| พิษทักษิณ : ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา (บรรณาธิการ) |
ความเจริญของประเทศนั้น หมายถึงความเจริญของประชาชนเป็นส่วนรวมสม่ำเสมอทั้งประเทศ ในบทนำ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา บอกไว้ชัดเจนแต่ต้นว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีขึ้นด้วยเจตนาในการทำลายพรรคไทยรักไทย และเอื้อประโยชน์ให้พรรคประชาธิปัตย์ "เพราะเป็นที่แน่ชัดว่า ความสำเร็จทางการเมืองของพรรคไทยรักไทยนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลสืบเนื่องโดยตรงจากความล้มเหลวของพรรคประชาธิปัตย์ในการจัดการบริหารประเทศ"
รัฐบาลชุดไทยรักไทยเข้ามาบริหารประเทศด้วยการระดมปฏิบัตินโยบายต่างๆ ที่เป็นรูปธรรมชัดเจน กระตุ้นเศรษฐกิจ จนทำให้ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจของไทยเปลี่ยนโฉมหน้ากลายเป็นภาวะการจับจ่ายบริโภคอย่างร่าเริงอีกครั้งอย่างตอนนี้ กระแสความชื่นชมในรัฐบาลและตัวนายกรัฐมนตรีมีสูงมาก ก่อนจะอยู่ในภาวะ "ขาลง" อย่างที่หลายสื่อมวลชนเรียกขานเมื่อไม่นานมานี้ เนื่องจากหลายคำถามที่คนเริ่มสงสัยกับรัฐบาลชุดนี้ เช่นความไม่ชัดเจนในกรณีปราบปรามยาเสพติดที่ส่งผลให้มีคนตายสูงถึง 2,500 คน ที่นอกจากคนในประเทศจะอยากรู้แล้ว ยังเป็นเรื่องที่ทำให้นานาประเทศตั้งคำถามต่อเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และคำว่า "ฆ่าตัดตอน" ก็ดูจะไม่เพียงพอในการตอบคำถามเรื่องกรณีการตายทั้งหมดนี้ ปัญหาการปกปิดเรื่องไข้หวัดนก ทำให้มีคำถามว่ารัฐบาลเป็นห่วงเรื่องเศรษฐกิจของนายทุนมากกว่าชีวิตของประชาชนใช่หรือไม่ การดำเนินนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะนโยบายที่สร้างความมั่งคั่งและเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนบางกลุ่ม ทำให้คนเริ่มสงสัยในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย ตัวเลขหนี้สินที่สูงขึ้นมากต่อครัวเรือน ทำให้คนเริ่มมีคำถามว่าเศรษฐกิจแบบที่เป็นอยู่นี้จะยั่งยืนจริงหรือ มีคำถามต่อนโยบายประชานิยมเช่น กองทุนหมู่บ้าน ว่าเป็นการช่วยเหลือ หรือเพิ่มหนี้สินให้ชาวบ้าน การที่นายกรัฐมนตรีไม่ฟังเสียงวิจารณ์และบอกอยู่เสมอว่าตนเองเท่านั้นที่รู้จริงกว่าคนอื่น แต่การเปลี่ยนแปลงคำพูดในเรื่องเดียวกันในระดับความถี่แบบรายวัน ก็ทำให้ผู้คนเริ่มสงสัย ตั้งแต่ปัญหาภาคใต้ที่บอกว่าเป็นเรื่องของแก๊งโจรกระจอก จนเรื่องการซื้อทีมบอลลิเวอร์พูลรวมไปถึงเรื่องหวยพันล้าน ก็ทำให้คนบางส่วนอดรู้สึกไม่ได้ว่ารัฐบาลก็พูดอะไรให้คนสบายใจไปก่อนไปวันๆ หรือพูดตามแต่จะคิดอะไรออกไปวันๆ เท่านั้น ชวนให้นึกถึงประโยคของสกาเล็ต โอฮารา ในเรื่อง วิมานลอย ว่า Tomorrow is another day. พิษทักษิณ มีคำถามต่อรัฐบาลชุดนี้เช่นกัน