* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก
 
book BREAKFAST AT TIFFANY'S : Truman Capote

Book Coverชีวิตของเราแต่ละคนคงเป็นเหมือนบันทึกเรื่องราวร้อยพันอย่าง บางเหตุการณ์ก็ผ่านไปเนิ่นนานจนเป็นเหมือนภาพที่เราเคยได้เห็น แต่ดูเหมือนจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับเราโดยตรงอีกแล้ว Breakfast at Tiffany's ก็เป็นเรื่องเล่าของหนึ่งบทบันทึกของผู้เขียน ที่เล่าถึงฮอลลี โกไลท์ลี ได้อย่างน่าประทับใจ และแม้ว่าภาพของฮอลลีจะไม่เกี่ยวข้องกับเราโดยตรง ชีวิตชีวาของเธอก็อดจะทำให้รู้สึกผูกพันไปด้วยไม่ได้ และที่เป็นอย่างนี้ได้ก็คงมาจากความสามารถของผู้เขียน ที่เล่าเรื่องในจังหวะที่พอเหมาะพอดี จนทำให้บันทึกเรื่องนี้มีความหมายกับใจ

เรื่องสั้นเรื่องนี้เล่าโดยชายที่เคยรู้จักฮอลลี เขาหวนนึกถึงฮอลลี่ขึ้นมาเมื่อได้ยินข่าวของเธออีกครั้ง จึงได้เขียนเรื่องนี้ขึ้น ผู้เล่าเคยอยู่อพาร์ตเมนท์เดียวกับฮอลลีในเมืองนิวยอร์ค สมัยนั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ฮอลลีมักจะกลับบ้านดึกดื่นมากับชายไม่ซ้ำหน้า และต้องรบกวนให้ผู้เล่าต้องมาเปิดประตูให้เธอเสมอ เพราะเธอทำกุญแจหาย ฮอลลีอายุสิบเก้าปี เป็นสาวสวย รูปร่างดี และแต่งกายดี เธอแต่งกายเรียบง่ายเสมอ แต่รสนิยมที่ดีในความเรียบง่ายนั้นยิ่งขับให้ตัวเธอเองดูเปล่งประกายออกมาจากเสื้อผ้าที่เธอใส่ ใครที่เห็นฮอลลี่อาจจะนึกว่าเธอเป็นนางแบบหรือนักแสดง เว้นแต่เวลาทำงานที่ผิดปกติของเธอเท่านั้น ที่จะทำให้รู้ได้ว่าเธอไม่มีอาชีพเช่นนั้น ฮอลลีสูบบุหรี่ ชอบอ่านแทปลอยด์ และคอลัมน์ดูดวง เธอมีแมวหนึ่งตัว และบางคราวเธอก็เล่นกีตาร์และร้องเพลง อย่างเพลง

Don't wanna sleep, Don't wanna die
Just wanna go a-travelin' through the pastures of the sky

เราได้รู้จักฮอลลีไปกับผู้เล่า และไม่ว่าคุณจะรักเธอหรือไม่ก็ตาม ฮอลลีเป็นตัวละครที่จะอยู่ในใจเรา เพราะเธอมีเสน่ห์เหลือเกิน หรือหากจะพูดอีกอย่างก็เรียกได้ว่า เพราะการเขียนของคาโพทีมีเสน่ห์เหลือเกินนั่นเอง

ความคิดแรกที่ทำให้อ่านเรื่องนี้ มิใช่เพราะความโรแมนติคจากชื่อเสียงของหนังเรื่องนี้ แต่เพราะชื่อเสียงของผู้เขียน ทรูแมน คาโพทีเอง ที่เขียนอาชญนิยายอิงจากเรื่องจริงอันโด่งดัง เรื่อง In Cold Blood อันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดในปี 1959 ในเมืองเล็กๆ ในแคนซัส ที่ทุกคนในครอบครัวหนึ่งถูกสังหารในบ้าน โดยดูจะไม่มีแรงจูงใจใดๆ ทั้งสิ้น คาโพทีเขียนเกี่ยวกับคดีและการสืบสวนจนถึงแดนประหาร โดยเขียนเป็นตอนๆ ลงใน The New Yorker และเขียนได้ดีมาก เขาเปิดเรื่องในหน้าแรกๆ ว่า "ในตอนนั้น ไม่มีใครที่หลับใหลอยู่ในเมืองโฮลคอมบ์ได้ยินเสียงกระสุนปืนสี่นัด ที่จบชีวิตมนุษย์หกชีวิตลง" คาโพทีรวมสองชีวิตของฆาตกรที่ถูกประหารในภายหลังลงไปด้วย ด้วยเหตุนี้ เมื่อได้รู้ว่าเขาเป็นผู้เขียน Breakfast at Tiffany's จึงเกิดความอยากรู้ว่าเขาจะเขียนเรื่องโรแมนติคได้เป็นอย่างไร

