ในปี 1996 นิตยสาร Outside ส่ง จอน คราเคาเออร์ ผู้เขียนหนังสือไปร่วมเดินทางสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์ การเดินทางครั้งนั้นนำโดยร็อบ ฮอล ไกด์นิวซีแลนด์ที่มีชื่อเสียงจัดการเดินทางประสบความสำเร็จแล้วหลายครั้ง และมีผู้ร่วมเดินทางอื่นที่เป็นลูกค้าของฮอลอีก ในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน ห้าชีวิตจากทั้งหมดเก้าคนนี้พิชิตยอดเอเวอเรสต์ได้สำเร็จ แต่สี่ชีวิตในนั้นรวมร็อบ ฮอล ต้องเสียไปจากพายุขณะที่ติดอยู่บนเขา ผู้เขียนที่รอดชีวิตเขียนเล่าประสบการณ์ครั้งนั้นลงในหนังสือเล่มนี้
มนุษย์เราค้นพบว่าเอเวอเรสต์เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในโลกในปี 1852 ด้วยความสูง 29,028 ฟุต หรือประมาณ 8.7 กิโลเมตร การค้นพบนี้นำมาสู่ความพยายามจะปีนยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกในเวลาต่อมา หลังจากการค้นพบ 101 ปี หลังจาก 24 ชีวิตใน 15 ความพยายามได้สูญไป เอเวอเรสต์ก็มีผู้พิชิตได้สำเร็จโดย Edmund Hillary และ Tenzing Norgay ถึงแม้เอเวอเรสต์จะไม่ใช่ภูเขาที่มีความยากน่าท้าทายในเทคนิคการปีนเขา และไม่มีความสวยงามพิเศษกว่าภูเขาอื่นๆ แต่ผู้คนก็ยังดึงดูดใจที่จะมาเอาชัยที่นี่ เอเวอเรสต์เกรียงไกรในความเป็นที่สุดแห่งโลก สง่างามอยู่ในความใฝ่ฝัน ความฝันที่เป็นแรงให้บางคนปีนขึ้นไป ให้ได้ประสบการณ์ของการอยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งโลกว่าเป็นอย่างไร
กว่าความใฝ่ฝันเช่นนี้จะเป็นจริงได้ก็ต้องทุ่มเทไม่น้อย ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปสู่เอเวอเรสต์กับไกด์นำทาง พร้อมลูกหาบแบกของที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ดังเช่นที่นำโดยร็อบ ฮอล คิดเป็นเงิน $65,000 (ไม่รวมค่าเครื่องบินไปเนปาลและค่าอุปกรณ์ปีนเขา) เงินจำนวนนี้คิดเป็นสองเท่าของเงินเดือนตลอดปีอัตราใช้ได้ของผู้ที่จบปริญญาตรีใหม่ๆ เป็นเงินค่าลงทะเบียนเรียนปริญญาโททางวิทยาศาสตร์ในมหาวิทยาลัยเอกชนได้ 2 ปริญญา ซื้อรถ BMW ใหม่รุ่นดีได้สองคัน และซื้อบ้านหลังใหญ่ติดทะเลสาบในชานเมืองได้ครึ่งหลัง
และที่ต้องลงทุนมากกว่านั้น คือชีวิตของผู้เดินทาง ผู้เขียนว่าไว้ว่านี่เป็นความปรารถนาที่อยู่เหนือเหตุผล เป็นสิ่งที่รู้ดีอยู่ว่าต้องแลก แต่อย่างไรก็ยังอยากจะไป
สำหรับผู้ที่ไม่เคยได้สัมผัสหรือเข้าใจกับความฝันเช่นนี้แล้ว การปีนเขาให้ตัวเราได้ขึ้นไปอยู่ที่ความสูงเดียวกับระดับการบินของเครื่องแอร์บัสที่บินข้ามประเทศ ก็ดูจะเป็นความคิดผิดประหลาดตั้งแต่แรก และหากจะเกิดหายนะอะไร นั่นก็ดูเป็นเรื่องไม่น่าเห็นใจ แต่หนังสือเล่มนี้จะทำให้เราเข้าใจความฝันเช่นนี้ได้มากขึ้น และได้ทราบข้อมูลน่าสนใจหลายอย่างในการปีนเขา ความเข้าใจเช่นนี้น่าจะไม่ทำให้ใครต้องตัดสินการกระทำของคนอื่น เพียงเพราะความฝันของเขาต่างจากเรา