และได้ไปสนทนากับบุคคลและนักคิดต่างๆ (ดูสารบัญที่ท้ายหน้านี้) เพื่อจะทำความเข้าใจกับผลกระทบทางเศรษฐกิจการเมืองและสังคม ภายใต้รัฐบาลทักษิณ ในเล่มเริ่มด้วย แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่บอกเล่าโดย ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล ได้น่าอ่านอย่างยิ่ง "เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญา ต้องปรับทั้งวิถีชีวิต เพื่อต้านทานกับความโลภที่ไร้เหตุผล ซึ่งสู้ยากมาก เพราะคนถูกกระตุ้นให้เกิดกิเลสทุกวัน ถ้าสื่อไม่มีโฆษณาก็อยู่ไม่ได้ สื่อเลยต้องป้อนแต่กิเลสตัณหา" "สำคัญที่ผู้นำต้องนำ นำเรื่องการประหยัดไหม นำเรื่องความเป็นไทยไหม" จากเศรษฐกิจพอเพียง เรามาสู่ภาคเกษตรกรรมโดยฟัง ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม จากภาคเกษตรพูดถึงปัญหาของเกษตรกรไทย แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงกับเกษตรกร และให้ความเห็นต่อนโยบายประชานิยมต่างๆ ของรัฐบาลได้น่าฟังว่า "ประการสำคัญก็คือ นอกจากเราจะไม่ใช้ปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคเกษตรเพื่อแก้ปัญหาแล้ว เรายังหันไปใช้ระบบธุรกิจที่ทำให้คนเข้าสู่กระแสบริโภคนิยมเสียอีก ทีนี้เมื่อภาคเกษตรเข้าสู่กระแสบริโภคนิยม นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาให้ภาคเกษตรแล้ว ยังทำให้ภาคธุรกิจได้รับการพัฒนา และสร้างปัญหาให้ภาคเกษตรมากขึ้น เพราะเราบริโภคมากกว่าสิ่งที่เราผลิตได้" ความเห็นของ ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ในเรื่องนโยบายต่างประเทศภายใต้รัฐบาลทักษิณ โดยเฉพาะในเรื่องข้อตกลงการค้าเสรี ต้องบอกว่าควรอ่านกันอย่างยิ่ง ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ เป็นนักวิชาการที่เขียนหนังสือได้ตรงประเด็นชัดเจน อ่านสนุก และเข้าใจง่าย เขาบอกเรื่องคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายให้เข้าใจง่ายๆ ตรงไปตรงมา ดร. สมเกียรติวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าหุ้นที่มีเส้นสายทางการเมือง มีผลประกอบการเฉลี่ยสูงกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดถึง 141% พิภพ ธงไชย ให้ความเห็นต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชน ว่า "คุณทักษิณยังไม่เคยเข้าร่วมขบวนการต่อสู้ของภาคประชาชน และเติบโตมาจากการเป็นตำรวจ ซึ่งผลการวิจัยบอกว่าอาชีพนี้ละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุด ท่านจึงรับไม่ได้เรื่องสิทธิมนุษยชน รับไม่ได้เรื่องกระบวนการมีส่วนร่วม และรับไม่ได้เรื่องการกระจายอำนาจ เพราะติดการบริหารแบบสั่งตรงของซีอีโอ" "ผมมองว่าคุณทักษิณมีศักยภาพในการทำงาน คิดเร็ว ทำเร็ว ท่านสามารถเป็นรัฐบุรุษได้ ท่านรวยมหาศาลแล้ว