* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน
 
book พิษทักษิณ : ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา (บรรณาธิการ)
ความเจริญของประเทศนั้น หมายถึงความเจริญของประชาชนเป็นส่วนรวมสม่ำเสมอทั้งประเทศ

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 20 กรกฎาคม 2510


Bookในบทนำ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา บอกไว้ชัดเจนแต่ต้นว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีขึ้นด้วยเจตนาในการทำลายพรรคไทยรักไทย และเอื้อประโยชน์ให้พรรคประชาธิปัตย์ "เพราะเป็นที่แน่ชัดว่า ความสำเร็จทางการเมืองของพรรคไทยรักไทยนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลสืบเนื่องโดยตรงจากความล้มเหลวของพรรคประชาธิปัตย์ในการจัดการบริหารประเทศ"

รัฐบาลชุดไทยรักไทยเข้ามาบริหารประเทศด้วยการระดมปฏิบัตินโยบายต่างๆ ที่เป็นรูปธรรมชัดเจน กระตุ้นเศรษฐกิจ จนทำให้ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจของไทยเปลี่ยนโฉมหน้ากลายเป็นภาวะการจับจ่ายบริโภคอย่างร่าเริงอีกครั้งอย่างตอนนี้ กระแสความชื่นชมในรัฐบาลและตัวนายกรัฐมนตรีมีสูงมาก ก่อนจะอยู่ในภาวะ "ขาลง" อย่างที่หลายสื่อมวลชนเรียกขานเมื่อไม่นานมานี้ เนื่องจากหลายคำถามที่คนเริ่มสงสัยกับรัฐบาลชุดนี้

เช่นความไม่ชัดเจนในกรณีปราบปรามยาเสพติดที่ส่งผลให้มีคนตายสูงถึง 2,500 คน ที่นอกจากคนในประเทศจะอยากรู้แล้ว ยังเป็นเรื่องที่ทำให้นานาประเทศตั้งคำถามต่อเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และคำว่า "ฆ่าตัดตอน" ก็ดูจะไม่เพียงพอในการตอบคำถามเรื่องกรณีการตายทั้งหมดนี้ ปัญหาการปกปิดเรื่องไข้หวัดนก ทำให้มีคำถามว่ารัฐบาลเป็นห่วงเรื่องเศรษฐกิจของนายทุนมากกว่าชีวิตของประชาชนใช่หรือไม่ การดำเนินนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะนโยบายที่สร้างความมั่งคั่งและเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนบางกลุ่ม ทำให้คนเริ่มสงสัยในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย

ตัวเลขหนี้สินที่สูงขึ้นมากต่อครัวเรือน ทำให้คนเริ่มมีคำถามว่าเศรษฐกิจแบบที่เป็นอยู่นี้จะยั่งยืนจริงหรือ มีคำถามต่อนโยบายประชานิยมเช่น กองทุนหมู่บ้าน ว่าเป็นการช่วยเหลือ หรือเพิ่มหนี้สินให้ชาวบ้าน การที่นายกรัฐมนตรีไม่ฟังเสียงวิจารณ์และบอกอยู่เสมอว่าตนเองเท่านั้นที่รู้จริงกว่าคนอื่น แต่การเปลี่ยนแปลงคำพูดในเรื่องเดียวกันในระดับความถี่แบบรายวัน ก็ทำให้ผู้คนเริ่มสงสัย ตั้งแต่ปัญหาภาคใต้ที่บอกว่าเป็นเรื่องของแก๊งโจรกระจอก จนเรื่องการซื้อทีมบอลลิเวอร์พูลรวมไปถึงเรื่องหวยพันล้าน ก็ทำให้คนบางส่วนอดรู้สึกไม่ได้ว่ารัฐบาลก็พูดอะไรให้คนสบายใจไปก่อนไปวันๆ หรือพูดตามแต่จะคิดอะไรออกไปวันๆ เท่านั้น ชวนให้นึกถึงประโยคของสกาเล็ต โอฮารา ในเรื่อง วิมานลอย ว่า Tomorrow is another day.