คำตอบส่วนตัวจากข้อสงสัยนี้ก็คือคาโพทีเป็นนักเขียนที่ดีมีชั้นเชิงมาก ทิฟฟานีเป็นเรื่องโรแมนติคที่ไม่ฟูมฟาย ความรักในเรื่องถูกเก็บซ่อนไว้มิดชิด และหากจะเรียกว่าเรื่องสั้นนี้เป็นเรื่องรัก ก็ดูจะไม่ถูกต้องเท่าที่ควร เรื่องนี้คือเรื่องของฮอลลีมากกว่า และอารมณ์ในเรื่องก็ทำให้ความรู้สึกต่อฮอลลีนี้จับใจ ผู้เล่าเขียนถึงฮอลลีอย่างไม่ได้ใส่ความรู้สึกลงไปมากนัก เป็นเพียงแต่การเล่าถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้ว จนไม่ทำให้เกิดความทุรนทุราย หรือความรู้สึกอันรุนแรงใดๆ ในใจได้ ข้อนี้ทำให้เรื่องนี้นิ่งลงอย่างสงบงดงาม ผู้เขียนยังเล่าเรื่องแต่น้อย เราได้เห็นเพียงภาพบางภาพบางมุมของฮอลลี แต่เศษชิ้นส่วนทั้งหมดกลับวางเรียงเป็นภาพเต็มที่สวย การเขียนของคาโพทีในเรื่อง หากจะกล่าวไปก็คล้ายอย่างการแต่งตัวของฮอลลี ที่เป็นความเรียบง่าย แต่ในความเรียบง่ายนี้เอง ทำให้ตัวตนของฮอลลีเจิดจ้ามีชีวิตชีวาจากในเนื้อเรื่องธรรมดานี้ วิธีการเล่าเรื่องเช่นนี้ทำให้อดนึกถึง นิค ผู้เล่าเรื่องแกสบี้ไม่ได้ เพราะอารมณ์ในเรื่องคล้ายคลึงกันตรงที่ผู้เขียนพยายามไม่ใส่ความรู้สึกส่วนตัวลงไป และเล่าข้อเท็จจริงเท่าที่เห็นให้ผู้อ่านได้ตัดสินเอาเอง แต่เนื้อเรื่องก็น่าสนใจและน่าติดตาม ผู้เล่านั้นหลบตัวเองให้อยู่ในความมืด และปล่อยให้แสงไฟจับอยู่ที่ฮอลลีแต่ผู้เดียว เราจึงแทบจะไม่รู้จักผู้เล่าเลย และไม่รู้แม้แต่ชื่อ แต่คาโพทีก็ซ่อนรอยไว้อย่างน่ารักว่าผู้เล่าในเรื่องอาจจะตั้งใจให้หมายถึงตัวเขาเองจริงๆ เพราะผู้เล่าเกิดวันที่ 30 กันยายน ซึ่งเป็นวันเกิดเดียวกับคาโพทีนั่นเอง

เรื่องนี้ยังสะท้อนภาพชีวิตดิ้นรนในเมือง ผู้เล่าเป็นนักเขียนที่ฝันอยากมีเรื่องตีพิมพ์ ฮอลลีใฝ่หาที่ๆ จะเป็นที่ของเธอ อพาร์ตเมนท์ของฮอลลีนั้นว่างเปล่า แทบไม่มีสิ่งของอันใด ดูเหมือนว่าเธอเพิ่งย้ายเข้ามา หรือกำลังจะย้ายออกไปได้ทุกเวลา แม้แต่แมวของเธอก็ไม่ได้รับการตั้งชื่อให้ ฮอลลีบอกว่า "ฉันจะไม่ซื้อข้าวของอะไรทั้งนั้น จนกว่าฉันจะเจอที่ๆ ตัวฉันกับข้าวของพวกนั้นจะอยู่ด้วยกันได้ ฉันยังไม่รู้ว่าที่นั้นอยู่ไหนหรอกนะ แต่ฉันรู้ว่าที่นั่นควรจะเป็นอย่างไร ... มันจะเป็นเหมือนทิฟฟานี่" ฮอลลีไม่ได้คลั่งไคล้เครื่องเพชร แต่สำหรับเธอแล้ว ในวันที่เลวร้ายหรือหวาดกลัวหรือสิ้นหวัง สิ่งที่ดีที่สุดคือการนั่งแท็กซี่ไปที่ทิฟฟานี่ ซึ่งจะทำให้เธอสงบลงได้ทันใด ความเงียบและความโอ่อ่าแพรวพราวของทิฟฟานี่ทำให้รู้ว่าไม่มีวันที่ความเลวร้ายจะเกิดขึ้นในสถานที่แบบนี้ และฮอลลีฝันว่าสักวันเธอจะได้พบที่ของเธอเช่นนั้น