แต่น่าเสียดายที่ท่านไม่ใช่ความได้เปรียบนี้ บริหารประเทศให้ตัวเองได้เป็นรัฐบุรุษ ถึงร่ำรวยจากการผูกขาด แต่คนไทยไม่ถือ เพราะมองว่าไม่ผิดกฎหมาย ท่านหยุดรวยได้ไหม ไม่ต้องเอาเงินส่วนตัวมาให้ประเทศชาติ แต่ควรจะทำงานอย่างโปร่งใส ไม่ให้มีคนระแวงว่าท่านจะเอาผลประโยชน์ของชาติมาเสริมความรวยให้ตัวเอง" ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ให้ความเห็นในเรื่องสื่อมวลชนไทยภายใต้รัฐบาลทักษิณ ฉลาดชาย รมิตานนท์ ให้ความเห็นเรื่องการเมืองไทยได้น่าฟังหลายๆ เรื่อง "ข้อมูลหลายอย่างในบ้านเราเปิดเผยไม่ได้ ฉะนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่คนไทยจะรู้เท่าทันอะไร เราพูดเพื่อให้ฟังแล้วดูดี แต่ทั้งคนไทยและสังคมไทยต้องอาศัยข้อมูลที่ชัดเจนโปร่งใส เพื่อช่วยทำให้สามารถตัดสินใจได้ และช่วยให้ฉลาดขึ้นได้ แต่ที่ผ่านมา คนไทยและสังคมไทยแทบจะไม่มีโอกาสได้รับข้อมูลข่าวสาร ปัจจุบันยิ่งแล้วใหญ่ เพราะมีการปิดกั้นข้อมูลอย่างมหาศาล เขียนอะไรก็ไม่ได้ เดี๋ยวถูกเซ็นเซอร์ ที่สำคัญคือ หนังสือพิมพ์ก็เซ็นเซอร์ตัวเอง เพราะถ้าไม่เซ็นเซอร์ตัวเองเดี๋ยวอยู่ไม่ได้" ปกป้อง จันวิทย์ และ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ วิเคราะห์รัฐบาลไทยรักไทยได้น่าสนใจ หนังสือเล่มนี้จบด้วยบทแปลบทความข่าว 3 บทความจากสื่อดังๆ ของโลก ที่น่าจะเป็นเสียงสะท้อนว่าสื่อต่างชาติคิดอย่างไรกับรัฐบาลของเรา ผู้ที่สนใจบทความเพิ่มเติม อาจไปอ่าน Editor Critical of Thai Leader Loses His Job (February 23, 2004) เกี่ยวกับการปลด วีระ ประทีปชัยกูร บรรณาธิการบางกอกโพสต์ และ Bold Thai Leader Faces Growing Criticism -- His Rough Style and Financial Deals Anger Some (March 14, 2004) ทั้งสองบทความเขียนลงใน นิวยอร์กไทมส์ โดย Jane Perlez ในเรื่องคำกล่าวอ้างที่ว่านโยบายรัฐบาลเอื้อประโยชน์กับครอบครัวของนายกรัฐมนตรีนั้น จักรภพ เพ็ญแข โฆษกรัฐบาลกล่าวว่า "นายกรัฐมนตรีต้องการให้เศรษฐกิจดี เพราะทุกคนจะได้รับประโยชน์ไปด้วย ท่านเปรียบเศรษฐกิจกับถังน้ำ เวลาฝนตก ถังใบใหญ่ก็เก็บน้ำได้มากกว่า ถังใบเล็กก็เก็บได้น้อยกว่า" หนังสือเล่มนี้น่าอ่านมาก อ่านเพลินและยังได้สาระมุมมองที่น่าสนใจ ทุกบททุกตอนในเล่มนี้น่าอ่าน หากจะมีข้อด้อยอยู่บ้างก็ที่บทความของ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ที่ใช้ภาษาของบทความวิชาการ จนกระทั่งไม่สามารถแสดงประเด็นที่ชัดเจนที่ต้องการจะสื่อได้ (อาจเป็นเพราะว่าความชัดเจนถูกกักกันอยู่ในศัพท์แสงของภาษาเฉพาะทางวิชาการ) จึงรู้สึกว่าหลายๆ ครั้งอ่านแล้วต้องอ่านซ้ำเพื่อแปลเป็นภาษาไทยอีกรอบหนึ่ง สิ่งนี้ค่อนข้างขัดแย้งกับบทความอื่นๆ ในเล่มทั้งหมด ที่เป็นภาษาพูด และแม้เป็นนักวิชาการ แต่ก็สื่อออกมาให้เข้าใจง่ายด้วยถ้อยคำธรรมดาๆ โดยเฉพาะเมื่อตามหลังจากบทความของ ปกป้อง จันวิทย์ ที่ดีมาก ก็ทำให้ความแตกต่างชัดเจนมากขึ้น ตัวอย่างของภาษาที่พิชญ์ใช้ที่อ่านแล้วต้องแปลซ้ำ ก็เช่น "ขีดจำกัดประการที่สองในการวิพากษ์วิจารณ์ระบอบทักษิณในฐานะที่เป็นระบอบเผด็จการนั้นได้แก่ การละเลยที่จะสนใจปฏิบัติการเชิงอำนาจที่ทำงานอยู่ ทั้งในระดับการใช้กำลังบังคับและการสร้างความยินยอมพร้อมใจในปริมณฑลของประชาสังคม ที่ทำให้รัฐบาลนั้นยังได้รับความนิยมและความชอบธรรมในการดำรงอยู่ในอำนาจ ซึ่งในความหมายนี้ รัฐนั้นมีปริมณฑลที่ครอบคลุมทั้งชุมชนทางการเมืองและประชาสังคม ซึ่งทำให้การครองความคิดนั้นได้รับการคุ้มครองโดยการใช้กำลังบังคับ และรัฐไม่จำเป็นต้องแสดงบทบาทของการใช้กำลังบังคับในลักษณะที่ไม่ได้รับความยินยอมจากประชาชน ซึ่งการทำให้ดูเหมือนว่ารัฐนั้นลดบทบาทในการใช้กำลังอำนาจลดลงนั้น ในความจริงแล้วไม่ได้สะท้อนถ่ายให้เห็นว่าชนชั้นนายทุนนั้นลดพลังอำนาจในการครอบงำและควบคุมรัฐลงแต่ประการใด" แต่โดยรวมแล้ว พิษทักษิณเป็นหนังสือที่ดีมากเล่มหนึ่ง ประชาชนไทยควรอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้ที่มีความสุขดีกับสภาพที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองปัจจุบัน ผู้ที่ไม่เดือดร้อนใจ และไม่เห็นว่าบ้านเมืองจะมีปัญหาอันใด ผู้ที่รู้สึกว่าเศรษฐกิจกำลังไปได้ดี ก็ยิ่งน่าจะต้องได้ไปอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างที่สุด แม้ว่าอ่านแล้วจะไม่ได้เห็นด้วย แต่ก็เป็นการขยายความคิดให้ได้กว้างไปกว่าเดิม การอ่านจึงอาจเป็นการล้างพิษที่แท้แห่งความไม่รู้ที่อยู่ในตัวเรา
เกี่ยวกับบรรณาธิการ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา พิษทักษิณ : ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา (บรรณาธิการ)
สารบัญ จากเวียงวังสู่คลังนา
จากสนามรบบรรจบสนามการค้า
จากการมีส่วนร่วมของประชนชนและเสรีภาพสื่อมวลชน สู่การต่อสู้ของกลุ่มทุนไทย
กรอบคิดใหม่ในการวิเคราะห์รัฐบาลไทยรักไทย
ประเทศไทยไม่ใช่บริษัท
เสียงสะท้อนต่อรัฐบาลไทย จากสื่อยักษ์ใหญ่ระดับโลก
Copyright © 2004 faylicity.com ความจริงมันไม่ใช่สิ่งที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติ แล้วรอให้คนเข้าไปค้นพบแล้วผลิตคำอธิบายมัน แต่ความจริงมันเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นต่างหาก ซึ่งกระบวนการสร้างความจริงมันก็หลีกหนีการใส่อุดมการณ์ ความเชื่อ ค่านิยม และวิธีมองโลกของคนสร้างไปไม่พ้น ความแตกต่างของข้อสมมติที่เป็นพื้นฐานของทฤษฎีนั้นๆ รวมถึงระเบียบวิธีศึกษาที่แตกต่างกัน เป็นตัวที่ทำให้ความจริงที่ถูกสร้างขึ้นมีความแตกต่างกัน |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๗ |