พิษทักษิณ มีคำถามต่อรัฐบาลชุดนี้เช่นกัน และได้ไปสนทนากับบุคคลและนักคิดต่างๆ (ดูสารบัญที่ท้ายหน้านี้) เพื่อจะทำความเข้าใจกับผลกระทบทางเศรษฐกิจการเมืองและสังคม ภายใต้รัฐบาลทักษิณ ในเล่มเริ่มด้วย แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่บอกเล่าโดย ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล ได้น่าอ่านอย่างยิ่ง "เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญา ต้องปรับทั้งวิถีชีวิต เพื่อต้านทานกับความโลภที่ไร้เหตุผล ซึ่งสู้ยากมาก เพราะคนถูกกระตุ้นให้เกิดกิเลสทุกวัน ถ้าสื่อไม่มีโฆษณาก็อยู่ไม่ได้ สื่อเลยต้องป้อนแต่กิเลสตัณหา"

"สำคัญที่ผู้นำต้องนำ นำเรื่องการประหยัดไหม นำเรื่องความเป็นไทยไหม"
-- ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล

จากเศรษฐกิจพอเพียง เรามาสู่ภาคเกษตรกรรมโดยฟัง ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม จากภาคเกษตรพูดถึงปัญหาของเกษตรกรไทย แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงกับเกษตรกร และให้ความเห็นต่อนโยบายประชานิยมต่างๆ ของรัฐบาลได้น่าฟังว่า "ประการสำคัญก็คือ นอกจากเราจะไม่ใช้ปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคเกษตรเพื่อแก้ปัญหาแล้ว เรายังหันไปใช้ระบบธุรกิจที่ทำให้คนเข้าสู่กระแสบริโภคนิยมเสียอีก ทีนี้เมื่อภาคเกษตรเข้าสู่กระแสบริโภคนิยม นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาให้ภาคเกษตรแล้ว ยังทำให้ภาคธุรกิจได้รับการพัฒนา และสร้างปัญหาให้ภาคเกษตรมากขึ้น เพราะเราบริโภคมากกว่าสิ่งที่เราผลิตได้"

ความเห็นของ ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ในเรื่องนโยบายต่างประเทศภายใต้รัฐบาลทักษิณ โดยเฉพาะในเรื่องข้อตกลงการค้าเสรี ต้องบอกว่าควรอ่านกันอย่างยิ่ง

ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ เป็นนักวิชาการที่เขียนหนังสือได้ตรงประเด็นชัดเจน อ่านสนุก และเข้าใจง่าย เขาบอกเรื่องคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายให้เข้าใจง่ายๆ ตรงไปตรงมา ดร. สมเกียรติวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าหุ้นที่มีเส้นสายทางการเมือง มีผลประกอบการเฉลี่ยสูงกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดถึง 141%

พิภพ ธงไชย ให้ความเห็นต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชน ว่า "คุณทักษิณยังไม่เคยเข้าร่วมขบวนการต่อสู้ของภาคประชาชน และเติบโตมาจากการเป็นตำรวจ ซึ่งผลการวิจัยบอกว่าอาชีพนี้ละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุด ท่านจึงรับไม่ได้เรื่องสิทธิมนุษยชน รับไม่ได้เรื่องกระบวนการมีส่วนร่วม และรับไม่ได้เรื่องการกระจายอำนาจ เพราะติดการบริหารแบบสั่งตรงของซีอีโอ"

"ผมมองว่าคุณทักษิณมีศักยภาพในการทำงาน คิดเร็ว ทำเร็ว ท่านสามารถเป็นรัฐบุรุษได้ ท่านรวยมหาศาลแล้ว แต่น่าเสียดายที่ท่านไม่ใช่ความได้เปรียบนี้ บริหารประเทศให้ตัวเองได้เป็นรัฐบุรุษ ถึงร่ำรวยจากการผูกขาด แต่คนไทยไม่ถือ เพราะมองว่าไม่ผิดกฎหมาย ท่านหยุดรวยได้ไหม ไม่ต้องเอาเงินส่วนตัวมาให้ประเทศชาติ แต่ควรจะทำงานอย่างโปร่งใส ไม่ให้มีคนระแวงว่าท่านจะเอาผลประโยชน์ของชาติมาเสริมความรวยให้ตัวเอง"
-- พิภพ ธงไชย

ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ให้ความเห็นในเรื่องสื่อมวลชนไทยภายใต้รัฐบาลทักษิณ ฉลาดชาย รมิตานนท์ ให้ความเห็นเรื่องการเมืองไทยได้น่าฟังหลายๆ เรื่อง