ผู้เขียนเล่าเรื่องได้น่าติดตาม ประสบการณ์ครั้งนี้สั่นคลอนชีวิตของผู้เขียนอย่างรุนแรง เพราะเป็นครั้งแรกที่เขาต้องประจันกับความตายตรงหน้าเช่นนี้ แต่คราเคาเออร์ไม่ได้เขียนเรื่องอย่างจะทำให้น่าตื่นเต้น เขาไม่ได้อยากจะขยายภาพของหายนะต่อหน้าเราเพื่อกระตุ้นความรู้สึก อีกทั้งไม่ได้เขียนเพื่อทำให้เราเศร้าใจ เห็นใจ หรือสะเทือนใจ เขาเพียงแต่พยายามจะเขียนถึงสิ่งที่ยังสลัดไม่หลุดในความคิด และหวังว่าการได้ถ่ายทอดออกมาจะทำให้เขาได้ทบทวนและเข้าใจอะไรได้มากขึ้นบ้าง เขาจึงเล่าเรื่องอย่างจริงใจโดยไม่ตัดสินอะไร เขียนแง่มุมน่าสนใจหลายอย่างให้เราได้ถามตัวเอง เช่นในเวลาแห่งความเป็นความตายเช่นนั้น มนุษย์จะยังเหลือศีลธรรมในใจแค่ไหน และด้วยอาชีพทางด้านหนังสือของผู้เขียน เขาเล่าเรื่องได้น่าประทับใจ
ยิ่งเราขึ้นที่สูงขึ้นไป อากาศก็จะเบาบางลง แต่ในอากาศที่บางเบานี้ ผู้เขียนเล่าเรื่องได้อ่านสนุกและน่าจะได้บางแง่มุมที่น่าสนใจติดในใจผู้อ่าน ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้สนใจเรื่องการปีนเขาหรือผจญภัยมาก่อนเลยก็ตาม
เกี่ยวกับผู้เขียน Jon Krakauer จอน คราเคาเออร์ เขียนหนังสือลงนิตยสาร Outside มีผลงานหนังสือคือ Eigen Dreams: Ventures Among Men and Mountains และ Into the Wild พักอยู่ที่ซีแอตเทิล
INTO THIN AIR : Jon Krakauer
ISBN 0-385-49208-1 Anchor 378 pages, $7.99
ไต่ฟ้ากระชากฝัน จอน คราเคาเออร์ แปลโดย อินทนนท์ มติชน ๒๕๔๕
Copyright © 2002 faylicity.com
"ณ. ระดับความสูงตั้งแต่ 25,000 ฟุตขึ้นไป ผลจากความกดอากาศต่ำต่อร่างกายคนเราจะรุนแรง จนกระทั่งการปีนเขาที่ยากเย็นมากๆนั้นเป็นไปไม่ได้ และผลที่ตามมาจากพายุแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจมีผลร้ายแรงถึงแก่ชีวิต นอกจากนั้น โอกาสประสบความสำเร็จซึ่งมีอยู่น้อยนิด จะมีได้ก็ต่อเมื่อสภาวะอากาศและหิมะต้องเหมาะสมที่สุด และ[เมื่อการขึ้นถึงยอดเอเวอเรสต์อยู่.. -Fay]ในช่วงสุดท้ายของการเดินทาง เราไม่อยู่ในฐานะจะเลือกวัน [ที่จะปีนขึ้นถึงยอด] ได้"
Upon That Mountain (1938) . . . Eric Shipton
I quickly came to understand that climbing Everest was primarily about enduring pain. And in subjecting ourselves to wek after week of toil, tedium, and suffering, it struck me that most of us were probably seeking, above all else, something like a state of grace.
Into Thin Air . . . Jon Krakauer
|