ภาพปกของหนังสือเล่มนี้ของ Vintage ทำได้สวยน่าประทับใจ สีฟ้าเป็นสีประจำร้านของทิฟฟานี ภาพพื้นจางๆ คือภาพหน้าร้านทิฟฟานี่ และภาพนกที่กำลังบินทำให้นึกถึงคำพูดของฮอลลี ที่ว่าอย่าได้ตกหลุมรักอะไรที่ไม่เชื่อง เพราะยิ่งรักมากเท่าไร สิ่งนั้นก็จะยิ่งบินหนีไปบนฟ้า และท้ายที่สุด คุณก็จะพบว่าคุณจะได้แต่จ้องมองไปบนฟ้าเท่านั้น ใครที่หลงรักฮอลลีก็อาจจะตกอยู่ในสภาพเดียวกัน ที่อาจจะได้แต่มองฟ้าและคิดว่าเธอจะเป็นอย่างไร แต่ฮอลลีก็คงบอกเราว่าการมองฟ้าก็ยังดีกว่าการมีชีวิตที่ว่างเปล่า ผู้เล่าหวังว่าถึงวันนี้ ฮอลลีจะได้พบที่ของเธอแล้ว เราก็คงหวังอย่างนั้นเช่นกัน

ภายในเล่มยังมีเรื่องสั้นอีกสามเรื่อง คือ House of Flowers, A Diamond Guitar ซึ่งทั้งสองเรื่องไม่มีอะไรน่าสนใจนัก และหากจะไม่อ่านก็ไม่เป็นไร เรื่องแรกเป็นเรื่องกึ่งนิทานที่เกี่ยวกับความรัก เรื่องที่สองเป็นเรื่องของนักโทษ เรื่องสั้นเรื่องที่สามที่เป็นเรื่องสุดท้ายในเล่มคือ A Christmas Memory เป็นเรื่องสั้นที่เนื้อหาจับใจมากที่ไม่อยากให้คุณพลาดอย่างยิ่ง เรื่องนี้เขียนเล่ารำลึกถึงตัวคาโพทีเองในวัยเด็ก ที่เขาถูกส่งไปอยู่กับญาติ ในเรื่องบอกความทรงจำในช่วงคริสต์มาสของเด็กวัยเจ็ดปี กับญาติที่เป็นหญิงวัยหกสิบปี ความสัมพันธ์ของทั้งคู่น่าประทับใจมาก เรื่องสั้นเรื่องนี้ถือกันว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของคาโพที และหากคุณได้อ่านก็จะไม่สงสัยเลยว่าทำไม

* ภาพยนตร์ Breakfast at Tiffany's ออกฉายในปี 1961 คาโพทีได้เลือกให้มาริลีน มอนโรแสดงบทของฮอลลี แต่พาราเมาท์กลับเลือกให้ออเดรย์ เฮปเบิร์นมารับบทนี้แทน คาโพทีชื่นชมมอนโรมาก และเห็นว่าบุคลิกของมอนโรใกล้เคียงกับฮอลลีมากกว่า คาโพทีไม่พอใจที่หนังดัดแปลงตอนจบของเรื่อง จนเรื่องจบลงด้วยความสุข ซึ่งเป็นการเปลี่ยนเนื้อหาของเรื่องไปโดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม หนังเรื่องนี้ก็เป็นหนังที่ดีมากและถือเป็นหนังคลาสสิคอีกเรื่องหนึ่ง หนังเรื่องนี้เป็นที่รักของคนมากมาย แต่ฉันกลับชอบบทจบในหนังสือมากกว่า เพราะทำให้จดจำฮอลลีในแบบที่เธอเป็นไปได้อย่างน่าประทับใจมากกว่า
 

เกี่ยวกับผู้เขียน Truman Capote   (1924 - 1984) เกิดที่นิวออร์ลีนส์ เขียนนิยายเรื่องแรก Other Voices, Other Rooms (1948) ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยดีทั้งการขายและคำวิจารณ์ จนทำให้เขาเป็นที่รู้จักทั่วไป ต่อมาเขาเขียนเรื่องสั้น บทความท่องเที่ยว บทความทั่วไป และบทสัมภาษณ์ใน The New Yorker และนิตยสารอื่น งานที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด คือ Breakfast at Tiffany's (1958) ถึงแม้คนส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าเขียนโดยเขาก็ตาม แต่ผลงานที่ถือว่าดีที่สุดของเขาคือ In Cold Blood (1965) ซึ่งเขียนถึงคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นจริง ผลงานเกือบทุกชิ้นของเขาประสบความสำเร็จในการขาย และชื่อเสียงส่วนหนึ่งก็มาจากการปรากฎตัวในสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ คาโพทีเป็นนักเขียนอเมริกันที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

BREAKFAST AT TIFFANY'S : Truman Capote
ISBN 0-679-74565-3 Vintage 178 pages $11

"But you can't give your heart to a wild thing: the more you do, the stronger they get. Until they're strong enough to run into the woods. Or fly into a tree. Then a taller tree. Then the sky. That's how you'll end up, Mr. Bell. If you let yourself love a wild thing. You'll end up looking at the sky."
BREAKFAST AT TIFFANY'S . . . Truman Capote

Copyright © 2001 faylicity.com

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