"ข้อมูลหลายอย่างในบ้านเราเปิดเผยไม่ได้ ฉะนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่คนไทยจะรู้เท่าทันอะไร เราพูดเพื่อให้ฟังแล้วดูดี แต่ทั้งคนไทยและสังคมไทยต้องอาศัยข้อมูลที่ชัดเจนโปร่งใส เพื่อช่วยทำให้สามารถตัดสินใจได้ และช่วยให้ฉลาดขึ้นได้ แต่ที่ผ่านมา คนไทยและสังคมไทยแทบจะไม่มีโอกาสได้รับข้อมูลข่าวสาร ปัจจุบันยิ่งแล้วใหญ่ เพราะมีการปิดกั้นข้อมูลอย่างมหาศาล เขียนอะไรก็ไม่ได้ เดี๋ยวถูกเซ็นเซอร์ ที่สำคัญคือ หนังสือพิมพ์ก็เซ็นเซอร์ตัวเอง เพราะถ้าไม่เซ็นเซอร์ตัวเองเดี๋ยวอยู่ไม่ได้"
-- ฉลาดชาย รมิตานนท์

ปกป้อง จันวิทย์ และ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ วิเคราะห์รัฐบาลไทยรักไทยได้น่าสนใจ หนังสือเล่มนี้จบด้วยบทแปลบทความข่าว 3 บทความจากสื่อดังๆ ของโลก ที่น่าจะเป็นเสียงสะท้อนว่าสื่อต่างชาติคิดอย่างไรกับรัฐบาลของเรา ผู้ที่สนใจบทความเพิ่มเติม อาจไปอ่าน Editor Critical of Thai Leader Loses His Job (February 23, 2004) เกี่ยวกับการปลด วีระ ประทีปชัยกูร บรรณาธิการบางกอกโพสต์ และ Bold Thai Leader Faces Growing Criticism -- His Rough Style and Financial Deals Anger Some (March 14, 2004) ทั้งสองบทความเขียนลงใน นิวยอร์กไทมส์ โดย Jane Perlez

ในเรื่องคำกล่าวอ้างที่ว่านโยบายรัฐบาลเอื้อประโยชน์กับครอบครัวของนายกรัฐมนตรีนั้น จักรภพ เพ็ญแข โฆษกรัฐบาลกล่าวว่า "นายกรัฐมนตรีต้องการให้เศรษฐกิจดี เพราะทุกคนจะได้รับประโยชน์ไปด้วย ท่านเปรียบเศรษฐกิจกับถังน้ำ เวลาฝนตก ถังใบใหญ่ก็เก็บน้ำได้มากกว่า ถังใบเล็กก็เก็บได้น้อยกว่า"

ในภาพเศรษฐกิจน้ำหยดนี้ จักรภพบอกว่าใครที่มีถังใหญ่ในเศรษฐกิจ หรือพวกคนร่ำรวยนั่นเอง ก็ย่อมได้ "รางวัลใหญ่กว่า" แต่พวกที่มีถังใบเล็กก็พลอยได้ประโยชน์ไปด้วยเช่นกัน

สมเกียรติ (ตั้งกิจวานิชย์) ที่ได้ศึกษาการบริหารงานของรัฐบาลนี้ บอกว่า "ผมว่าทักษิณมีถังน้ำอยู่คนเดียว"
-- จาก Bold Thai Leader Faces Growing Criticism โดย Jane Perlez
จาก นิวยอร์กไทมส์ 14 มีนาคม 2547

หนังสือเล่มนี้น่าอ่านมาก อ่านเพลินและยังได้สาระมุมมองที่น่าสนใจ ทุกบททุกตอนในเล่มนี้น่าอ่าน หากจะมีข้อด้อยอยู่บ้างก็ที่บทความของ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ที่ใช้ภาษาของบทความวิชาการ จนกระทั่งไม่สามารถแสดงประเด็นที่ชัดเจนที่ต้องการจะสื่อได้ (อาจเป็นเพราะว่าความชัดเจนถูกกักกันอยู่ในศัพท์แสงของภาษาเฉพาะทางวิชาการ) จึงรู้สึกว่าหลายๆ ครั้งอ่านแล้วต้องอ่านซ้ำเพื่อแปลเป็นภาษาไทยอีกรอบหนึ่ง สิ่งนี้ค่อนข้างขัดแย้งกับบทความอื่นๆ ในเล่มทั้งหมด ที่เป็นภาษาพูด และแม้เป็นนักวิชาการ แต่ก็สื่อออกมาให้เข้าใจง่ายด้วยถ้อยคำธรรมดาๆ โดยเฉพาะเมื่อตามหลังจากบทความของ ปกป้อง จันวิทย์ ที่ดีมาก ก็ทำให้ความแตกต่างชัดเจนมากขึ้น ตัวอย่างของภาษาที่พิชญ์ใช้ที่อ่านแล้วต้องแปลซ้ำ ก็เช่น

