครัว มาดามเปริกองด์มีจิตเมตตาสูง ชอบช่วยเหลือผู้อื่น แต่เนเมียรอฟสกี้สามารถชี้ให้เห็นว่าภายใต้ใบหน้าอบอุ่นนั้น เธอช่วยเพราะเห็นคนอื่นอ่อนแอซึ่งความอ่อนแอนี้เกิดจากความต่ำชั้นกว่าทั้งสิ้น ส่วนการ์เบรียลหลงติดกับมายาในชื่อเสียงของความเป็นนักเขียน มีชีวิตสุขสบาย มักเหยียดหยามผู้อื่นด้วยการแสดงความคิดบรรเจิดของตัวเองเสมอ การหนีสงครามของเขาจึงเต็มไปด้วยความยากลำบาก เนเมียรอฟสกี้เล่นตลกกับการ์เบรียลจนขำ โดยเฉพาะฉากที่คู่รักเอาต้นฉบับเลอเลิศของเขาออกจากกระเป๋าและหยิบเครื่องสำอาง สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของตัวลงไปแทน He hated the war; it threatened much more than his lifestyle or peace of mind. It continually destroyed the world of the imagination, the only world where he felt happy. It was like a shrill, brutal trumpet shattering the fragile crystal walls he'd taken such pains to build in order to shut out the rest of the world. ตัวละครมากมายของเนเมียรอฟสกี้มีชีวิตชีวา นายธนาคาร ชาวนา พระ แม่บ้าน หทารหรือคนอันเป็นที่รักของใครคนหนึ่ง นักอ่านจะจดจำการย่ำเดินไปบนท้องถนนของเขาเหล่านั้น ได้ยินเสียงกระซิบ หัวเราะและร้องไห้ ได้ยินเสียงเครื่องบินวนเหนือหัว บางครั้งเราครุ่นคิดไม่ต่างจากตัวละครว่าเสียงนั้นเป็นของใครระหว่างศัตรูหรือเพื่อนร่วมชาติ เนเมียรอฟสกี้ร้อยเรียงตัวละครต่างทิศต่างชีวิตให้เวียนมาบรรจบพอเจอในเหตุการณ์หนึ่งๆ ในท้องเรื่อง มาพบเจอแล้วก็จากกันไป คนอ่านชื่นชมเทคนิคเชิงซีนีมาติกและคำบรรยายต่างๆ ของผู้เขียนที่ใช้อย่างคนที่รู้จักวรรณกรรม จนบอกไม่ถูกว่าหนังสือเล่มนี้ดีอย่างไร นอกจากเป็นบทประพันธ์ยอดเยี่ยมที่คนอ่านไม่คิดว่าจะพบเจอจากหนังสือในสมัยนี้ สงครามทำให้เราไร้ชนชั้น เนเมียรอฟสกี้ตรึงหัวใจผ่านตัวอักษร เธอไม่ได้เขียนชีวิตของชาวยิวหรือล่วงรู้ชะตาชีวิตตัวเองแม้แต่น้อย น่าเสียดายที่ผู้เขียนไม่สามารถเขียนจบตามเจตนาในแบบฉบับซิมโฟนี เพราะจะเป็นซิมโฟนีที่ไพเราะมาก หากอยากอ่านนิยายแห่งชีวิตที่อ่านแล้วหัวใจหาย หนังสือเล่มนี้ทรงคุณค่าเป็นวรรณกรรมที่ดีอีกเล่มของโลกที่ต้องอ่านครับ เกี่ยวกับผู้เขียน Irene Nemirovsky ไอรีน เนเมียรอฟสกี้ เป็นชาวรัสเซียเชื้อสายยิว เกิดในเคียฟ ปี 1903 ครอบครัวเนเมียรอฟสกี้หลบหนีการปฏิวัติในรัสเซียไปอยู่กรุงปารีสปี 1918 เนเมียรอฟสกี้จบการศึกษาด้านวรรณคดีที่มหาวิทยาลัยซอร์บอน เธอเริ่มอาชีพนักเขียน ตีพิมพ์ David Golder (1929) จนติดอันดับขายดีและถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมันเข้าครอบครองฝรั่งเศส เนเมียรอฟสกี้ต้องอพยพ และระหว่างการหลบหนี เธอได้เขียนงานประพันธ์ชิ้นเอกในชีวิต เนเมียรอฟสกี้เสียชีวิตในค่ายกักกันที่เมืองเอาชวิตซ์ ปี 1942 Suite Française ตีพิมพ์ครั้งแรกในภาษาฝรั่งเศสและได้รับรางวัล Prix Renaudot 2004 ส่วนฉบับภาษาอังกฤษผู้แปลใช้ภาษาดีมาก จนเข้าถึงสิ่งที่เนเมียรอฟสกี้ตั้งใจ Suite Française : Irene Nemirovsky, translated by Sandra Smith (2006)
Copyright © 2006 faylicity.com |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑ สิงหาคม ๒๕๔๙ |