คำนำจากสำนักพิมพ์สรุปรวมความหนังสือเล่มนี้ไว้ว่า รู้ทันทักษิณ "พยายามจะเสนอมุมมอง ความคิดเห็นของนักวิชาการชั้นนำ ผ่านบทวิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์ เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในยุคทักษิณ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม"
ภาพหน้าปกก็โน้มนำให้คิดได้ว่าความเข้าใจในที่นี้จะเข้าถึงได้โดยง่าย แม้เพียงเด็กชายก็สามารถเข้าใจและรู้ทันทักษิณได้อย่างเต็มภาคภูมิ อันเป็นที่มาของรอยยิ้มรู้ทันบนหน้าปก
เนื้อหาในเล่มเป็นบทความจาก 14 นักวิชาการ (ดูสารบัญที่ท้ายหน้านี้) ที่เขียนถึงภาวะการเมืองในปัจจุบันโดยวิเคราะห์ในด้านต่างๆ คือการเมือง นโยบาย กฎหมาย สื่อ และแนวคิดของรัฐบาล สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารการเมืองโดยตลอด เนื้อหาในเล่มนี้มิได้พูดถึงเรื่องใหม่ แต่การได้อ่านบทความที่เขียนจากนักวิชาการเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่ยังความชื่นใจและสนุกในการอ่านได้ยิ่งนัก ผลจากการอ่านไม่ใช่เพียงเพื่อรู้ทันรัฐบาล แต่เป็นการรู้เท่าทันสื่อ อันรวมถึงหนังสือเล่มนี้ด้วย ผู้อ่านควรพิจารณาข้อมูลและพิเคราะห์ตรึกตรองดูว่ามีความคิดต่อข้อมูลและความคิดเห็นในเล่มอย่างไร หากจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ความคิดนั้นก็น่าจะผ่านการใคร่ครวญมาแล้วโดยใช้เหตุผล
ในเล่มนี้กล่าวถึงจุดเด่นของรัฐบาลชุดนี้ไว้ในหลายประการ เช่นความเอาจริงเอาจังกับนโยบายประชานิยมต่างๆ ที่ได้หาเสียงไว้และนำนโยบายมาปฏิบัติอย่างเห็นผล เช่นโครงการเอื้ออาทรต่างๆ การกระตุ้นเศรษฐกิจได้สำเร็จ ความกล้าเผชิญหน้ากับทุกปัญหา และความแคล่วคล่องว่องไวในการดำเนินการ ดังตัวอย่างเช่น "สภาผู้แทนราษฎรใช้เวลาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินโดยใช้เวลาเพียงราว 5 นาที ก็ให้ความเห็นชอบตามร่างที่ได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมของวุฒิสภา" (จาก 7 ปมปริศนาในยุคทักษิณานุวัตร ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ) แต่ก็ดุจดังเช่นรัฐบาลที่ผ่านมาทั้งหมดที่ย่อมได้รับเสียงวิจารณ์ รัฐบาลชุดนี้ก็ได้รับเสียงวิพากษ์อย่างกว้างขวาง ตัวอย่างหนึ่งที่เคยเป็นข่าวมาแล้วก็เช่น
"เราทุกคนในปัจจุบันก็เหมือนคนที่อาศัยบ้านหรือประเทศเขาอยู่ โดยมีนายกฯ ทักษิณกับไทยรักไทยเป็นเจ้าของบ้าน คนไทยจะมีชีวิตอย่างไร ใช้ชีวิตอย่างไร อยู่อย่างไร คิดอย่างไร ท่านไม่ว่า ไม่มีบ้านให้อยู่ ท่านก็ปลูกบ้านเอื้ออาทรให้ เจ็บป่วยท่านก็มีโครงการ 30 บาทให้ ไม่มีเงิน ไม่มีงาน ท่านก็แจกเงินให้ ผลิตสินค้า 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ ไม่มีความรู้คอมพิวเตอร์ท่านก็ขาย "สินสมุทร" และ "สุดสาคร" ให้ในราคาถูก สิ่งที่เจ้าของบ้านขออย่างเดียวคือ อย่าพูด อย่าวิจารณ์เกี่ยวกับงานหรือนโยบายของท่าน ฝ่ายค้านก็อย่าพูด สื่อมวลชนก็อย่าวิจารณ์ นักวิชาการก็สอนหนังสือไป องค์การอิสระอย่าง TDRI ก็อย่ามาอวดรู้เรื่องเศรษฐกิจ หรือซาร์ส หรือไข้หวัดนก องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ก็อย่ารับเงินต่างชาติมาเคลื่อนไหวเรื่องชาวบ้าน เพราะรัฐบาลทำทั้งหมดและทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่แล้ว"