"ขีดจำกัดประการที่สองในการวิพากษ์วิจารณ์ระบอบทักษิณในฐานะที่เป็นระบอบเผด็จการนั้นได้แก่ การละเลยที่จะสนใจปฏิบัติการเชิงอำนาจที่ทำงานอยู่ ทั้งในระดับการใช้กำลังบังคับและการสร้างความยินยอมพร้อมใจในปริมณฑลของประชาสังคม ที่ทำให้รัฐบาลนั้นยังได้รับความนิยมและความชอบธรรมในการดำรงอยู่ในอำนาจ ซึ่งในความหมายนี้ รัฐนั้นมีปริมณฑลที่ครอบคลุมทั้งชุมชนทางการเมืองและประชาสังคม ซึ่งทำให้การครองความคิดนั้นได้รับการคุ้มครองโดยการใช้กำลังบังคับ และรัฐไม่จำเป็นต้องแสดงบทบาทของการใช้กำลังบังคับในลักษณะที่ไม่ได้รับความยินยอมจากประชาชน ซึ่งการทำให้ดูเหมือนว่ารัฐนั้นลดบทบาทในการใช้กำลังอำนาจลดลงนั้น ในความจริงแล้วไม่ได้สะท้อนถ่ายให้เห็นว่าชนชั้นนายทุนนั้นลดพลังอำนาจในการครอบงำและควบคุมรัฐลงแต่ประการใด"
-- พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

แต่โดยรวมแล้ว พิษทักษิณเป็นหนังสือที่ดีมากเล่มหนึ่ง ประชาชนไทยควรอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้ที่มีความสุขดีกับสภาพที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองปัจจุบัน ผู้ที่ไม่เดือดร้อนใจ และไม่เห็นว่าบ้านเมืองจะมีปัญหาอันใด ผู้ที่รู้สึกว่าเศรษฐกิจกำลังไปได้ดี ก็ยิ่งน่าจะต้องได้ไปอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างที่สุด

แม้ว่าอ่านแล้วจะไม่ได้เห็นด้วย แต่ก็เป็นการขยายความคิดให้ได้กว้างไปกว่าเดิม การอ่านจึงอาจเป็นการล้างพิษที่แท้แห่งความไม่รู้ที่อยู่ในตัวเรา
 

เกี่ยวกับบรรณาธิการ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

พิษทักษิณ : ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา (บรรณาธิการ)
ISBN 974-92159-2-3 openbooks ๒๓๓ หน้า ราคา ๑๖๕ บาท

สารบัญ

จากเวียงวังสู่คลังนา
      เศรษฐกิจพอเพียง หัวใจเศรษฐกิจไทย ไม่ใช่ Dual Track ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล
      ภาคเกษตรกรรมไทย ภายใต้รัฐบาลทักษิณ ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม

จากสนามรบบรรจบสนามการค้า
      จุดหักเหนโยบายต่างประเทศไทยภายใต้รัฐบาลทักษิณ ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ
      คอร์รัปชั่นนโยบายภายใต้รัฐบาลทักษิณ ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

จากการมีส่วนร่วมของประชนชนและเสรีภาพสื่อมวลชน สู่การต่อสู้ของกลุ่มทุนไทย
      ประชาชนและการเมืองภาคประชาชนภายใต้รัฐบาลทักษิณ พิภพ ธงไชย
      สื่อมวลชนไทยภายใต้รัฐบาลทักษิณ ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์
      การปะทะกันของกลุ่มทุนเก่าและกลุ่มทุนใหม่ภายใต้รัฐบาลทักษิณ ฉลาดชาย รมิตานนท์

กรอบคิดใหม่ในการวิเคราะห์รัฐบาลไทยรักไทย
      Thaksinomics: The Overrated Regime ปกป้อง จันวิทย์
      ทักษิณนิยม ... (อีกที) พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

ประเทศไทยไม่ใช่บริษัท
      ระบบราชการไทย ปัญหาใหญ่ของนายกฯ CEO เบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน

เสียงสะท้อนต่อรัฐบาลไทย จากสื่อยักษ์ใหญ่ระดับโลก
      Toxinomics ผลประโยชน์ขัดแย้งของนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เป็นอันตรายต่อการฟื้นตัวของประเทศไทย ฟาร์อีสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิว ฉบับวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2004
      Our Man in Bangkok วอชิงตัน โพสต์ 26 ธันวาคม 2003
      Thailand's Absolutist วิกฤตไข้หวัดนกถือเป็นความท้าทายอันใหญ่หลวงที่ผู้นำประเทศไทยต้องเผชิญ ไฟแนนเชียล ไทมส์ 31 มกราคม 2004