-- ธีรยุทธ บุญมี
การมีส่วนได้ส่วนเสียและผลประโยชน์ทับซ้อน ยังทำให้รัฐบาลได้รับการวิจารณ์อย่างมาก โดยเฉพาะในกรณีการเก็บภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคม ที่ได้รับการกล่าวถึงหลายบทหลายตอนในเล่ม
บทความในเล่มนี้ควรแก่การรับรู้และเข้าใจ บางบทเรียนในเล่มนั้น ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์บอกไว้ว่า "ถ้าคนไทยไม่เข้าใจ เราก็คงต้องเสีย "ค่าโง่" กันต่อๆ ไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด" แต่ทั้งนี้ เราควรเข้าถึงข้อมูลในเล่มโดยใช้อุบายและการพิจารณา เพื่อให้เกิดหนทางแห่งปัญญาดังที่ ส.ศิวรักษ์ได้บอกไว้
หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงแต่จะให้ข้อมูลที่น่าสนใจ แต่ยังกระตุ้นให้ผู้อ่านฉุกใจได้คิด เนื้อหานั้นอ่านได้สนุกเพลิดเพลินโดยไม่ได้มีเนื้อหาหนักหนาเกินสติปัญญาแต่อย่างใด บทความทั้งหลายเขียนได้ชัดเจน อ่านเข้าใจง่าย ข้อด้อยของหนังสือเล่มนี้คือคุณภาพการพิสูจน์อักษรที่ต้องปรับปรุงอย่างหนัก แต่ข้อดีคือเนื้อหาอ่านได้สาระและสนุกน่าติดตามอย่างยิ่ง
หากภาวะของสื่อในปัจจุบันเป็นไปดังที่นิธิ เอียวศรีวงศ์กล่าวไว้ว่ามีการแทรกแซงและปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ 6 ตุลาคม 2519 เป็นต้นมาจริงแล้ว หนังสือเล่มนี้ก็นับได้ว่าเป็นสื่อทางเลือกอย่างหนึ่งที่พอจะมีอิสระเสรีในการนำเสนอความคิดได้บ้าง
"เสรีภาพของสื่อมวลชนทั้งสิ่งพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ หดแคบลงจนเหลือน้อยเต็มที รัฐบาลได้สร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองบีบคั้นให้สื่อที่ 'ปากกล้า' หมดที่ยืนลงไปเรื่อยๆ รายการของเครือเนชั่นร่อนเร่เป็นเจ้าไม่มีศาลนับแต่ก้าวออกจากไอทีวี รายการของบริษัทว็อชด็อกส่วนใหญ่ถูกถอดออกจากผัง ที่เหลือต้องเปลี่ยนเนื้อหาจากการติดตามตรวจสอบฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติมาเป็นเรื่องการสนทนาประเด็นสังคม สำนักข่าวไอเอ็นเอ็นและสถานีร่วมด้วยช่วยกันเกือบไม่ได้ต่อสัญญา หากผู้ฟังไม่ประท้วงคัดค้านอย่างแข็งขัน นอกจากนี้ มีบรรณาธิการและหัวหน้าข่าวหลายคนที่ทำงานแบบสื่อมวลชน 'หัวเห็ด' โดนเล่นงานหนัก จากวิธีทำข่าวเจาะลึกแบบกัดไม่ปล่อย โดยเฉพาะในประเด็นข่าวที่เกี่ยวเนื่องกับนายกรัฐมนตรี ครอบครัวและธุรกิจในเครือชินคอร์ป"
-- ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์
จึงนับได้ว่าเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ประชาชนไทยไม่ควรพลาด แม้ว่าอ่านแล้วจะบอกไม่ได้ว่ารู้ทันทักษิณ แต่ช่องว่างของความรู้และไม่รู้ก็คงจะลดน้อยลงได้บ้างแม้เพียงบางส่วน หากอนาคตของประเทศจะเป็นไปตามที่ผู้นำประเทศประกาศไว้ว่าพรรคของท่านจะครองบ้านเมืองไปจนครบ 20 ปี ก็ยิ่งเป็นเหตุผลให้ประชาชนควรได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เพื่อจะได้เห็นภาพอนาคตของเราได้ชัดเจนขึ้นนั่นเอง
เกี่ยวกับบรรณาธิการ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เกิดปี พ.ศ. 2493 สำเร็จการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ระดับปริญญาตรีและปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำเร็จปริญญาเอกในสาขาเดียวกันจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ประสบการณ์ทำงานเป็นรองศาสตราจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และเคยเป็นผู้ดำเนินรายการทางสื่อสารมวลชน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร
รู้ทันทักษิณ : เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง (บรรณาธิการ)
ISBN 974-91911-5-3 ฃอคิดด้วยคน ๒๔๐ หน้า ราคา ๒๑๕ บาท
สารบัญ
รู้ทันทักษิณ : รู้ทันการเมือง
ทักษิณกับประชาธิปไตยในระบบพรรคการเมือง - ดร. เกษม ศิริสัมพันธ์
ระบบอุปถัมภ์กับการเมืองไทย สมัยคิดใหม่ ทำใหม่ - ดร. ม.ร.ว. อคิน รพีพัฒน์
การเมืองระบบทักษิณ (Thaksinocracy) - ธีรยุทธ บุญมี
รู้ทันทักษิณ : รู้ทันนโยบาย
เมื่อจอมยุทธ์การตลาดได้อำนาจรัฐ - นวพร เรืองสกุล
คอรัปชั่นนโยบาย - ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์
อนาคตสื่อสาร สารสนเทศไทยในยุคผู้นำดิจิตอล: คิดใหม่ ทำใหม่ ? - ดร.สุเมธ วงศ์พานิชเลิศ
การผูกขาดกับระบบทุนนิยมไทย - ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร
รู้ทันทักษิณ : รู้ทันกฎหมาย
7 ปมปริศนาในยุคทักษิณานุวัตร - ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ
รัฐบาลทักษิณ กับการ(ไม่)ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ - ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์
รู้ทันทักษิณ : รู้ทันสื่อ
อนาคตสื่อเสรีในระบอบทักษิณ - ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์
รู้ทันทักษิณ : รู้ทันแก่นคิด
รัฐบาลทักษิณกับความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ - นพ.ประเวศ วะสี
การจรรโลงจริยธรรมภายใต้อำนาจการเมืองขั้วเดียว - ส.ศิวรักษ์
ประชาธิปไตย ประชาสิทธิ ประชาธรรม - ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร
หนังสือที่ทักษิณชอบพูดถึง - ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
Copyright © 2004 faylicity.com
"ตลอดสามปีมานี้ รัฐบาลถูกมองว่าใช้อำนาจไปในทางบิดเบือนกฎหมายบ้านเมืองในเรื่องสำคัญๆ อย่างน้อย 7 กรณี ดังปรากฏให้เห็นในกรณีของคดีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ ตามมาด้วยคดีใช้ดุลพินิจลงโทษอดีตข้าราชการผู้ใหญ่ที่ ปปช. ชี้มูลความผิดไว้แล้วว่าผิดวินัยร้ายแรง แต่เมื่อเรื่องตกมาถึงมือรัฐบาล กรณีก็กลายเป็นเกิดผลตรงกันข้ามว่าผิดวินัยไม่ร้ายแรง หลังจากนั้นก็เกิดกรณีที่ถูกกล่าวหาว่ารวบรัดตรากฎหมายปฏิรูปราชการโดยไม่แยแสต่อการใช้สิทธิตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายค้าน นอกจากนี้รัฐบาลยังได้รับการวิจารณ์อย่างรุนแรงว่าลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีใช้กำลังสลายการชุมนุมประท้วงโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย ในช่วงปลายปี 2545 และกรณีรณรงค์ปราบปรามยาเสพติดตั้งแต่ต้นปี 2546 และท้ายที่สุดที่เป็นปัญหาการออกกฎหมายโดยใช้อำนาจเสียงข้างมากรวบรัดตัดรอนกลไกตรวจสอบของฝ่ายเสียงข้างน้อยตามระบบรัฐสภา ซึ่งปรากฏให้เห็นในการตรากฎหมายและพระราชกำหนดที่สำคัญอย่างน้อย 2 ฉบับ คือพระราชกำหนดภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม และพระราชกำหนดความผิดฐานผู้ก่อการร้าย"
-- ดร.กิตติศักดิ์ ปรกดิ : 7 ปมปริศนาในยุคทักษิณานุวัตร
|