Copyright © 2004 faylicity.com

ความจริงมันไม่ใช่สิ่งที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติ แล้วรอให้คนเข้าไปค้นพบแล้วผลิตคำอธิบายมัน แต่ความจริงมันเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นต่างหาก ซึ่งกระบวนการสร้างความจริงมันก็หลีกหนีการใส่อุดมการณ์ ความเชื่อ ค่านิยม และวิธีมองโลกของคนสร้างไปไม่พ้น ความแตกต่างของข้อสมมติที่เป็นพื้นฐานของทฤษฎีนั้นๆ รวมถึงระเบียบวิธีศึกษาที่แตกต่างกัน เป็นตัวที่ทำให้ความจริงที่ถูกสร้างขึ้นมีความแตกต่างกัน

ดังนั้น มันจึงไม่มีความจริงแท้ ความจริงแท้อาจจะมี แต่สิ่งที่นักวิชาการพูดๆ กันมันไม่ใช่ความจริงแท้ ยิ่งนักการเมืองยิ่งแล้วใหญ่ ทุกอย่างมันเป็นวาทกรรม ไม่ใช่ความจริงแท้ วาทกรรมของนักเศรษฐศาสตร์เป็นแบบหนึ่ง วาทกรรมของนักรัฐศาสตร์ในการอธิบายเรื่องเดียวกันก็เป็นอีกแบบหนึ่ง

ตลอดเวลาเกือบหนึ่งเทอมที่ผ่านมา นายกฯ ทักษิณมักแสดงตนผ่านสื่อเสมอๆ ว่า ตนคือผู้ผูกขาดความจริง โดยเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ตัวเองรู้และสิ่งที่ตัวเองคิดคือความจริงแท้ โดยไม่ตระหนักถึงความจำกัดของความจริงที่ตนเองเป็นเจ้าของ คุณทักษิณมักคิดว่าคนที่รู้ไม่เหมือนเขาคือพวกไม่รู้ คนที่คิดต่างจากเขารู้ไม่จริง ไม่มีข้อมูล หวังร้าย คุณไม่รู้แล้วพูดทำไม ผมรู้ ผมทำมากับมือ รู้น้อยอย่าพูด

สิ่งที่นายกฯ พูดอยู่ทุกวี่วันไม่ใช่ความจริงแท้ แต่มันก็เป็นวาทกรรมหนึ่ง ... ในกระบวนการผลิตสร้างความจริงของนายกฯ ท่ามกลางอำนาจที่ล้นเหลือ ไม่น่าแปลกใจที่ในบั้นปลาย คุณทักษิณจะเข้าใจว่า ความจริงเสมือนที่ตัวเองสร้างขึ้น มันกลายเป็นความจริงแท้ไปจริงๆ และไม่น่าแปลกใจที่คุณทักษิณจะทึกทักเอาว่าสิ่งที่ตัวเองรู้ คิด เข้าใจ หรือความจริงของตน มีลักษณะเหนือกว่าความจริงชุดอื่นๆ ของคนอื่นๆ ในสังคม

... สิ่งที่คุณทักษิณนิยามว่า ดี งาม ถูก จริง เหมาะสม อาจแตกต่างจากสิ่งที่คนแต่ละคนเห็นว่าดี งาม ถูก จริง เหมาะสม เพราะความดี งาม ถูก จริง เหมาะสม ที่ใช้ประเมินเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เป็นอำนาจในการนิยามและตีความของแต่ละบุคคล ไม่มีนิยามทางการที่เป็นสากล นายกฯ ไม่สามารถบังคับให้ผู้อื่นนิยามและตีความตามตนได้

คำอย่าง เสถียรภาพทางการเมือง ความมั่นคงของรัฐ ความรักชาติ มีนิยามและสามารถตีความได้หลากหลาย ความรักชาติในแบบของผมอาจต่างจากความรักชาติในแบบคุณทักษิณ ซึ่งนายกฯ ไม่มีสิทธิในการคุกคามเสรีภาพในการนิยามและตีความความจริงของผมได้ แต่ที่ผ่านมา นายกฯ มักแทรกแซงสื่ออยู่เสมอๆ หากคิดว่าสื่อทำให้คำนิยามในแบบของนายกฯ ถูกสั่นคลอน ถูกทำให้ลดคุณค่าลง หรือเมื่อสื่อหรือนักวิชาการเสนอคำนิยามหรือการตีความใหม่ๆ ที่ไม่เข้าหูนายกฯ
Thaksinomics: The Overrated Regime . . . ปกป้อง จันวิทย์

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๗